‘ครูแก้ว’ ยันครอบครองที่รกร้าง 200 ไร่ ชอบด้วย กม. ขอ กก.จริยธรรมทำให้จบในสภาชุดนี้

4.12.22 | 16:59 น.

‘ครูแก้ว’ ย้ำสิทธิครอบครองที่ดินรกร้าง 200 ไร่ จ.นครพนม ชอบด้วย กม. ยันได้มาตั้งแต่ปี’31-32 ลั่นไม่เกี่ยวตำแหน่งทางการเมือง สงสัยถูกเล่นงานช่วงใกล้เลือกตั้ง หวังเคลียร์ตัวเอง ยืนยันความบริสุทธิ์ ขอ กก.จริยธรรมเร่งตรวจสอบก่อนสิ้นสุดสภา

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 ธันวาคม ที่ศูนย์ประสานพรรคภูมิใจไทย จ.นครพนม นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ ส.ส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย แถลงกรณีมีข่าวว่าคณะกรรมาธิการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเสนอวาระเข้าสภาเพื่อพิจารณาเอาผิด หลังได้รับเรื่องร้องเรียนว่านายศุภชัยครอบครองที่ดินป่าดงพะทาย บริเวณ ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นายศุภชัยกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าที่มีการร้องไปที่กรรมาธิการจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตนได้เข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการจริยธรรมไปแล้วว่าครอบครองที่ดินดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2531-2532 ทำการเกษตร จำนวนประมาณ 200 ไร่ ขณะนั้นตนยังเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนบ้านท่าหนามแก้ว ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม และตนมาเป็น ส.ส.เมื่อปี 2544 นั่นย่อมแสดงว่าตนไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ความเป็น ส.ส.เพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินเหล่านั้นแต่อย่างใด

นายศุภชัยกล่าวว่า ขอร้องให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภา เร่งให้กรรมการจริยธรรมเร่งให้ตรวจสอบให้สิ้นสุดกระแสความในสภาชุดนี้ แม้จะมีคนบอกว่าให้อยู่เฉยๆ เพราะอีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นสุดสภา และเรื่องที่กรรมการจริยธรรมจะสิ้นสุดไป สุดท้ายหากผลการตรวจสอบออกมาเป็นอย่างไร ก็พร้อมน้อมรับ

“ข้อเท็จจริงเมื่อปี 2518-2519 รัฐบาลได้ทำการจัดสรรที่ดินป่าดงพะทายให้ชาวบ้านทำกินโดยแบ่งเป็นล็อก ล็อกละ 10 ไร่ เพื่อทำการเกษตร และยังให้เป็นที่อยู่อาศัยอีกคนละ 1 ไร่ โดยมีคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการ หลังจากคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติจัดเสร็จแล้วก็ปิดโครงการ และมอบที่ดินให้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม โดยสำนักงานที่ดิน จ.นครพนม สาขาท่าอุเทน เป็นผู้รับผิดชอบ

“ต่อมา ชาวบ้านที่ได้รับจัดสรรได้รับใบจองที่ทางการออกให้แล้วไม่เข้าไปทำประโยชน์ เนื่องจากเป็นคนต่างถิ่น เห็นว่าเป็นที่ทุรกันดาร จึงมอบสิทธิด้วยวิธีต่างไป หลังจากจับสลากได้ใบจองมาแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่จึงเข้าครอบครองสิทธิไว้ เป็นเหตุให้ต่อมาปรากฏชื่อผู้ครอบครองทำกินในที่ดินบริเวณนั้นส่วนใหญ่ คือคนในพื้นที่ที่ไม่มีชื่อในใบจอง และต่อมามีการเปลี่ยนมือกันมาเรื่อยๆ ด้วยอาศัยการใช้สัญญาจะซื้อจะขาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สละสิทธิไปแล้วเปลี่ยนใจจนเกิดปัญหาภายหลัง และต่อมาก็ทำกินในที่ดินโดยไม่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ เนื่องจากไม่สามารถขอออกเอกสารสิทธิได้ เพราะที่ที่ครอบครองอยู่เอกสารใบจองเป็นชื่อของคนนอกพื้นที่ จึงยืดเยื้อเป็นปัญหาเรื่อยมา” นายศุภชัยกล่าว

Advertisement

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า ต่อมา อธิบดีกรมที่ดินโดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมผู้รับมอบอำนาจ ได้วางนโยบายให้สำนักงานที่ดินมีการสำรวจ ถ้าใครได้ใบจองแล้วทำผิดเงื่อนไข ไม่เข้าทำประโยชน์ หรือซื้อขายเปลี่ยนมือไปทำให้ผิดเงื่อนไข เนื่องจากใบจองจริงๆ ซื้อขายไม่ได้ จึงจำเป็นต้องจำหน่ายใบจองที่ผู้มีชื่อในใบจองแต่ไม่เข้าทำประโยชน์ออกไปก่อน เพื่อที่จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ผู้ว่าฯนครพนมจึงทยอยประกาศจำหน่ายใบจองในพื้นที่ป่าดงพะทายทั้งหมดประมาณ 20,000 ไร่ มีผู้ที่ครอบครองที่ดินและทำกินอยู่ไม่ตรงชื่อตามใบจอง รวมทั้งสิ้นถึง 880 แปลง จากนั้นคนที่ครอบครองอยู่จึงจะสามารถไปดำเนินการขอออกเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินต่อไป

“การที่ผู้ว่าฯนครพนมลงนามเพิกถอนใบจองในครั้งนี้เป็นการจำหน่ายใบจองของประชาชนที่มีชื่อครอบครองที่ดินแต่ไม่ได้เข้าทำประโยชน์ เพื่อให้ผู้ที่ครอบครองทำกินจริงๆ สามารถใช้ช่องทางตามกฎหมายที่ดินขอออกเอกสารสิทธิได้ต่อไปนั่นเอง ไม่ใช่การประกาศยึดที่ของใครคนใดคนหนึ่งตามที่เป็นข่าว ซึ่งที่ของผมก็ไม่มีใครยึดได้ เพราะครอบครองมา 30 กว่าปีแล้ว การที่สื่อบางสำนักลงข่าวพาดหัวดังกล่าวน่าจะเป็นเจตนาที่ไม่เข้าใจเรื่องราวที่แท้จริง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของนักการเมือง เรื่องของประธานสภา ถ้าไปเล่นข่าวเรื่องนี้ก็โด่งดังไปขายข่าวได้ ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น ควรเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และแสวงหาข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้ และพื้นที่ดังกล่าวก็ไม่ใช่พื้นที่ป่า เป็นเพียงชื่อเรียกเท่านั้น เพราะเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า” นายศุภชัยระบุ

เมื่อถามว่า คิดว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ เพราะมีการดำเนินการตรวจสอบในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยลงมาเปิดตัวผู้สมัคร จ.นครพนม และจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า นายศุภชัยกล่าวว่า ก็คิดได้ เพราะทุกปีเวลาใกล้เลือกตั้งจะมีการเอาเรื่องนี้กลับมาเล่น จึงอยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เมื่อผลออกมาจะได้เลิกโจมตีกันได้แล้ว

นายศุภชัยกล่าวว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 นายบุญนาก ถิระสวัสดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครพนม มีหนังสือรายงานข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อผู้ว่าฯนครพนม กรณีได้รับแจ้งจากคณะอนุกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดนครพนมตรวจสอบการครอบครองที่ดินบริเวณป่าดงพะทายของผมว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร

นายศุภชัยกล่าวว่า รายงานดังกล่าวระบุว่าในปี 2518-2519 กรมที่ดินได้มีโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่ป่าดงพะทาย ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 1, 5, 6 และ 9 ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม มีเนื้อที่ประมาณ 21,500 ไร่ และเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบว่าผมครอบครองที่ดินบริเวณป่าดงพะทายทั้งสิ้น 40 แปลง หรือประมาณ 200 ไร่ เมื่อประมาณปี 2532 และที่ดินทั้ง 40 แปลงดังกล่าวผู้ว่าฯนครพนมได้มีคำสั่งให้ผู้มีชื่อตามใบจองออกไปจากที่ดินและขาดสิทธิไปทั้งหมดแล้ว โดยในการจัดสรรที่ดินครั้งนั้น จ.นครพนม ได้ปิดหน่วยจัดที่ดินและรายงานผลการดำเนินการให้กรมที่ดินทราบแล้ว ซึ่งถือได้ว่าภารกิจการจัดที่ดินตามโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติเสร็จสิ้นแล้ว

“ดังนั้น ที่ดินที่จัดสรรจึงตกอยู่ภายใต้กฎหมายทั่วไป กล่าวคือ ที่ดินส่วนที่เป็นถนน หรือที่สาธารณประโยชน์จะมีสถานะเป็นที่สาธารณประโยชน์ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ส่วนที่ดินที่จัดสรรให้แก่ราษฎรอยู่อาศัยและทำกิน แต่ผู้ได้รับการจัดสรรเดิมได้ละทิ้งไปด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม เมื่ออธิบดีกรมที่ดินโดยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้รับมอบอำนาจได้มีคำสั่งให้ผู้ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเดิมออกจากที่ดินตามมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ที่ดินนั้นก็จะมีสถานะเป็นที่สาธารณประโยชน์ ประเภทรกร้างว่างเปล่า ประกอบกับที่ดินบริเวณดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการกำหนดให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร หรือที่ป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด

“ดังนั้น เมื่อมีคำสั่งให้ผู้ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเดิมออกแล้ว ผมก็สามารถเข้าครอบครองทำประโยชน์ได้และสามารถขอออกเอกสารสิทธิเพื่อออกโฉนดได้ด้วย โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด” นายศุภชัยยืนยัน

นายศุภชัยกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวในสมัยผมเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ในปี 2553 ก็เคยถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในเรื่องดังกล่าว อีกทางหนึ่งก็ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา แต่ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ได้มีการตัดสินอะไรออกมา ย่อมสันนิษฐานได้ว่าไม่มีความผิดอะไร