“ไอติม” ชง 3เสาหลักรื้อรธน.60 สภาเดี่ยว มีส.ส.ไม่ต้องมีส.ว. ใช้ผู้แทนปลดอาวุธคสช. ศาลองค์กรอิสระต้องยึดโยงปชช.
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 13 มีนาคม ที่ TCDC อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก กรุงเทพฯ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดกิจกรรม PRIDI Talks 9 x CONLAB เสวนาในหัวข้อ ‘รัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์’ ร่วมเสวนาโดย ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ดร.วรวิทย์ กนิษฐะเสน อดีตเอกอัครราชทูต ผศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้ก่อตั้งเครือข่ายรัฐธรรมนูญก้าวหน้า (CONLAB)
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- วงเสวนารธน. ชี้ เมื่ออำนาจเป็นของปชช. วาระ3ต้องโหวตได้ ซัดฉบับ’60 คนไม่ศรัทธา
- “ยิ่งชีพ” ชี้วาระสาม ส.ว.อ้างสารพัดเหตุคว่ำ เพราะกลัวอำนาจประชาชน
นายพริษฐ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ส่วนแรกอยากชวนให้ทุกคนร่วมกันคิดว่า เมื่อเราตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มีปัญหา และปลายทางรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีฉบับที่ก้าวหน้า ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ส่วนตัวคิดว่ารัฐธรรมนูญที่ดีต้องมี 3 เสาหลัก รัฐธรรมนูญที่ ‘ก้าวหน้า’ หรือ มี 3 ก้าว คือ
1.ก้าวพ้นจากวิกฤต หมายความว่า ในประเทศที่มีคนหลาย10ล้านคนเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีความเห็นเหมือนกันแต่จะทำอย่างไรให้กติกาสูงสุดของประเทศเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อที่เมื่อมีการเบือกตั้งและมีคนที่มีความเห็นแตกต่างอย่างน้อยก็ยอมรับกติกาที่สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นการมีรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่เพียงแต่จะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งแต่จะทำให้ไม่มาเป็นเงื่อนไขวิกฤตทางการเมืองด้วย
2.ก้าวสู้ประชาธิปไตย นอกจากจะมีรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายยอมรับแล้วรัฐธรรมนูญควรเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญสากล เพราะเราเห็นหลายครั้ง เมื่อคำว่าประชาธิปไตยเอามาครอบเนื้อหาที่ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย
3.ก้าวทันโลกอนาคต ในตอนนี้เศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นทำอย่างไร ให้รัฐธรรมนูญออกแบบโครงสร้างรัฐที่มีความคล่องตัวว่องไวในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง และสามารถก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อมองย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ก้าวแรกคือให้ทุกฝ่ายยอมรับ แต่การร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ประชาชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมเปิดให้แสดงความเห็น และเมื่อมีฝ่ายคัดค้านก็ถูกจับกุม แค่ก้าวแรกก็ตกม้าตายแล้ว
ก้าวที่สองการเป็นประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึง คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความถดถอยในรายละเอียดต่างของบางสิทธิเสรีภาพ อย่างถ้าในรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน แต่ในรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนเพียงว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ์ในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขไม่ได้เขียนว่า ได้มาตราฐานและเหมาะสม จะเห็นได้ว่า มีความถดถอยในรายละเอียดต่างๆของประชาชนถดถอยลง นอกจากถดถอยแล้วในบางอย่าง แม้จะเขียนไว้แต่ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองในเชิงปฏิบัติ อย่างการออกมาแสดงความคิดเห็นกลับมีการใช้กฎหมายมาจับ นี้เป็นเพียงตัวอย่างข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ 2560
ต่อมาก้าวที่สาม รัฐธรรมนูญ 2560 ก้าวทันโลกแห่งอนาคตหรือไม่ เห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และรัฐธรรมนูญยิ่งยาวดัชนีประชาธิปไตยยิ่งต่ำลง ต่อให้เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและคิดนโยบายใหม่ แต่ไม่ตรงกับสิ่งที่ถูกเขียนในรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายที่คิดได้ แม้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน และรัฐธรรมนูญควรก้าวหน้าวางหลักประกันใหม่ๆ อย่างเมื่อเกิดโควิด-19 เราได้ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น สำคัญต่อคุณภาพชีวิตประชาขน แต่ไม่มีการวางหลักประกันหรือสิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเข้าไปในรัฐธรรมนูญเลย
อย่างสุดท้ายคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลดความสำคัญของการกระจายอำนาจลง ไม่มีการวางหลักประกันว่าองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษต้องมาจากการเลือกตั้งเป็นคนในท้องถิ่นเองยอ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ 2560ไม่มีการพูดถึงการกระจายอำนาจสักคำ นี่เป็นสามก้าวที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถพาเราก้าวพ้นวิกฤติ ก้าวสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์และก้าวเท่าทันโลกได้
นายพริษฐ์ กล่าวว่า วิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันบีบบังคับให้เลือกระหว่างการร่างใหม่ทั้งฉบับหรือการแก้ไขรายมาตรา แต่ตนอยากชี้ให้เห็นว่า เราไม่จำเป็นต้องเลือกแค่สองสิ่งนี้ แต่สองสิ่งนี้ต้องทำไปคู่ขนานกัน เพราะร่างใหม่ทั้งฉบับใช้เวลานาน ในระหว่างทางที่ร่างฉบับใหม่ขึ้นมาอาจจะมีการยุบสภาหรืออื่นๆสุดท้ายเราก็จะกลับไปใช้เงื่อนไขเดิม เพราะฉะนั้น ถ้าจะแก้ไขทั้งฉบับต้องแก้ไขรายมาตราไปด้วย แต่ถ้าเราจะแก้ไขรายมาตราโดยไม่สนใจร่างใหม่เลยจะเห็นได้ว่า ในหลายมาตรามีความสัมพันธ์กันมันมีความซับซ้อน และในด้านของอารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนไม่ได้มีความรู้สึกว่า เป็นเจ้าของมัน เพราะไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่าง ‘ไม่ได้ต้องการคนเข้ามาว่อมแซมบ้านของเขา แต่เขาต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างบ้านหลังใหม่ขึ้นมา’ ทั้งสองสิ่งนี้จึงต้องทำควบคู่กัน และทำทันที
ต่อมา เป็นกระบวนการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับต้องเจอกับ 5 ด่านกัน ด่านที่1 ด้านศาลรัฐธรรมนูญ ที่ต้องเจอเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ได้มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ในส่วนของตนเมื่อได้เห็นคำวินิฉัยก็ได้คิดเผื่อไว้อีกทาง เพราะเป็นการต่อสู้กับระบบคสช.ว่าอาจจะมีการอ้างหลังโหวตวาระที่ 3 ในประชามติว่า จะรับร่างแก้ไขหรือไม่ คนละอย่างกับการรับหลักการว่า จะมีร่างฉบับใหม่หรือไม่ แต่ทั้งสองอย่างนี้สามารถเพิ่มไปคำถามลงไปในการทำประชามติกลายเป็นการทำประชามติครั้งเดียวสองคำถามได้ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องยื้อกระบวนการ
ในด่านที่ 2 ส.ว.ในวาระที่ 3 ที่จะมีข้ออ้างต่างๆในการคว่ำร่าง ที่จะมีการโหวตในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ ด่านที่ 3 การทำประชามติ รัฐบาลไม่รับส.ส.ร. กติกาประชามติจะเสรีและเป็นธรรมหรือไม่ ด่านที่ 4 เลือกตั้ง ส.ส.ร. 200 เขต ระบบเลือกตั้งจะปิดกั้นผู้แทนที่หลากหลายหรือไม่ และด่านที่ 5 เมื่อมีส.ส.ร. 200 คนเข้าไปแล้ว แต่มีการล็อกไม่ให้แก้หมวด 1 หมวด 2 สุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแก้วิกฤติทางการเมืองได้หรือไม่
สุดท้ายสิ่งที่เราต้องอย่าลืม คือต้องแก้ไขรายมาตราด้วย ซึ่งทางคสช.มี 3 อาวุธ จะสามารถหยิบยกขึ้นมาได้ในการ ขัดขวางกระบวนการนี้ อาวุธที่ 1 วุฒิสภา ,อาวุธที่ 2 ศาลและองค์กรอิสระ และอาวุธที่ 3 ยุทธศาสตร์ชาติ และอาวุธบางอย่างอาจจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้แล้ว แต่ในบางอย่างก็ยังไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้
นอกจากจับตามอง 5 ด่านข้างต้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว อยากให้ทุกคนมาร่วมกันรณรงค์ให้มีการแก้ไขรายมาตราด้วย เพื่อปลดอาวุธของคสช. ปลดอาวุธที่ 1 วุฒิสภาคู่ ยุบให้เหลือสภาเดี่ยว , อาวุธที่ 2 ศาลและองค์กรอิสระ ต้องมีที่มาที่ยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฏรจะไม่มีมาจากการแต่งตั้งของส.ว. ให้เป็นมาจากเสียงของประชาชนหรือมาจากเสียงของส.ส. ถ้าอยากให้เป็นบางอาจมีการเพิ่มเงื่อนไขให้ผู้ที่จะมาเป็นได้ต้องมีเสียงข้างมาก ทั้งจากฝ่ายค้าน และรัฐบาล และอาวุธที่ 3 ยุทธศาสตร์ชาติ อย่าให้ยุทธศาสตร์ชาติเป็นอาวุธที่คสช.ใช้เล่นงานนักการเมืองฝั่งตรงข้าม และเมื่อเหลือสภาเดี่ยวอำนาจในการนำยุทธศาสตร์ชาติไปเล่นงานฝั่งตรงข้ามก็จะหายไปด้วย สุดท้ายอยากรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้วุฒิสภาและกลับไปใช้สภาเดี่ยว

