‘ไอติม’ ตั้ง 3 คำถามวัดความเป็นประชาธิปไตย ชี้ ที่น่ากลัวกว่ารัฐประหาร คือ ‘ฝัง 3 อาวุธ’ ในรัฐธรรมนูญ 60
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่อาคารศิลาบาตร มหาวิทยาลัยรามคำแหง (หัวหมาก) เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย จัดวงเสวนา รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน “ความฝันที่ไม่ไกลเกินเอื้อม” โดยมีวิทยากรเป็นตัวแทนนักเคลื่อนไหว คนรุ่นใหม่ นักวิชาการ นักกฎหมาย ตลอดจนตัวแทนสภาผู้แทนราษฎร ร่วมให้ความเห็น
ได้แก่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน, นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), ผศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบาย พรรคก้าวไกล, น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือมายด์ นักกิจกรรมทางการเมือง นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.พรรคก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร ดำเนินรายการโดย นายนันทพงศ์ ปานมาศ หรือกุ๊ก แกนนำเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย
‘มายด์’ บอก 250 ส.ว.แสบมาก! ม็อบอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ ต้องปักธงให้ชัด ‘รื้อฉบับ คสช.’ ผูกอำนาจใหม่
‘จตุพร’ ซัด บ้านเมืองต้องคำสาป ฟันธง ‘3 ป. ใช้ตำรา รร.นายร้อย’ ไม่ทำสงครามที่คิดว่าไม่ชนะ
จากนั้นเวลา 16.15 น. นายพริษฐ์ หรือไอติม กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนคงเห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญในการวางรากฐานของประชาธิปไตยให้มั่นคง เราทุกคนทราบดีว่าถึงแม้เราจะมีรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์แบบแล้วก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาทางการเมืองและปัญหาเกี่ยวกับประชาธิปไตยได้ทั้งหมด แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการทำให้เรามีระบบการปกครองที่ถูกคิดบนฐานว่าอำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชนทุกคน เราจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่สามารถทำหน้าที่ในการวางรากฐานประชาธิปไตยให้มั่นคงได้ เพราะไม่ได้มีที่มา กระบวนการ และเนื้อหาที่เป็นประชาธิปไตย เวลาเราจะวัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งมีความเป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน ตนคิดว่ามี 3 คำถามที่สำคัญคือ ใครเป็นคนเขียน ได้มาอย่างไร และเขียนว่าอะไรบ้าง

“คำถามแรกว่าใครเป็นคนเขียน ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าคนที่เขียนรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นบุคคลไม่กี่คนที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร ในส่วนของกระบวนการว่าได้มาอย่างไร หลายคนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็มักจะหยิบยกประชามติปี 2559 ขึ้นมา เราก็ได้ยินหลายเหตุผลแล้วว่าทำไมการหยิบยกประชาธิปไตยปี 2559 มาอาจจะไม่ได้เป็นที่เพียงพอและเป็นเหตุผลที่ให้ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสำหรับรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ ผมได้ฟังการอภิปรายในสภา ส.ว.หลายคนก็มักจะหยิบยกประชามติปี 2559 หรือ 16 ล้านเสียงมาเป็นเหตุผลในการบอกว่าห้ามมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 แต่เมื่อได้ฟังแล้วก็เห็นถึงความย้อนแย้งหลายประการ เพราะเมื่อมีใครเสนออะไรที่เขาไม่เห็นด้วย เช่น การเสนอให้ปิดสวิตช์ ส.ว. เขาก็จะหยิบยกเรื่องประชามติขึ้นมา และบอกว่าจะแก้ได้อย่างไร ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาแล้ว หลายคนหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างในการปัดตกข้อเสนอที่กระทบกับอำนาจของเขา สุดท้ายคือส่วนของเนื้อหา ซึ่งชัดเจนมากว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจของคนไม่กี่คน ให้คณะรัฐประหารสามารถสืบทอดอำนาจมาได้แม้จะไม่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว” นายพริษฐ์กล่าว
