ความเป็นคน vs ความเป็นจริง ‘เก็ท’ โอด แพงไปไหม ราคาแทงสวนผู้มีอำนาจ อุ้มหาย จับกุม คุมขัง แค่ร้องหาความปกติ
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ Cartel Artspace ภายใน The Jam Factory เขตคลองสาน กรุงเทพฯ กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ, พรรคไฟเย็น, สถาบันปรีดี พนมยงค์, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และเครือข่าย จัดนิทรรศการคืนยุติธรรม : Dawn Of Justice เพื่อเรียกร้องความเป็นคน ให้ผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพและผู้สูญหายจากการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเรียกร้องให้มีการคืนความยุติธรรม ตามกระบวนการทางกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนภาคธุรกิจ ภายหลังเลื่อนการจัดงานดังกล่าวที่ช่างชุ่ย ในวันที่ 20-25 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลว่าเจ้าของสถานที่มีความไม่สบายใจนั้น
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- คณะทำงานฯ แถลงยืนยันจัด ‘คืนยุติธรรม’ อยู่ระหว่างหาสถานที่ใหม่ หลัง ‘ช่างชุ่ย’ ไม่สบายใจ
- กลุ่มโมกหลวง โวย แค่งานศิลปะ ถูกตำรวจ สน.บางพลัด ห้ามจัด ‘คืนยุติธรรม’ ที่ช่างชุ่ย
- ฉายคลิปอุกอาจ หลังรั้วกรงขัง ‘คืนยุติธรรม’ กลับมาจัดอีกครั้ง ตั้งเวทีทวงเสรีภาพ ตามหาคนหาย
เวลา 16.00 น. นายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง หรือ เก็ท นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ กล่าวปาฐกถาว่า ตั้งแต่รัฐประหารมีคนถูกดำเนินคดีไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ยังไม่รวมการซ้อมทรมานและการอุ้มหาย รวมแล้ว 87 คน ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) บันทึกไว้ แต่มากกว่า 7,000 กว่าคดี ที่ภาคประชาสังคมบันทึก ทุกวันนี้ยังมีนักเคลื่อนไหวถูกดำเนินคดี
“บางครั้งเราไม่ได้เป็นนักสู้ แค่เป็นประชานที่ทำอะไรปกติ ในฐานะประชากรโลก สิ่งที่ประชาชนทำไม่ได้มากมายอะไร นอกจากการกระทำตามสิทธิ เสรีภาพ แต่สิ่งที่ต้องแลกมาจากการแทงสวนผู้มีอำนาจ ราคาแพงเหลือเกิน
“15 คน ที่ยังอยู่ในเรือนจำ ตัดสินขั้นต่ำ 4 คน 11 คน คดียังไม่ถึงที่สุด ยังมีการอุ้มหาย ซ้อมทรมาน คุกคาม ข่มขู่ ในแง่กติกานอกกฎหมาย” นายโสภณกล่าว

นายโสภณกล่าวถึงการจัดงานคืนยุติธรรมด้วยว่า สำหรับงานนี้เราต้องการนำเสนอการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการชุมนุมอย่างเดียว
“สิ่งหนึ่งที่ผู้มีอำนาจกลัวคือความจริง นอกจากความจริงคือความคิดสร้างสรรค์ที่จะตีแผ่ความจริง ให้คนทั่วไปย่อยง่าย ขอบคุณเดอะแจม แฟคตอรี่ ที่ให้พื้นที่ขับเคลื่อนเสรีภาพ” นายโสภณกล่าว และว่า ทั้งนี้ เป้าหมายของเรา นอกจากคนที่อยู่ในขบวนการเคลื่อนไหว ยังมีการขับเคลื่อนในแง่คนวัยทำงาน ประขาชนทั่วไป อยากให้รับรู้ว่าสังคมเกิดอะไรขึ้น เพราะการส่งเสริมสังคมต้องใช้จำนวนคนมากขึ้น ใช้ความเข้าใจ ความตระหนักมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มข้อมูล ให้คนมาร่วมงานนิทรรศการมากขึ้น
“อยากให้มองในแง่ที่ว่าทั้งหมดทั้งมวล คนที่ต้องเสียราคา จ่ายเพื่อเสรีภาพ อาจจะเป็นสมาชิกครอบครัว เพื่อน หรือคนรักของใครสักคน แต่สิ่งที่ต้องจ้าย มากมายเหลือเกิน ในงานมีนิทรรศการ เสวนา การแสดงดนตรี และเวิร์กช็อป อยากเชิญชวนไปดูว่าในงานมีอะไรบ้าง” นายโสภณกล่าว
จากนั้น น.ส.สิริวรรณ นำชมนิทรรศการ พร้อมอธิบายว่า แบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนบุคคลที่ถูกดำเนินคดี และโซนผู้ที่ถูกอุ้มหาย
โดยโซนแรก บุคคลที่ถูกดำเนินคดี มีประชาชนวาดรูปเป็นที่ระลึก นำมาจัดแสดง ส่วนที่เก้าอี้มีหนังสือและเอกสารการจับกุม เพื่อสะท้อนว่าข้อกฎหมายเป็นธรรมหรือไม่

ใกล้กันมี ‘อาร์ตเชิงสัญญะ’ ฉายภาพนักกิจกรรมที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจคุกคาม และจับกุม ส่วนรองเท้าที่วางอยู่ในคุก
นายโสภณอธิบายว่า เป็นการสะท้อนว่ารองเท้าเป็นสิ่งที่คนเราจะใส่เดิน ซึ่งมีหลากหลายอาชีพ เหมือนรองเท้าที่ต่างกัน
“ทุกๆ คนสามารถเข้าไปอยู่ในเรือนจำได้ แต่กฎหมายที่ยัดเยียดเข้าไปให้อยู่ในเรือนจำ มีความยุติธรรมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงกฎหมายกลั่นแกล้ง” นายโสภณกล่าว
ก่อนชี้ให้เห็นสถิติผู้ถูกดำเนินคดี ม.112 116 พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และการชุมนุมทางการเมือง
“อย่าง ป้าอัญชัญ (อัญชัญ ปรีเลิศ) ถ้าดูตามไทม์ไลน์จะพบว่ากฎหมายที่ดำเนินคดียุติธรรมหรือไม่ อยากให้ลองมาดูนิทรรศการ และดูข้อมูล ดูความสมเหตุสมผล” นายโสภณกล่าว
จากนั้น เวลา 16.17 น. น.ส.สิริวรรณพาทัวร์ห้องอุ้มหาย โดยอธิบายว่า ตอต้นไม้ที่ถูกตัดเปรียบดังชีวิตผู้ถูกอุ้มหาย ต้นไม้ที่เกิดใหม่คือคนรุ่นใหม่ที่เห็นอุดมการณ์ จึงสานต่อ มีหน่อออกใหม่อยู่ตลอด

น.ส.สิริวรรณกล่าวว่า ความจริงเป็นภาพความสุขในช่วงที่คนเหล่านี้ยังมีชีวิต โดยทีมงานได้ขอภาพจากครอบครัวผู้ถูกอุ้มหาย บางภาพจึงไม่ปรากฏในอินเตอร์เน็ต
ด้านนายโสภณกล่าวเพิ่มเติมถึงสถิติผู้ถูกอุ้มหายว่า ลองนับจุดเล่นๆ เกิน 81 คน ที่ยูเอ็นบันทึกไว้ สะท้อนว่า ข้อมูลในไทยยังถูกบดบัง สถิติไม่ถูกบันทึกเป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งภาครัฐแทบจะไม่มีส่วนร่วมในการทำสถิติตรงนี้
ส่วนเสื้อผ้าที่แขวนในตู้ เป็นคุณค่าทางใจของคนในครอบครัว อาทิ เสื้อของ สยาม ธีรวุฒิ ซึ่งมารดา แต่งหน้า รอรับลูกชายกลับบ้านทุกวัน
“ใครเป็นคนเอาลูกเขาไป เอาไปทำไม ที่ในคุกตั้งกว้าง ทำไมไม่ขังในคุก ทำไมถึงเอาชีวิตไป” นายโสภณพูดถึงคำกล่าวของมารดาสยาม ธีรวุฒิ
นายโสภณกล่าวว่า นอกจากการเป็นนักเคลื่อนไหว เขาคือคนคนหนึ่งเท่านั้น
“นี่คือเสรีภาพและราคาที่ต้องจ่าย เรื่องที่พูดธรรมดามากๆ แสดงละครเจ้าสาวหมาป่า แล้วโดน 112 ส่วน ต้าร์ ทำเพจและพูดถึงการต่อต้านเผด็จการ ดีเจซุนโฮ พูดถึงผู้มีอำนาจ บางครั้งก็ร้องเพลง
“เด่น คำแหล้ พูดถึงนโยบายทวงคืนผืนป่า แค่ต้องการปกป้องที่อยู่ ‘ทุ่งลุยลาย’ ของเขา บิลลี่ เช่นกัน ปกป้องถิ่นที่อยู่ แต่กลับโดนฆาตรกรรม คือราคาที่แพงไปมาก เขาสู้เพื่อความเป็นคน เพื่อความปกติ ถ้าสังคม ประเทศนี้เป็นปกติ เสื้อผ้าพวกนี้จะไม่ต้องแขวนในวันนี้ แต่เขาจะใส่ไปเดินกับครอบครัวของเขา
“อยากชวนถามตรงนี้ว่าราคาที่ต้องจ่ายคุ้มค่าหรือไม่ แพงไปหรือไม่ กับสิ่งที่คนๆ หนึ่งออกมาแสดง” นายโสภณกล่าว

นายโสภณกล่าวต่อว่า ภาคใต้หนักที่สุด รัฐปาตานี รัฐสยาม คืออะไร แค่นี้ผู้มีอำนาจก็กลัวแล้ว ชุมชน 3 จังหวัดชายแดนใต้ถูกกล่าวหาว่าโจรใต้ ตอนอยู่ในคุกก็ได้ยินข่าวปาระเบิดในสถานีตำรวจ แต่พอมาเช็กเป็นแค่ประทัด อยากจะชวนมองมุมใหม่ คนใต้ก็เป็นมิตร เป็นประชาชน ไม่ต่างจากภาคอื่น แค่ออกมาพูดถึงต้นตอบรรพบุรุษว่าเขาเติบโตมาจากไหน แล้วก็โดนอุ้มหายไป อีก 2 ปีคดีตากใบก็จะหมดอายุความแล้ว ยังไม่สายเอาเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดมาลงโทษได้ อยากถามว่าเราต้องรอให้เราโดนคุกคามหาหรือไม่จึงจะออกมา
“บิลลี่อุ้มลูก ต้าร์ชอบเล่นแมว เด่นอยู่กับภรรยา ถูกดำเนินคดี ป้าน้อย ภรรยา สุรชัย ก็มาด้วยในวันนี้ เขาควรจะได้เดินด้วยกันในบั้นปลายชีวิต แต่ไม่พบแม้แต่ศพ เขาหายไปไหน
“คุณชัชชาญ ถามคำถามสุดท้าย ‘เป็นอย่างไรบ้าง ปู่คิดถึงหลานนะ เดี๋ยวเราคงได้กลับมาเจอกัน’ แต่ก็ไม่เจออีกเลย แต่ไปพบศพที่แม่น้ำโขง ปู่ของลูก สามีของภรรยา ถูกทำให้เป็นแบบนี้ ราคาแพงไปไหม” นายโสภณกล่าว และว่า งานนี้เรานำเสนอในมุมมองที่แปลกใจใหม่ เราไม่ได้บอกว่าเขาทำเรื่องอะไร แต่เราบอกว่าเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับเรา ยังโดนได้ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวันหนึ่งจะไม่ใช่เรา
“ลองหยิบสิ่งต่างๆ ในนิทรรศการมาเชื่อมโยง จะพบความจริง”












