ปริญญา ชี้ ‘ส.ว.งดออกเสียง’ เท่ากับไม่ยอมรับมติปชช. แนะหาเสียง ส.ว.-ส.ส. ขอแรงหนุนเลือกนายกฯ
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายนักวิชาการเสียงประชาชนจาก 10 สถาบัน ร่วมกับสื่อมวลชน 10 สำนัก ได้แก่ มติชน, เวิร์คพอยท์, เนชั่น, ไทยรัฐทีวี, ช่องวัน, PPTV, The Reporters, The Standard, The Matter และ The Momentum ร่วมจัดแถลงผลการลงคะแนน ‘เสียงประชาชน’ และอภิปราย ‘ประชาธิปไตย การตั้งรัฐบาล และการเมืองหลังเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566’
นำโดย ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย, รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว มหาวิทยาลัยบูรพา, ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า)
ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล แถลงผลการโหวตลงคะแนน ‘เสียงประชาชน’ ไว้ว่า การโหวตจากทั่วประเทศคือ 3,487,313 โดยโหวตจากในประเทศมากที่สุด จากต่างประเทศอาทิเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย อเมริกา ญี่ปุ่น มาเลเซียไต้หวัน กัมพูชา รวมเป็น 167 ประเทศที่มีส่วนร่วมในการโหวต ด้านผลการโหวตเห็นด้วยให้ ส.ว.โหวตตามเสียงประชาชนเป็นทั้งหมด 2,951,048 คน คิดเป็น 85% เสียงไม่เห็นด้วยคือ 536,266 คน คิดเป็น 15%
“ผมขอตั้งข้อสังเกตอยู่ประการหนึ่ง ใน 12 ชั่วโมงสุดท้าย แอดมินแจ้งว่าในเวลาก่อนเที่ยงคืนตัวเลขผลการโหวตคือ 93% 12 ชั่วโมงที่ผ่านมามีการโหวตอย่างผิดปกติ 300,000 ครั้ง ใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา เราก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นความผิดปกติการที่มีจำนวนถึง 300,000 คนเข้ามาในเวลา 12 ชั่วโมง ก็เป็นข้อสังเกตและเป็นข้อที่น่ากังวลใจอยู่บ้างถ้าข้อกังวลเป็นเรื่องจริง ก็คล้ายกับว่ามีความพยายามอะไรบางอย่างหรือเปล่า ที่จะทำให้เสียงของประชาชน ที่เห็นด้วยว่า ส.ว. ควรโหวตตามเสียงข้างมากของ ส.ส. ให้น้อยลงหรือเปล่า” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
“หลักการคือมือถือ 1 เครื่องโหวตได้ 1 ครั้งก็เป็นไปได้มากว่าจะมีคนมามากกว่า 1 ครั้งและมีมือถือมากกว่า 1 เครื่องหรือมีอุปกรณ์ในการโหวตที่ทำส่วนได้มากกว่าคนทั่วไป แต่คนใหญ่ก็มีมือถือแค่เครื่องเดียว” ผศ.ดร.ปริญญาชี้
ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่ ส.ว.ควรเคารพเสียงประชาชนโดยโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตามเสียงข้างมากของ ส.ส. เพราะผลก็คือแลนด์สไลด์ 85% และแลนด์สไลด์ยิ่งกว่า 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาเสียอีก
“นี่คือเสียงประชาชนที่เราควรจะถามและรับฟังให้บ่อยยิ่งขึ้น ประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้ง แต่ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งก็ควรที่จะฟังเสียงของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่พรรคการเมืองใด ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคมวิธีการยุติความเห็นต่างก็คือเป็นไปตามกติกาของระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา นั่นคือถ้ามีพรรคการเมือง ในการอนุมัติจากประชาชนด้วยเสียงข้างมากก็ตั้งรัฐบาล หากว่าไม่มีพรรคใดได้คะแนนเกินครึ่งพรรคอันดับหนึ่ง ก็มีสิทธิชวนพรรคอื่นมารวมเสียงให้ถึงครึ่งแล้วตั้งรัฐบาลนี่คือวิถีทางที่มันเกิดขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันประคับประคองประชาธิปไตยจากหีบบัตรเลือกตั้ง ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเดินหน้าต่อไป” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญา ตอบคำถามกรณีหุ้นสื่อของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่า การที่จะไม่รับรองผลก่อนประกาศผลก็เป็นความประหลาดอยู่แล้ว เพราะประชาชนเลือกมาถ้าหากจะไม่ได้เป็น ส.ส. ต้องเป็นเรื่องของศาล แต่เราไปให้อำนาจ กกต. ให้ ใบเหลือง ใบแดงใบส้ม ใบดำ ใบต่างๆ การตั้งรัฐบาลในระบบรัฐสภาไม่ใช่แค่การเลือกสมาชิกของฝ่ายนิติบัญญัติแต่คือการตั้งรัฐบาลว่าประกาศผลอย่างไร รับรอง ส.ส. อย่างไร ซึ่งมีส่วนได้เสียทั้งสิ้นต่อการตั้งรัฐบาล จากพรรคอันดับสอง อาจกลายเป็นพรรคอันดับอื่น หากประกาศผลโดยไม่คำนึงถึงว่ากำลังจัดตั้งรัฐบาลกันอยู่ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องพึงระวัง
ถ้าหากว่าไม่ใช่เรื่องของการคดโกงทุจริตซื้อเสียง เช่น กรณีของนายพิธา ถือหุ้นไอทีวี ตามข้อเท็จจริงคือไอทีวีไม่ได้ดำเนินการเป็นสื่อมา 17 ปีแล้ว ตามอำนาจของ กตต.ที่มี กกต.มีอำนาจที่จะไม่รองรับผู้หนึ่งผู้ใดที่คุณสมบัติไม่ครบแต่กระบวนการเช่นนี้ควรเกิดก่อนเลือกตั้ง และเรื่องนี้ก็มีการพูดก่อนเลือกตั้งไม่ใช่มาทำหลังเลือกตั้ง เมื่อหลังเลือกตั้งแล้วก็ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย วิธีการคือทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมเที่ยงตรง และยกให้เป็นอำนาจของตุลาการ” ผศ.ดร.ปริญญากล่าว
ผศ.ดร.ปริญญา ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมในประเด็นนี้คือ ข้อกฎหมาย
มาตรา 98 (3) เรื่องการถือหุ้นสื่อซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามของการเป็น ส.ส. ซึ่งการเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ที่มาตรา 160 โดยมาตรา 160 ก็ให้เอาคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 98 เช่นกันถ้าจะมีปัญหาก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับ ส.ส. ดังนั้นจะมีคุณสมบัติหรือไม่ มาตรา 98 ยังไปไม่ถึงเพราะยังไม่ใช่รัฐมนตรี ผศ.ดร.ปริญญาอธิบาย

ในตอนหนึ่ง ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า การงดออกเสียง ในวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยในการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ให้ ส.ว.มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ถ้าหากพรรคที่จะเป็นรัฐบาลได้ 313 เสียงแล้วส.ว.งดออกเสียง ความหมายคือไม่รับรองรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากของประชาชน การปิดสวิตช์ส.ว. หมายถึงการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ในการปิดสวิตช์ ส.ว.ออกจากการเลือกนายกรัฐมนตรีสิ่งนี้คือการปิดสวิตช์ ส.ว.แต่การแก้มาตรา 272 ที่ไม่สำเร็จ เนื่องจากอาจารย์มีชัย ที่ได้วางกลไกเอาไว้ ที่การแก้รัฐธรรมนูญต้องอาศัย ส.ว.หนึ่งในสามเห็นชอบด้วย สวอมีอำนาจเลือกนายกก็ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด การที่บอกว่าให้ ส.ส.ปิดสวิตช์ ส.ว. ด้วยการตั้งรัฐบาลให้ถึง 376 นี่เป็นข้อเสนอที่มีปัญหา เพราะหากมีรัฐบาล 376 เสียงขึ้นไป ฝ่ายค้านจะเหลือไม่ถึง 125 เสียง ซึ่งจัดว่าเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปและฝ่ายค้านก็อ่อนแอเกินไปจนอาจถูกวิจารณ์ได้ว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา
“ได้มาแล้ว 313 เสียงขาดอีก 63 เสียงซึ่งก็ไม่ได้มากเกินไป เมื่อคิดถึงจำนวนที่เหลืออยู่คือ 437 เสียงต้องการอีกแค่ 63 เสียง ต่อให้ลบพรรคภูมิใจไทยออกไปจำนวนก็ยังมากอยู่ดี” ผศ.ดร.ปริญญาชี้แจง
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวต่อว่า ที่เราพูดกันมาทั้งหมดวันนี้ไม่ใช่เรื่องตัวบุคคลเป็นเรื่องหลักการของระบบประชาธิปไตย
“ไม่ใช่โหวตให้กับพรรค ก พรรค ข ไม่ว่าพรรคไหนเป็นอันดับหนึ่งในคราวนี้หรือคราวหน้าก็ใช้หลักการเดียวกัน คือเลือกพรรคการเมืองคนละพรรคได้ และมีบัตรเลือกตั้งในมือ 2 ใบเท่ากันแล้ว กลายเป็นผลการเลือกตั้ง กลายเป็นรัฐบาลนี่คือหลักการโดยรัฐบาลมาจากหีบเลือกตั้ง แล้วไม่ได้จบแค่นั้นถึงแม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้งแต่ประชาชนก็ยังเป็นเจ้าของประเทศ ถ้าใครจะบริหารประเทศ นโยบายอะไรก็มาจากหีบบัตรเลือกตั้งเช่นกัน กระบวนการนี้ได้เกิดขึ้นแล้วและต้องเดินหน้าต่อไป ถ้าหากว่าพรรคที่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดทำให้พรรคที่เหลืออยู่เข้าใจได้ว่านี่คือการโหวตให้กับระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ก็มีโอกาสที่จะได้เสียงมากขึ้น” ผศ.ดร.ปริญญาชี้
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงต้องยึดถือหลักประชาธิปไตยปกครองโดยเสียงข้างมาก ที่พึงเคารพและรับฟังเสียงข้างน้อย การหาเสียงกับ ส.ว.เป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทย ในการที่เราจะรับฟังกัน เป็นวิถีทางที่เราเห็นว่าสิ่งที่เป็นความปกติของประชาธิปไตยจะเกิดหลังจาก 11 พฤษภาคม ปีหน้า เมื่อ ส.ว. ชุดนี้หมดวาระ แต่วันนี้จนถึงวันนั้น ในเมื่อ ส.ว. ยังมีเสียงอยู่ก็มีความจำเป็นที่พรรคการเมืองที่จะจัดตั้งรัฐบาลต้องไปหาเสียงกับ ส.ว.
- อ่านข่าว : ‘พิชาย’ ลั่น ประเทศพิสดาร รอรัฐบาลใหม่ 3 เดือน ชาติอื่น 3 วันรู้ผล! แนะ ส.ว.ถ้าอยากปิดสวิตช์ ลองวิธีนี้
- ‘ธนพร’ จี้ กกต.รับรองผลให้ไว เห็นด้วย ‘พิธา’ ไปหา ส.ว. ปิดสวิตช์ ‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’ ได้เด็ดขาด
- ต้องฟังเสียง! เครือข่ายนักวิชาการฯ แนะชู ‘นโยบายว่าที่รบ.’ ขาย ส.ว. – จี้ กกต.เร่งประกาศผลกู้ศรัทธา


