ษัษฐรัมย์ ย้ำปมลึก รัวหมัดศรีสุวรรณ สะท้อนสังคมเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมต่ำลง ติงสื่อเลิกให้แสง
จากกรณีที่ นายวีรวิชญ์ รุ่งเรืองศิริผล หรือ ลุงศักดิ์ อายุ 62 ปี กลุ่มศักดินาเสื้อแดงต่อต้านเผด็จการ ได้บุกเข้าชก นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ที่เดินทางไปร้องโน้ส อุดม แต้พานิช กระทั่งกลายเป็นทอล์กออนเดอะไทยแลนด์
ซึ่ง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยประสบภัยจากการร้องเรียนของศรีสุวรรณมาก่อน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กว่า “ในฐานะคนเคยโดนศรีสุวรรณไล่ฟ้องเรื่อยเปื่อย จนส่งผลกระทบต่อชีวิตและอาชีพ…ผมถูกแหล่งทุนปฏิเสธ มีการยกเลิกการบรรยายพิเศษ ฯลฯ คนในครอบครัวเกิดความกังวลต้องคอยรับสายโทรศัพท์ จากการฟ้องเรื่อยเปื่อยที่เลือกคดีโทษสูงแบบไร้มูลเพื่อให้เป็นข่าว ฟ้องคนไปทั่ว ผมพูดตรงๆ ว่า สิ่งที่ศรีสุวรรณทำกับผมและหลายคน รุนแรงกว่าการต่อยหน้ามาก เป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็น แต่บ่อยครั้งมันฆ่าคนทั้งเป็น”
- “ศรีสุวรรณ” แจ้งจับ117 “ษัษฐรัมย์” อาจารย์มธ. ปลุกนัดหยุดงาน ร่วมม็อบไล่รบ.
- อาจารย์มธ. เผยถูกศรีสุวรรณ ร้องไปเรื่อย ยิ่งกว่าถูกชกหน้า โดนตัดโอกาส กระทบอาชีพ
เมื่อต่อสายถึง รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ได้กล่าวถึงกรณีนี้ต่อว่า ในจุดยืนส่วนตัวไม่ได้เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง แต่สิ่งที่อยากระบุว่ามันเป็นปัญหา ก็คือการที่นายศรีสุวรรณก็ได้ใช้พื้นที่ของตัวเองในการสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นเช่นเดียวกัน ถึงแม้นายศรีสุวรรณจะไม่ได้ใช้ความรุนแรงในทางกายภาพ แต่ว่าสิ่งที่นายศรีสุวรรณทำไม่ว่าจะเป็นการฟ้องโดยไม่มีมูล การฟ้องคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง มีจุดยืนตรงข้ามกับรัฐบาล หรือแม้กระทั่งการฟ้องประเด็นต่างๆ ที่จะเป็นการเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก เพื่อไม่ให้คนออกแสดงความคิดเห็นภายใต้เงื่อนไขต่างๆ มันก็สร้างปัญหา และผลกระทบต่อชีวิตของคนจำนวนมาก
“ถ้าเป็นคนที่มีชื่อเสียงก็จะสามารถฟ้องกลับได้ ถ้าคนที่มีอำนาจทางการเมืองก็อาจจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นไร มีการกระทบกระทั่ง แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่เขาก็ไม่สามารถส่งเสียงเรื่องนี้ได้ และเขาก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่นายศรีสุวรรณทำจริงๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถพูดได้ว่าสามารถให้อภัยได้โดยไม่มีเงื่อนไขต่างๆ”
“นายศรีสุวรรณจำเป็นที่จะต้องผ่านกระบวนการทางสังคม และกระบวนการทางกฎหมายเช่นเดียวกัน จากกระบวนการที่เขาได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น”

สำหรับผลกระทบที่ถูกนายศรีสุวรรณร้องเรียนนั้น อาจารย์ มธ.กล่าวว่า ต้องเรียนว่า ผมยังอยู่ในสถานะกลางๆ ผมไม่ความยาวสาวความยืดอะไรกับเขา ผมยังอยู่ในสถานะที่มีการตัดสินใจแบบนี้ได้ อาจจะมีคนที่มีสถานะที่สูงกว่าผม ก็สามารถที่จะดำเนินการฟ้องกลับได้ ผมไม่ได้อยู่ในสถานะนั้น แต่ผมก็ยังมีพื้นที่ในการสื่อสารเพื่อคืนความบริสุทธิ์แก่ผมได้ ผมยังมีพื้นที่ตรงนี้อยู่ แต่ผมก็ยังเน้นย้ำว่าต้องมีคนจำนวนมากที่ต้องปิดปากสงบเงียบไป หรือคนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองกับนายศรีสุวรรณที่ได้รับผลกระทบ ที่เขาอาจจะไม่สามารถที่จะเริ่มทำธุรกิจ หรือสมัครงานได้ ผมยังพออยู่ในสถานะกลางๆ ในการได้รับผลกระทบ
เมื่อถามว่า กรณีการทำร้ายร่างกายก่อให้เกิดผลกระทบปัจเจกทั้ง 2 ฝ่าย รวมไปถึงสะท้อนต่อสังคมอย่างไรบ้างนั้น รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวว่า มองในระดับปัจเจก ซึ่งในระดับปัจเจกก็เป็นกระบวนการทางเลือก ไม่ว่าจะของนายวีรวิชญ์ หรือนายศรีสุวรรณ ที่ได้กระทำไป แต่ทุกอย่างก็ต้องว่ากันด้วยกฎหมายกันต่อไป แต่ในระดับสังคมผมก็อยากให้ทบทวนเช่นเดียวกัน โดยความรุนแรงทางกายภาพที่ปรากฏพบก็เป็นสิ่งที่สังคมประจักษ์ ก็ว่าตามกระบวนการตามกฎหมาย แต่ความรุนแรงที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ล่ะ? ความรุนแรงที่นายศรีสุวรรณดำเนินการฟ้องทั้งที่มีมูลและไม่มีมูลแล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตของบุคคลนั้นๆ เราก็ต้องถอดบทเรียนเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ผ่านกระบวนการยุติธรรม หรือแม้กระทั่งนายศรีสุวรรณเอง ผมก็อยากกระตุ้นให้เขาได้รับรู้ว่าสิ่งที่เขากระทำอยู่นี้เป็นสิ่งที่น่าละอาย และเขาควรจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำ มันไม่ได้เป็นเรื่องของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พิทักษ์หลักการทางกฎหมายเลย แต่มันเป็นสิ่งที่น่าละอายที่เขาทำสิ่งเหล่านี้และมันกระทบต่อชีวิตผู้คน
ส่วนกระแสสังคม ที่ไปสนับสนุนกับนายวีรวิชญ์นั้น อาจารย์ มธ.กล่าวว่า แสดงว่าคนไทยมีความเชื่อมั่นผ่านกระบวนการยุติธรรมที่มันต่ำลง กระบวนการช่องทางปกติที่มีอยู่ไม่สามารถทำให้มั่นใจได้ว่าสิ่งที่ไม่เป็นธรรม หรือความผิดปกติต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นในสังคมจะได้รับการเยียวยาแก้ไขอย่างทันท่วงที และเป็นธรรม อันนี้จึงเป็นภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัด

“ส่วนเรื่องการไฟเขียวให้เกิดความรุนแรงต่างๆ เรื่องนี้ผมคิดว่าก็ต้องไปวิเคราะห์ในเรื่องของจิตวิทยาทางสังคม กระแสทางสังคม หรือว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป แต่เรื่องหนึ่งที่เราเห็นภาพชัดตอนนี้คือคนไทยรู้สึกว่ามันมีกระบวนการความไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นในสังคมเรา ซึ่งมันไม่สามารถจัดการกับคนที่สร้างปัญหาบางอย่างให้แก่การรับรู้ของสังคมได้ ถ้าเราอยากให้คนมีการเจรจาพูดคุยกันตามปกติ เราก็ต้องทำให้กระบวนการต่างๆ เหล่านี้เข้าสู่ภาวะปกติจริงๆ”
“การที่มีคนแบบนายศรีสุวรรณที่ฟ้องวันเว้นวันแบบนี้ ฟ้องคดีมีมูลไม่มีมูลแบบนี้ สื่อเองก็มีผลที่ให้พื้นที่คุณศรีสุวรรณ ในการลงข่าวพาดหัวต่างๆ เมื่อกระแสมันหายไปแต่ตัวข่าวมันก็ยังอยู่ตามสื่อต่างๆ คนก็ไม่ไปติดตามว่าเรื่องที่นายศรีสุวรรณฟ้องมีมูลจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน ผมว่าสื่อเองก็ต้องเลิกให้พื้นที่แก่นายศรีสุวรรณด้วยซ้ำ อันนี้เองก็เป็นประเด็นที่เราก็ต้องมีการทบทวนเรื่องนี้ด้วย”
กณีที่นายศรีสุวรรณจะใช้ช่องทางอื่นเอาผิดนั้น ษัษฐรัมย์มองว่า คิดว่าก็เป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ซึ่งผมก็ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่ว่าการที่มีคนมาต่อยนายศรีสุวรรณมันไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกระดาษเปล่าระนาบเดียวกันว่าไม่พอใจแล้วลุกขึ้นมาต่อย แต่มันคือภาพสะท้อนการปะทุทางสังคม นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากย้ำ และกระบวนการยุติธรรมต่างๆ ก็ต้องมีการทบทวนเงื่อนไขส่วนนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
“ไม่ก้าวล่วงว่านายศรีสุวรรณจะไปฟ้องใครไม่ฟ้องใคร เขาจะฟ้องใครหรือทำอะไรมันก็สิทธิของเขา แต่การกระทำที่มันเกิดขึ้นของเขา มันเป็นสิ่งที่ทำให้คนไร้อำนาจในสังคมได้รับผลกระทบ ตนก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องกลับใจฟ้องผู้มีอำนาจซึ่งมันก็เกินขอบเขตที่เราจะได้คาดหวังกับเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายศรีสุวรรณต้องมีการทบทวน ตนก็อยากให้นายศรีสุวรรณรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองอย่างจริงจัง ท้ายที่ทางออกของเรื่องดังกล่าวตนก็คิดว่ามันก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันนายศรีสุวรรณเองก็ต้องทบทวนในเรื่องตรงนี้ด้วย ว่าสิ่งที่เขากระทำแล้วมันได้รับผลกระทบในวงกว้าง จากการฟ้องคดีแบบเรื่อยเปื่อย มีมูลหรือไม่มีมูลของเขา ให้เขาได้ทบทวนและรู้สึกผิด”
“และสื่อก็ต้องทำหน้าที่ในการส่งเสียงเรื่องนี้ ว่าคนได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มันมีลักษณะอะไรยังไงบ้าง เพราะว่าสื่อก็มีส่วนสำคัญในการให้พื้นที่กับนายศรีสุวรรณมาก่อนหน้านี้ด้วย เรื่องพวกนี้ตนอยากให้มีการฉายภาพอย่างชัดเจนว่า การมีนักร้องแบบนี้ซึ่งมีลักษณะของการฟ้องปิดปาก การฟ้องเพื่อควบคุมความคิดของคนในสังคม มีมูลไม่มีมูลบ้าง ใช่เรื่องของตัวเองบ้างไม่ใช่เรื่องของตัวเองบ้าง สังคมได้ประโยชน์บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งอันนี้สร้างปัญหา สื่อจำเป็นที่จะต้องมีการรายงานเรื่องพวกนี้ด้วยเช่นกัน จำเป็นต้องมีการถอดบทเรียนเรื่องพวกนี้”
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘ลุงศักดิ์’ ตะบันหน้า ‘ศรี’ ไฟต์เดือดสะท้อนสังคมไทย
- ‘อนันต์ชัย’ ทวงคำร้อง ยุบสมาคมศรีสุวรรณ รับไม่ชอบความรุนแรง แต่พร้อมเป็นทนายให้ลุง
- ย้อนดูไทม์ไลน์ ปี 64-65 วีรกรรม ‘ศรีสุวรรณ’ ร้องเรียนคดีการเมืองอะไรไว้บ้าง
- เปิดไทม์ไลน์ ไขปมชีวิต ‘ลุงศักดิ์’ คู่ชกศรีสุวรรณ หนุ่มอีสาน คนเคยรวย รัววาทะในม็อบคนรุ่นใหม่