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า มีการฝัง 3 อาวุธไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อทำให้ไม่ว่าเขาจะบริหารประเทศได้ถูกใจ หรือไม่ถูกใจประชาชนแค่ไหน แต่เขายังสามารถอยู่ต่อในอำนาจได้ อาวุธที่หนึ่ง คืออาวุธที่โจ่งแจ้งที่สุดคือวุฒิสภา ซึ่งมีอำนาจในการเลือกนายกฯ และมีอำนาจในการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อาวุธที่ 2 เป็นอาวุธที่แนบเนียนขึ้นมาเล็กน้อยคือ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของ คสช.โดยตรง แต่มาจากการแต่งตั้งของ ส.ว. จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเวลาที่เราเห็นกรณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บิดสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หรือพลิกผลการเลือกตั้ง หรือกรณีล่าสุดคือการนับวาระ 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ ประชาชนก็ตั้งคำถามถึงความเป็นกลางขององค์กรเหล่านี้ เพราะมีที่มาที่ยึดโยงกับ คสช. และเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีวิธีการอย่างไรอีก ที่อาจจะมีการใช้องค์กรเหล่านี้เพื่อขัดขวางเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งอาจจะถึงขั้นมีการทำให้การเลือกตั้งเกิดความล่าช้า

“อาวุธสุดท้ายคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งหลายคนจะไปเพ่งเล็งหรือวิจารณ์เรื่องของประโยชน์ของมันว่าจะคาดการณ์อนาคต 20 ปีนั้น ไม่น่าจะเป็นประโยชน์เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก แต่ผมยืนยันมาตลอดว่าสิ่งนี้มีประโยชน์ แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชนในการพัฒนาประเทศ เป็นประโยชน์สำหรับระบอบประยุทธ์ ในการใช้เป็นไพ่ใบสุดท้ายในการล้มกระดานประชาชน เพื่อที่ว่าหากมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือมีนโยบายที่ถูกใจประชาชน เขาสามารถใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็นข้ออ้างในการกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ แต่อาวุธนี้เรายังไม่เห็นว่าถูกหยิบออกมาจากลิ้นชัก เพราะเขายังไม่นำอาวุธนี้มาทำร้ายตัวเองในปัจจุบัน แต่ในอนาคตถ้ามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่คนละขั้วกับระบอบประยุทธ์ ก็ไม่แน่ว่าถ้าเราไม่มีการปลดอาวุธนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาจจะถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เราจะเห็นได้ว่านี่เป็น 3 อาวุธที่ถูกฝังไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560” นายพริษฐ์กล่าว และว่า
หลายคนอาจจะมีความกังวลว่าเราจะมีการรัฐประหารอีกหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมยืนยันว่าน่ากังวลไม่น้อยไปกว่าการมีรัฐประหาร คือการฝังจุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ของรัฐประหารเข้าไปในรัฐธรรมนูญ หรือตัวบทกฎหมายเลย เพื่อทำให้เขาสามารถยึดอำนาจจากประชาชนได้โดยไม่ต้องใช้กองกำลังทหารแต่ควบคุมกลไกต่างๆ ของอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จผ่านรัฐธรรมนูญ
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่เราน่าจะเห็นตรงกันทั้งที่มา เนื้อหา กระบวนการ ปัญหาคือว่า แล้วเราจะหลุดออกจากรัฐธรรมนูญปี 2560 นี้ได้อย่างไร เราจะก้าวไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไรนั้น เราอาจจะจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่สามรถก้าวข้ามอุปสรรคเรื่อง ส.ว.ได้ ซึ่งผมก็อยากจะมานำเสนอทางออก เพราะว่าพรรคก้าวไกลก็เพิ่งประกาศไปเมื่อตอนเปิดตัวนโยบายการเมืองว่าจุดยืนของพรรคคือการมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์โดยพี่น้องประชาชน” นายพริษฐ์กล่าว


