แอมเนสตี้ จี้ ประชาคมโลก เข้มคุ้มครองผู้ชุมนุมเมียนมา ตามฉันทามติ 5 ข้อ ออกมาตรการ ‘ห้ามส่งอาวุธ’ ให้กองทัพ
เมื่อวันที่ 22 เมษายน ในวาระครบรอบ 1 ปี หลังจากอาเซียนเห็นชอบ “ฉันทามติ 5 ข้อ” เพื่อยุติความรุนแรงในเมียนมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยแพร่แถลงการณ์และบทสัมภาษณ์นักกิจกรรม ที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกคุกคามจากรัฐบาลทหารเมียนมา โดยสาระสำคัญบ่งชี้ว่า ประชาคมโลกต้องดำเนินการมากขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้ชุมนุมที่กล้าหาญในเมียนมา เนื่องจาก 1.เกิดความล้มเหลวในการยุติความรุนแรง 1 ปีหลังจากอาเซียนเห็นชอบฉันทามติ 5 ข้อ 2.นักกิจกรรมในเมียนมาเปลี่ยนไปใช้วิธีประท้วงแบบแฟลชม็อบและประท้วงเงียบ เพื่อหลีกเลี่ยงการปราบปราม 3.ทหารนอกเครื่องแบบปลอมตัวเป็นพ่อค้าขายผลไม้และคนขับรถสามล้อ เพื่อแฝงตัวเข้าไปสอดแนมข้อมูลจากประชาชน และ 4.กองทัพตอบโต้ด้วยการคุกคามครอบครัวของนักกิจกรรม
สำหรับแถลงการณ์ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า นักกิจกรรมที่กล้าหาญของเมียนมายังคงเดินหน้าชุมนุมประท้วงโดยสงบต่อไป ท่ามกลางอันตรายร้ายแรงและปัญหาท้าทายมากมาย โดยกล่าวขึ้นเนื่องในโอกาสครบหนึ่งปีหลังจากอาเซียนเห็นชอบ “ฉันทามติ 5 ข้อ” ซึ่งล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถยุติความรุนแรงในประเทศได้
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับ 17 คน ซึ่งยังคงเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรงใน 5 รัฐและเขตของเมียนมา โดยผู้ให้สัมภาษณ์มาจากหน่วยงานที่หลากหลาย ทั้งหน่วยงานของผู้มีความหลากหลายทางเพศ และหน่วยงานด้านสิทธิสตรี วิธีการชุมนุมประท้วงซึ่งเป็นที่นิยมมากสุดอย่างหนึ่งในตอนนี้คือ “แฟลชม็อบ” โดยนักกิจกรรมจะวิ่งประท้วงในถนนหลายนาที ก่อนจะสลายตัวไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยิง ถูกจับ หรือถูกทหารเมียนมาขับรถชน
ประชาชนทั่วไปยังจัด “การประท้วงเงียบ” ทั่วประเทศ โดยบรรดาร้านค้าและธุรกิจพากันปิดตัว ท้องถนนว่างเปล่า และประชาชนอยู่กับบ้านเพื่อแสดงการต่อต้านระบอบปกครองของทหารทั่วประเทศเมียนมา นักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้แจกจ่ายใบปลิวบนรถเมล์ ติดสติกเกอร์หรือพ่นสีตามกำแพงเป็นข้อความเพื่อต่อต้านกองทัพ และกระตุ้นให้มีการคว่ำบาตรสินค้าและบริการที่มีส่วนเชื่อมโยงกับกองทัพ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ผู้นำอาเซียนบรรลุ 5 ฉันทามติ แก้วิกฤตเมียนมา
- รัฐบาลทหารเมียนมาแจงยังคงยึดแผน ‘สันติภาพ 5 ข้อ’ ของอาเซียน หลังผู้นำถูกเมิน
เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า นักกิจกรรมเมียนมาต้องการแรงสนับสนุนอย่างเร่งด่วนจากประชาคมโลก รวมทั้งมาตรการ ห้ามซื้อขายหรือส่งอาวุธให้เมียนมา เพื่อขัดขวางไม่ให้กองทัพสามารถใช้อาวุธสงคราม เข่นฆ่าสังหารผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบ
“อาเซียนต้องเรียกร้องให้กองทัพเมียนมา ยุติการใช้ความรุนแรงทั้งปวงต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบโดยทันที เพื่อให้สอดคล้องตามฉันทามติ 5 ข้อ และควรทำทันทีในตอนนี้ เพื่อขัดขวางไม่ให้ประชาชนชาวเมียนมาต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป
“ทั้งอาเซียนยังจะต้องร่วมกันประณามต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งปวงในเมียนมา และเรียกร้องให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยพลการ” เอ็มเมอร์ลีน จิล กล่าว และว่า
ในช่วงไม่กี่วันหลังการทำรัฐประหาร แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและกลุ่มสิทธิมนุษยชนอีกหลายแห่ง ต่างกระตุ้นให้กองทัพเมียนมายุติการใช้กำลังอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายและการใช้ความรุนแรงถึงชีวิตต่อผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบ ความรุนแรงเหล่านี้มีส่วนกระตุ้นให้คนจำนวนมากเข้าร่วมกับกองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งยังคงปฏิบัติการอยู่ทั่วประเทศ
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้กองทัพปฏิบัติหน้าที่อย่างระมัดระวัง สอดคล้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเข้ามาทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ข้อเรียกร้องเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบรับ ถึงปัจจุบัน มีผู้ถูกสังหารแล้วกว่า 1,700 คน และอีกกว่า 13,000 คนถูกคุมขังนับแต่ทหารยึดอำนาจ ตามข้อมูลของสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง
นักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ให้สัมภาษณ์กับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้เป็นประจักษ์พยาน หรือตกเป็นเหยื่อการปฏิบัติมิชอบของเจ้าหน้าที่กองทัพระหว่างการชุมนุมประท้วง รวมทั้งการถูกยิง ถูกซ้อม และการขับรถชนพวกเขา

นอกจากนั้น นักกิจกรรมหลายคนยังบอกกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า พวกเขารู้สึกว่าถูกติดตามและสอดแนมข้อมูลส่วนตัวจากพลเรือนที่เป็นสายข่าวตลอดเวลา หรือที่พวกเขาเรียกว่าพวกดาลัน หรือบางทีก็เป็นการสอดแนมจากเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่สวมชุดพลเรือน และที่ขับรถไม่มีตราสัญลักษณ์
ในหลายกรณี ทหารและตำรวจได้จับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนสนิทของนักกิจกรรมเอาไว้ ถ้าไม่สามารถพบตัวนักกิจกรรมและจับกุมพวกเขาได้ รวมทั้งกรณีการจับตัวแม่วัย 94 ปีของนักการเมืองคนหนึ่ง และการจับกุมลูกสาววัย 4 ขวบของนักกิจกรรมอีกคน ตามรายงานข่าวของสื่อ
“แม้จะมีอันตรายและความลำบากใหญ่หลวง แต่นักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกหลายคน ยังคงเลือกที่จะอยู่ในเมียนมาต่อไป พวกเขามีเจตจำนงอย่างแน่วแน่ที่จะจัดการชุมนุมประท้วงโดยสงบ และแสดงความเห็นต่างต่อไป พวกเขาหลายคนบอกว่า จะยังคงชุมนุมประท้วงโดยสงบต่อไป เพื่อกระตุ้นให้คนทั้งประเทศลุกฮือขึ้นมา และทำให้คนเกิดความหวัง” เอ็มเมอร์ลีน จิล กล่าว
ด้าน พระอู ยอ จากมัณฑะเลย์กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่อาตมายังคงชุมนุมประท้วงต่อไป ก็เพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยกหรือไม่ให้คนเกิดความท้อถอย เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่ามีกำลังใจเมื่อเห็นพวกเรา”
ขณะที่ ซิน หม่า แกนนำผู้ประท้วงที่โมนยวา ระบุว่า แม้ชีวิตพวกเราจะอยู่ในอันตราย แต่เราเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป
“เรายังคงร้องขอต่อประชาคมโลกให้ช่วยเหลือพวกเรา เพราะมีประชาชนที่กำลังถูกเข่นฆ่าในเมียนมา”
อ่านแถลงการณ์ฉับเต็มและบทสัมภาษณ์ได้ที่ https://www.amnesty.or.th/latest/news/1000

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เอพีตีข่าว! ชะตากรรมผู้ลี้ภัยเมียนมาในไทย แฉมี “บัตรตำรวจ” จ่ายเดือนละ 350 บ.ไม่ต้องถูกส่งกลับ
- รบ.ทหารกร้าว! ปัดสหรัฐฟันธง กองทัพเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา

