“ทวี” ซัด “ประยุทธ์ – เฉลิมชัย” รวมหัวทุจริตราคายางทำตกต่ำ ปูดขบวนการฮั้วประมูล ไม่ชอบรธน. สร้างความเสียหายร้ายแรง
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเพื่อทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ 5 รัฐมนตรี ที่รัฐสภา ในวันแรกนั้น
ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- องค์ประชุมไม่ครบ เปิดซักฟอกช้าไป 40 นาที ส.ส.ภูมิใจไทยไล่ฝ่ายค้านเลื่อนอภิปรายสมัยหน้า
- ‘สมพงษ์’ อัด ‘ประยุทธ์’ ค้าความตาย คลั่งอำนาจ ขอ ส.ส.ร่วมเจตจำนงให้เจ้าตัวลาออก
- ‘เสรีพิศุทธ์’ ลุกไล่ส.ส.รัฐบาล ออกไปกินข้าว ไม่ต้องนั่งรอประท้วง ป้อง ‘ประยุทธ์’
- ‘ประเสริฐ’ แฉเอกสาร จัดซื้อซิโนแวค 5 ครั้ง มียอดเงิน ส่วนต่างกว่า 2 พันล้าน
- ‘ชวน’ เตือน ส.ส.ฝ่ายค้าน อย่าด้อยค่าซิโนแวค กลางสภา หวั่นกระทบความสัมพันธ์
- ‘ศิริกัญญา’ ซัด ‘ประยุทธ์’ นักกู้สู้ 10 ทิศ ทำศก.ลงเหว เย้ยหน้าบาง กลัวโดนล้อไม่กู้เพิ่ม
จากนั้น เวลา 14.20 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์มีตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ส่วนนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีตำแหน่งเป็นรองประธานฯ ตนมีข้อมูลน่าเชื่อได้ว่าทั้งคู่ทำผิดกฎหมายหลายฉบับ เป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันบงการใช้จ้างวานและยุยงส่งเสริมให้การยางแห่งประเทศไทยกระทำผิด นำเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยฮั้วประมูล กระทำไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญผิดวินัยการเงินการคลัง ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยทั้งคู่ได้นำยางในสต็อกของรัฐบาล 1.4 แสนตัน 17 โกดังเอาไประบายฮั้วประมูล โดยเป็นยางที่เกิดจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง จำนวน 5.3 หมื่นตัน และโครงการมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง จำนวน 5.1 หมื่นตัน ที่บอกว่า ฮั้วประมูลเพราะสั่งให้นำยางไปขายในราคา กก.ละ 37 บาท ขณะที่ราคายางขณะนั้นอยู่ที่ กก.ละ65 บาท ซึ่งมีส่วนต่างเกือบ 30 บาท ทั้งที่เป็นยางคุณภาพดี สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อรัฐบาล ต่อระบบธุรกิจและกับเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 1.7 ล้านครอบครัว พื้นที่ปลูกยางรวมกว่า 21 ล้านไร่
พ.ต.อ.ทวี อภิปรายว่า ตนขอเรียกว่าเป็นแผนประทุษร้ายเกษตรกรและเศรษฐกิจในประเทศ เป็นการทุจริตเชิงนโยบาย คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธาน และนายเฉลิมชัยเป็นรองประธาน โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2563 มีดำริให้ระบายยางในสต็อก ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ทั้งคู่ได้แต่งตั้งผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทยคนใหม่ จุดที่เริ่มไปสู่หายนะของวงการยาง คือเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 นายเฉลิมชัยเสนอ ครม.ขอขายยาง ต่อมา 3 พฤศจิกายน 2563 ครม.มีมติให้เร่งรัดระบายยางให้หมดโดยเร็ว ทั้งที่ราคายางไม่มีเสถียรภาพ ราคามีแต่ดิ่งลง ท่านไม่มีสิทธินำมาขายด้วยซ้ำ นี่คือคำสั่งบงการใช้จางวานสั่งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯไปขาย ซึ่งมติครม.ดังกล่าวส่อไปทางผิดกฎหมายหลายประการ เช่น ข้อบังคับคกก.ยางแห่งประเทศไทยว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการพาณิชย์ พ.ศ.2561 ข้อ 6 ออกตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 8 ที่ต้องคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพ.ร.บ.ฮั้วประมูลฯ ที่ต้องไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครคนใดคนหนึ่ง
นอกจากนี้ มีการทุบราคายางผ่านคณะกรรมการบริหารสต็อกยางฯ โดยเมื่อ มีนาคม 2564 ราคาอยู่ที่ประมาณ 37 บาทต่อ กก.ขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 67 บาท ขณะที่ทีโออาร์ก็ล็อกสเปกต้องเหมาทั้ง 17 โกดัง แสนกว่าตัน ต้องแสดงหลักฐานการเงิน 1 พันล้านบาท วางหลักประกัน 200 ล้านบาท สุดท้าย 20 เมษายน 2564 มีเพียงบริษัทเสนอราคารายเดียวและชนะประมูล ซึ่งราคาส่วนต่างนี้ทำให้เงินหายไปเยอะมาก ซึ่งเป็นหนี้สาธารณะ เป็นภาษีอากรของคนตัวเล็กตัวน้อย และหลังจากเซ็นสัญญาซื้อขาย ครม.แปลงสารโดยสั่งให้ระบายยางออกให้หมดโดยเร็ว ซึ่งนอกจากตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทุบราคาแล้ว ยังปิดบังสัญญาซื้อขายด้วย
“จากพฤติกรรมดังกล่าวทั้ง พล.อ.ประยุทธ์และนายเฉลิมชัยทุจริตเชิงนโยบาย เอายางที่ต้องใช้รักษาเสถียรภาพราคาเอาออกมาขาย อาชญากรไม่ได้หมายความถึงผู้ที่กระทำอาชญากรรมเท่านั้น เขาให้หมายความรวมถึงคำสั่งของคณะรัฐมนตรีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้บังคับใช้กฎหมาย การขายยางครั้งนี้จะเกิดขึ้นไมได้เลยถ้าไม่มีมติ ครม. นี่จึงเป็นที่มาของการทุจริต สร้างความเสียหายร้ายแรง คือทำให้เราต้องใช้หนี้สาธารณะจำนวนมาก ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพราคายางได้ รับใช้นักธุรกิจ ทุจริตโดยการทุบราคายาง ผมจึงไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์และนายเฉลิมชัย” พ.ต.อ.ทวี อภิปราย

