‘ภาคีนัก กม.สิทธิฯ’ ร้อง กสม.-ตร.-กมธ. เร่งสอบสวน ‘เอาผิด คฝ.’ ปมสลายชุมนุมมิชอบ

‘ภาคีนัก กม.สิทธิฯ’ ร้อง กสม.-ตร.-กมธ. เร่งสอบสวน ‘เอาผิด คฝ.’ ปมสลายชุมนุมมิชอบ

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน” โดย น.ส.คอรีเยาะ มานุแช และ นายอัมรินทร์ สายจันทร์ ทนายความผู้แทนภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อหน่วยงานรัฐ 3 แห่ง ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้หน่วยงานทั้งหมดตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเจ้าหน้าที่ กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำลังอารักขาและควบคุมฝูงชน (คฝ.) ปิดกั้น ขัดขวาง และใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ชุมนุมบริเวณแยกดินแดง เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2564 ที่ผ่านมา

อ่านข่าว
เร่งปฐมพยาบาลหญิงโดนลูกหลงกระสุนยาง ชาวบ้านตะโกนลั่น ‘ตร.ยิง ปชช.’ พยานยันไม่เอี่ยวม็อบ
สมาคมนัก กม.สิทธิฯ ล่าชื่อเอาผิด ตร. สลายชุมนุมรุนแรง ชี้ไม่หยุดฟ้องกลับแพ่ง-อาญา
แชร์สนั่นคลิป คฝ. ยิงกระสุนยางจ่อๆ ใส่คนขี่ จยย.หลายนัด-สาวออฟฟิศถูกยิงกลางหลัง

“ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน” ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นเดือน สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา สถานการณ์การปราบปรามการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ เริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีประชาชนรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบคาร์ม็อบ (Car Mob) บริเวณแยกดินแดง กรุงเทพมหานคร เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาล พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก และเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันทางการเมืองต่างๆ ก่อนจะพบว่า เจ้าพนักงานตำรวจมิได้กระทำการตามหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ

แต่การปฏิบัติการของเจ้าพนักงานตำรวจกลับเป็นไปในลักษณะขัดขวางการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว มีการการปิดกั้นขัดขวางการเคลื่อนขบวนของผู้ชุมนุม โดยการใช้สิ่งกีดขวาง เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหีบเพลง ปิดกั้นพื้นที่ และวางกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน จำนวนหลายร้อยนาย พร้อมอาวุธและเครื่องมือควบคุมฝูงชน อาทิ โล่ป้องกัน กระบอง ปืนยิงแก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำแรงดันสูง ยิงเข้าใส่ประชาชน เพื่อให้สลายการชุมนุม โดยมิได้เป็นไปตามหลักการสากลและมิได้เป็นไปตามคู่มือ แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลการชุมนุมสาธารณะ ไม่เคารพและคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ชุมนุม เช่น การรุมทำร้าย การใช้ปืนยิงจ่อไปที่ตัวผู้ชุมนุมในระยะประชิด และการยิงประชาชนที่สัญจรผ่านไปในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการนำตัวผู้ชุมนุม หรือประชาชนที่ถูกจับกุมจำนวนมากไปควบคุมตัวไว้ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) สโมสรตำรวจ ซึ่งมิใช่พื้นที่ทำการปกติของพนักงานสอบสวน ทำให้เป็นอุปสรรคและสร้างความยากลำบากต่อญาติและทนายความในการเยี่ยม พบและให้คำปรึกษาแก่ผู้ต้องหา ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ มนุษยชนของผู้ต้องหา ทั้งไม่เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1

โดย ทนายความผู้แทนภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ได้ดำเนินการยื่นหนังสือถึงหน่วยงานต่างๆ และมีผลดำเนินการดังนี้

วันที่ 25 ส.ค. 2564 เวลา 9.30 น. ทนายความผู้แทนภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เข้ายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เพื่อขอให้ กสม. ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 เพื่อติดตามและเฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการลงพื้นที่สังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อส่งข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานในสังกัด พร้อมกับกำชับตักเตือนมิให้มีการกระทำการเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจและไม่ปิดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชน และขอให้ตรวจสอบการควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ที่ บช.ปส. ในสโมสรตำรวจ

การยื่นหนังสือครั้งนี้ มี น.ส.ศยามล ไกยูรวงศ์ และนางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วย นายชนินทร์ เกตุปราชญ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานและติดตามการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รักษาการแทนรองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รับเรื่องร้องเรียน ณ ห้องเสวนา ชั้น 6 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

โดย “กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” (กสม.) กล่าวว่า สำหรับการปราบปรามการชุมนุมช่วงเดือนที่ผ่านมา กสม. ได้ดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบ กรณีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังในการปราบปรามการชุมนุมทางการเมือง ทั้งนี้ กสม. ยืนยันว่า จะทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง และเมื่อเร็วๆ นี้ กสม. ยังได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสันติวิธีจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคม และจัดทำเป็นข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ต่อมา วันที่ 26 สิงหาคม 2564 เวลา 10.15 น. ทนายความผู้แทนภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เข้ายื่นหนังสือต่อ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” (ตร.) เพื่อขอให้ ตร. ตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานตำรวจพร้อมกับกำชับตักเตือนมิให้กระทำการเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจและไม่ปิดกั้นการใช้เสรีภาพของประชาชน และกำหนดมาตรการลงโทษอย่างจริงจังและได้ผล ต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่มีพฤติการณ์ที่กระทำละเมิดต่อประชาชน ไปจนถึงการแสดงพฤติกรรมยั่วยุและแสดงความสะใจต่อการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมอีกทั้งขอให้เปิดเผยรายชื่อหน่วยงานต้นสังกัดและผู้บังคับบัญชาของเจ้าพนักงานตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ชดใช้เยียวยาความเสียหายต่อชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างเป็นธรรม โดยมี พ.ต.อ.ถาวร มีขำ รองผู้บังคับการกองทะเบียนพล เดินทางมารับหนังสือร้องเรียนดังกล่าว

และ เวลา 13.00 น. ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เข้ายื่นหนังสือต่อ “คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” ขอให้ตรวจสอบว่าเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการปิดกั้นและสลายการชุมนุม ตรวจสอบการใช้กำลัง การฉีดน้ำแรงดันสูง การใช้แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ของเจ้าพนักงานตำรวจว่าชอบด้วยกฎหมายและหลักการสากลหรือไม่ และเรียกบุคคลและพยานหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาชี้แจงโดยเร็ว โดยเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบ รายชื่อเจ้าพนักงานตำรวจที่กระทำละเมิดต่อประชาชน ผู้บังคับบัญชา และหน่วยงานต้นสังกัดต่อสาธารณะ โดยมีผู้แทนของพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ รับเรื่องร้องเรียน

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะองค์กรเครือข่ายของภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส และเปิดเผยผลการดำเนินการตรวจสอบออกสู่สาธารณชน เพื่อนำตัวเจ้าหน้าที่ผู้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาลงโทษ และสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยเคารพหลักการสากลและหลักการสิทธิมนุษยชนที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ต่อไป

#HRLawyersTH #ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน #FreedomofExpression #ม็อบ20สิงหา

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon