หน้าแรก การเมือง ศาลรธน.สั่งสอ...

ศาลรธน.สั่งสอบเอกสาร ‘มีชัย’ หลุด ยันเป็นกลาง-ไม่มีลัดขั้นตอน เร่งชี้คดี 8 ปีประยุทธ์ (คลิป)

7.09.22 | 16:43 น.

“ศาลรธน.” แจงพิจารณาวาระ 8 ปี ‘บิ๊กตู่ ‘ 8 ก.ย. ไม่มีลัดขั้นตอน เร่งวินิจฉัย ชี้แค่ดูพยานหลักฐาน หากครบถ้วนค่อยนัดลงมติอย่างน้อย 7 วัน ปัดตอบเอกสาร’มีชัย’ หลุดเป็นของจริงหรือไม่ พร้อมสั่งสอบหาที่มา เผย ประธานศาลฯ เสียใจ หวั่นกระทบผู้ให้ความเห็น – คู่กรณี ลั่น 9 ตุลาการฯ เป็นกลาง อิสระ ไม่รู้ล่วงหน้าใครลงมติอย่างไร

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 7 กันยายน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงกรณีที่ นายวรวิทย์ กังศศิเทียม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมนัดพิเศษ เพื่อกำหนดแนวทางพิจารณากรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่หรือไม่

นายเชาวนะ กล่าวว่า นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง ศาลได้พิจารณากระบวนพิจารณาเป็นลำดับตามกระบวนการปกติ การที่ศาลนัดประชุมในวันที่ 8 กันยายน ไม่ได้เป็นการเร่งเวลา หรือทำให้ช้าลง เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ถามว่าคดีนี้มีความสำคัญหรือไม่ ก็เป็นคดีที่ศาลให้ความสำคัญ แต่ไม่ได้มีการลัดขั้นตอนแต่อย่างใด ส่วนที่มีข่าวว่าศาลจะประชุมแล้วจะมีการลงมติและมีการระบุว่ามีเสียงข้างมากข้างน้อยเท่านั้นเท่านี้ขอชี้แจงว่า ขั้นตอนขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น เป็นเพียงการนำพยานหลักฐานที่ศาลได้รับมาพิจารณาว่าเพียงพอที่จะวินิจฉัยหรือไม่ ถ้าไม่พอจะต้องแสวงหาเพิ่มเติม ซึ่งตามวิธีที่กฎหมายกำหนดทำได้ เช่น การให้บุคคลหรือหน่วยงานของรัฐชี้แจงก็ได้ หรือจะดำเนินกระบวการไต่สวนก็ได้ ดังนั้นที่มีข่าวทำนองว่าหลังจากการพิจารณาวันที่ 8 กันยายนแล้ว จะนัดอ่านคำวินิจฉัยในอีก 15 วัน และมีการกำหนดว่าผลของการพิจารณาจะออกมาเป็นกี่เสียง ยืนยันว่ายังไม่มีเงื่อนไขของการกำหนดวัน และยังไม่ถึงขั้นลงมติ

นายเชาวนะ กล่าวถึงกรณีหนังสือชี้แจงของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หลุดในโลกโซเชียล ขอไม่ยืนยันว่าเป็นเอกสารจริงหรือไม่ แต่ยืนยันว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญ และกังวลใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเนื้อหากระทบผู้ให้ความเห็นและพาดพิงไปถึงคู่ความ จึงให้สำนักงานฯติดตามว่า เอกสารมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อมีเอกสารรั่วไหลในชั้นธุรการจะกำชับให้พึงระมัดระวัง แต่เมื่อมีการรั่วไหล ต้องเพิ่มความรัดกุมให้มากขึ้น

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติจะพิจารณาว่ามาตรการของเรามีข้อบกพร่องเช่นไร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในกระบวนการพิจารณา เพิ่มความระมัดระวังให้เกิดความรอบคอบและรัดกุม ยืนยันว่าประธานไม่ได้นิ่งนอนใจ ห่วงใย และรู้สึกเสียใจ จึงให้สำนักงานฯระมัดระวัง และดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งจะเอาผิดใครได้หรือไม่จะต้องรอดูผลการตรวจสอบก่อน ส่วนที่ขณะนี้เอกสารชี้แจงของนายกรัฐมนตรีหลุดในโซเชียล ทางสำนักงานยังไม่ทราบ แต่จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุม เมื่อมีเหตุจะต้องเพิ่มมาตรการ เพราะท่านประธานฯห่วงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก ส่วนตัวท่านไม่ได้หวั่นไหว และยืนยันว่าจะทำหน้าที่ให้เข้มแข็ง

Advertisement

เมื่อถามว่า หากคณะตุลาการฯ เห็นว่าข้อเท็จจริงมีความเพียงพอให้วินิจฉัยแล้ว ตามข้อกฎหมายจะต้องมีการนัดวันวินิจฉัยภายในกี่วัน นายเชาวนะ กล่าวว่า ตามกฎหมายกำหนดไว้ในบางคดีบางเรื่อง เช่น คดีที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ ร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะกำหนดเฉพาะเจาะจงว่าจะวินิจฉัยภายใน 15 วัน 30 วัน แต่คำร้องลักษณะกฎหมายไม่ได้กำหนด ขึ้นอยู่กับที่ประชุมจะพิจารณา ซึ่งการที่ศาลจะกำหนดวันวินิจฉัย ตามข้อหมายได้กำหนดไว้เพียงปัจจัยเดียวคือ เมื่อศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอต่อการพิจารณา และให้ความยุติธรรม จะกำหนดประเด็นวินิจฉัย และจะนัดอ่านความเห็นของตุลาการแต่ละท่าน และนัดอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟัง ซึ่งปกติคำร้องที่มีกรณี ศาลจะลงมติช่วงเช้าและอ่านช่วงบ่าย และการที่ศาลจะนัดอ่านถ้าไม่ได้เป็นเรื่องที่มีการไต่สวนก็จะนัดวินิจฉัยหลังพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่ถ้าอยู่ระหว่างการไต่สวนและเห็นว่าคดีมีข้อมูลเพียงต่อการวินิจฉัย ก็จะนัดคู่กรณีฟังคำวินิจฉัย แต่คดีนี้ยังไม่ได้มีการไต่สวน ฉะนั้นในคดีนี้ก็จะอยู่ในกรอบนักวินิจฉัยไม่น้อยกว่า 7 วัน หลังจากศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอวินิจฉัย

นายเชาวนะ กล่าวอีกว่า ส่วนความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งศาลก็รับฟัง แต่ไม่ได้เอามาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ศาลจะยึดสำนวนคดีเป็นหลัก ตุลาการทั้ง 9 คนล้วนเป็นอิสระ ไม่มีใครรู้ว่าใครจะวินิจฉัยอย่างไร และขณะนี้ยังไม่ได้เป็นที่ยุติว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ การที่บอกว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างนั้นอย่างนี้ จึงเป็นการด่วนสรุปที่เร็วเกินไป

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง