1,867 องค์กรสังคม จี้ถอนร่าง พ.ร.บ.คุม ‘เอ็นจีโอ’ ชี้ ส่อเผด็จการ ยันไม่ปฏิเสธรัฐตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 8 มกราคม สืบเนื่องกรณีคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 เดินหน้าร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์การไม่แสวงหากำไร พ.ศ. ….
อ่านข่าว : กป.อพช. ออกแถลงการณ์ประณามทุกองคาพยพดันพ.ร.บ.คุมเอ็นจีโอ จี้หยุดยึดอำนาจปชช.
โวยร่างพ.ร.บ.คุมเอ็นจีโอ ทำประเทศเป็นเผด็จการรวมศูนย์ ภาคประชาชนโดนกีดกัน
รองเลขาฯ กป.อพช. ต้านร่างพ.ร.บ.คุมเอ็นจีโอ หวั่นรัฐก้าวก่าย มุ่งคุมปชช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (7 ม.ค.) เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน ได้เผยแพร่แถลงการณ์ “ประชาชนต้องมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่มทางสังคม เพื่อร่วมกำหนดอนาคตของตนเองในการพัฒนาประเทศ” โดยมีรายละเอียด ดังนี้
การเสนอร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. …. ของรัฐบาล ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าองค์กรไม่แสวงหากำไรและองค์กรภาคประชาชนทั่วประเทศที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขาดธรรมาภิบาล ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีเถยจิตแอบแฝง มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน จึงต้องควบคุมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของภาคประชาชนทั่วประเทศ ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่สนใจใยดีต่อเหตุผลที่เครือข่ายภาคประชาชนพยายามนำเสนอ เพื่อให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนความคิดในการตรากฎหมายฉบับดังกล่าว ด้วยเห็นว่าเป็นกฎหมายไม่สอดคล้องกับเสรีภาพในการรวมกลุ่ม การชุมนุมสาธารณะ การแสดงออก และสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มีการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต โดยเฉพาะอำนาจข้าราชการในการใช้ดุลพินิจว่ากิจการใดขัดต่อความสงบเรียบร้อย ขัดต่อความมั่นคงของรัฐได้ตามอำเภอใจ มีอำนาจสั่งห้ามไม่ให้มีการกระทำนั้นๆ ได้โดยไม่สามารถฟ้องร้องศาลปกครองได้
สิทธิเสรีภาพดังกล่าวนี้ ได้ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับ รวมทั้งฉบับปัจจุบัน ทั้งยังระบุในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ที่สามารถกำหนดทิศทางและนโยบายสาธารณะอย่างมีเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งต้องมีหลักประกันสิทธิเสรีภาพปลอดจากความกลัว ปลอดจากความหิวโหย และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันถือเป็นการสร้างสมดุลทางอำนาจระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมในการจัดสรรทรัพยากรของสังคมอย่างสมดุล เท่าเทียมและเป็นธรรม
เป็นที่ประจักษ์ว่าร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ…. มีเจตนา และเนื้อหาต้องการควบคุม กำกับ และเข้าข่ายคุกคามการรวมกลุ่มของประชาชนในทุกรูปแบบ โดยอ้างเหตุผลว่า ต้องการจัดระบบกลุ่มองค์กรทางสังคมในประเทศให้มีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น ทั้งที่ในความจริงแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับ ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบการรวมกลุ่มทางสังคมเพื่อสาธารณประโยชน์อยู่แล้ว ทั้งองค์กรในรูปแบบจัดตั้งเป็นมูลนิธิ สมาคม และองค์กรที่ดั้งขึ้นมาโดยไม่ได้จดทะเบียนต่างๆ เช่น การรวมตัวรวมกลุ่มของชุมชน ประชาชน ที่ทำงานเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิ ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรภายใต้กฎหมายเฉพาะต่างๆ องค์กรเหล่านี้ก็ได้ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดเสมอมา
ดังนั้น ความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ กำลังส่อเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และกำลังใช้ระบบราชการอำนาจนิยมแบบเผด็จการทหาร ในการกำกับ ควบคุมภาคประชาชนให้ดำเนินกิจกรรมอยู่ ภายใต้การรวมศูนย์อำนาจของตนเองเท่านั้น อันเป็นภัยคุกคามการรวมกลุ่มของประชาชน มากกว่ามองเห็นเป็นหุ้นส่วน ซึ่งเป็นปฏิปักษ์และบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างสิ้นเชิง และขัดต่อหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน ขอยืนยันว่าพวกเราไม่ได้ปฏิเสธการถูกตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส แต่เราไม่ยอมรับและขอคัดค้านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างถึงที่สุด จนกว่าจะมีการถอนร่างกฎหมายฉบับนี้ ตามเหตุผลที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ทั้งนี้ จะมีการนัดหมายองค์กร/เครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศได้มีการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันแล้ว 1,800 กว่าองค์กร ให้ออกมาคัดค้านรัฐบาลในเรื่องนี้ ก่อนที่จะมีการนำร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป โอกาสนี้จึงขอเรียกร้องไปยังกลุ่ม/องค์กร ภาคี/เครือข่ายภาคประชาชนทั่วทุกภูมิภาค ได้ออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนเองในการรวมกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ ร่วมกับพวกเราโดยพร้อมเพรียงกัน
แถลง ณ วันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2565
เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ “เครือข่ายคัดค้านร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาชน” เป็นการรวมตัวกันของเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านต่างๆ ได้แก่ เครือข่ายองค์กรผู้สูงอายุ, เครือข่ายองค์กรคนพิการ, เครือข่ายด้านเด็กและครอบครัว, เครือข่ายเยาวชน, เครือข่ายองค์กรผู้หญิง, เครือข่ายความหลากหลายทางเพศ, เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค, เครือข่ายชุมชนเมือง/สลัมสี่ภาค, เครือข่ายแรงงานนอกระบบ, เครือข่ายแรงงานในระบบ, เครือข่ายด้านสุขภาพ, เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน/ความมั่นคงทางอาหาร, เครือข่ายด้านชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง, เครือข่ายสิทธิมนุษยชน/ประชาธิปไตย, เครือข่ายองค์กรระหว่างประเทศ, เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน, เครือข่ายนักวิชาการด้านสังคม และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) จำนวน 1,867 องค์กร ที่เข้าร่วมการคัดค้าน “ร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ…”

