คนรุ่นใหม่ หวังคนไทย ‘ปกป้องสิทธิตัวเอง’ เปิดเหตุผลทำงานอาสา – วอน หยุดยัดคดีการเมือง
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ GalileOasis เขตราชเทวี กรุงเทพฯ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (Thai Volunteer Service) จัดกิจกรรม “Light of Rights แสง-สร้าง-สิทธิ” เพื่อบทสรุปการเรียนรู้ประเด็นทางสังคม ของอาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชนรุ่น 17
บรรยากาศเวลา 14.10 น. มีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่กับการปกป้องสิทธิมนุษยชน” โดยมี อาสาสมัครนักสิทธิที่ทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม ร่วมล้อมวงแชร์ประสบการณ์ อาทิ น.ส.กัญญ์วรา หมื่นแก้ว, น.ส.นันท์ธีรา ดารารัตน์, น.ส.ชนัตตำ บิลม่าหลี และ นายสิทธิพัฒน์ ทองสุข ดำเนินรายการโดย น.ส.จิดาภา เอกอัคร หรือ ผึ้ง
ในตอนหนึ่ง น.ส.ชนัตตำ หรือ ฟาด้า อาสาสมัครนักสิทธิมนุษยชนรุ่นที่ 17 ได้กล่าวถึงนิยาม “คนรุ่นใหม่” ว่า นิยามของคนรุ่นใหม่คือคนที่มีแนวคิดอยากเป็นแปลง คือคนที่พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ละพร้อมที่จะนำตัวเองเข้าไปสู่วงโคจรนั้นๆ โดยไม่จำป็นที่จะอยู่ในช่วงวัยใด แต่เพียงพร้อมที่จะรับฟังคนในทุกช่วงอายุและพร้อมที่จะพัฒนาสิ่งต่างๆ ไปพร้อมกัน
“คนรุ่นใหม่ในที่นี้ ก็หมายถึงคนที่พร้อมที่จะเรียนรู้กับประเด็นต่างๆ ที่เข้ามา ใหม่ๆ พร้อมที่จะนำตัวเองเข้าไปสู่วงโคจรนั้นๆ เพื่อที่ให้ตัวเองพัฒนาและก็อยู่ร่วมกันในการพัฒนา และอยู่ร่วมกันในการเปลี่ยนแปลงสังคม” น.ส.ชนัตตำกล่าว

เมื่อพิธีกรถามว่า ทำไมถึงเข้ามาทำงานในด้านการปกป้องสิทธิได้ และเพราะอะไร?
น.ส.ชนัตตำกล่าวว่า ช่วงแรกนั้นเพื่อนๆ ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตนทำอยู่ว่าคืออะไร อาชีพนักสิทธิมนุษยชนไม่ใช่อาชีพที่บอกคนทั่วไปแล้วสามารถเข้าใจได้เลย อย่าง อาชีพหมอ และมักจะถูกถามกลับว่าจะทำอาชีพนี้ไปทำไม ในเมื่อในสังคมยังมีอีกหลายอาชีพที่เป็นหน้าเป็นตาให้กับตัวเองได้อีกตั้งมากมาย ซึ่งส่วนตัวสนใจในประเด็นนี้ตั้งแต่เรียนอยู่ ได้ไปเรียนรู้สังคมวิถีชีวิตต่างๆ ว่ามีการรับมือปัญหาของคนที่เผชิญหน้ากับนายทุนเป็นใหญ่ ไปจนถึงถูกรัฐคุกคาม ในบางครั้งปัญหาที่พวกเขาได้พบเจอก็สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการที่แสนจะเรียบง่าย โดยตนสามารถเป็นจิ๊กซอว์หรือส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแก้ปัญหานั้น และสามารถนำไปพัฒนาตนเองพร้อมกับความรู้ที่มีมา
“ในบางครั้งชุดความคิด ชุดวิธีการแก้ปัญหาของเขา มันอาจจะเบสิกเลย แต่ว่าทำให้เขาเข้าถึงสิ่งที่เขาต้องการได้ และเมื่อตัวเรานั้นก็ไปเป็นจุดต่อเติม อาจจะไปเป็นจิ๊กซอว์ที่สามารถขับเคลื่อนไปกับเขาได้” น.ส.ชนัตตำเผย
เมื่อถามถึงความน่าสนใจในการทำงานที่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน?
น.ส.ชนัตตำเผยว่า จากการที่ได้ทำงานที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น มีคดีความที่เยอะ และไม่มีแนวโน้วที่จะจบ ยังมีเข้ามาอยู่ตลอด ช่วงหลังมาก็จะเป็นคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ที่มีโทษสูงและมีประเด็นอยู่ตลอด และยังคงมีกลุ่มคนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นและโดนดำเนินคดีอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญคดีที่เกี่ยวกับ มาตรา 112 ยังคงมีคดีที่ยังไม่ได้รับการประกัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงหรือมูลเหตุของคดีๆ นั้น จะไม่เพียงพอให้รับโทษก็ตาม แต่ว่ากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยนั้น มีแนวคิดในคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 เป็นแบบนี้
“ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงหรือมูลเหตุของคดี มันอาจจะไม่ได้ร้ายแรงกว่าคดีอื่นๆ แต่ในไทมีแนวคิดในประเด็นคดีนี้เป็นแบบนี้ จึงทำให้คนโดนดำเนินคดีนี้ ก็ยังคงมี”
น.ส.ชนัตตำ กล่าวถึงคดีการชุมนุมว่า โดยปกติจะต้องส่งหมายเรียก ให้ไปรายตัวยังที่ต่างๆ แต่คดี ม.112 ไม่ยอมส่งหมายเรียกทำให้ตัวคดีนั้นล่าช้าไปกันใหญ่ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการประวิงเวลาก็เป็นได้ จึงทำให้ผลนั้นได้มาจบอยู่ที่จำเลย อาจโดนตัดสินว่าเป็นผู้ผิดทั้งที่ยังไม่ได้มีคำตัดสิน
น.ส.ชนัตตำกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งสิ่งที่ท้าทายของการทำงานที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คือการรับมือกับสถานการณ์ให้ทัน เพราะว่าอาจจะมีเหตุด่วนที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว โดยที่ตนก็ต้องหาวิธีรับมือจัดการกับงานและด้านของการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อไม่ให้ตัวเองดำดิ่งกับความเครียดในการทำงานจนเกินไป
เมื่อถามว่า การที่เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานในศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เจอความท้าทายอะไรบ้าง?
น.ส.ชนัตตำกล่าวว่า ความท้าทายที่ตนเจอในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานในศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนนั้น คือการที่ตัวเองจะต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้บังคับใช้อำนาจโดยตรง ในหลายๆ ครั้งผู้บังคับใช้อำนาจเหล่านี้ใช้อำนาจที่พวกเขานั้นมีอยู่ทำให้ตนที่เข้าไปประสานงานถูกมองข้ามไป ทั้งที่จริงแล้วนั้นเราสามารถคุยกันได้ด้วยเหตุผล ทำให้ต้องหาวิธีการในการเจรจาและมีสติในทุกครั้งที่ต้องคุยกับผู้มีอำนาจเหล่านี้
“เมื่อในมือของเขามีอำนาจที่จะบังคับใช้ เขาก็ขมขู่ หรือทำให้ตัวเขาใหญ่กว่า ทำให้เราเป็นคนตัวเล็กลง ทั้งที่เราคุยกันได้ด้วยหลักการ เหตุผล แต่เขาก็ยังคงใช้อำนาจของเขาเพื่อมาข่มเหงเรา ทำให้เราจะต้องหาวิธีการ จะพูดคุยกับเขายังไง ถึงจะทำให้ผลที่ต้องการให้มันเป็นตามผล” น.ส.ชนัตตำกล่าว
เมื่อถามถึง ความคาดหวังเรื่องสิทธิมนุษยชนในสังคมไทย ?
น.ส.ชนัตตำกล่าวว่า ส่วนตัวยังมีความหวัง ปัจจุบันสิทธิมนุษยชนถูกหยิบยกมาพูดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในต่างประเทศหรือประเทศไทยเอง ทำให้เห็นว่าสังคมไทยนั้นยังสามารถเดินหน้าต่อไปพร้อมกับ สิทธิมนุษยชน และยังคงมีคนเดินหน้าไปพร้อมกับการเรียนรู้สิทธิมนุษยชน ความคาดหวังในอนาคตคือ อยากให้ทุกคนรู้ถึงสิทธิพื้นฐานและสามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้หากมีการละเมิดสิทธิ อีกหนึ่งความหวัง คือต้องการให้มีการยุติการดำเนิดคดีทางการเมือง เพราะหลายคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองนั้น คือผู้ที่ออกมาชุมนุมโดยใช้สิทธิพื้นของการแสดงความคิดเห็น จึงอยากให้จะยุติการดำเนิดคดีทางการเมือง
“ยังคงมีความหวัง ปัจจุบันเราก็เห็นได้ชัดว่าประเด็นด้านสิทธิฯ เริ่มมีคนสนใจเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยของเราหรือว่าต่างประเทศที่เขาต่อสู้กันมาเรื่องนี้ ทำให้เห็นว่าสังคมสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับสิทธิมนุษยชนได้ และยังคงมีคนที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนอยู่ และยังสามารถเดินหน้าและพัฒนาและก็เรียนรู้ไปกับสิทธิมนุษยชนได้” น.ส.ชนัตตำชี้
น.ส.ชนัตตำกล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ผู้ที่กำลังต่อสู้กับเรื่องสิทธิมนุษยชน ให้ภูมิใจต่อตัวเอง ว่าอย่างน้อยก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อพัฒนาสังคม ในส่วนของคนที่ยังไม่เปิดรับ อยากให้คิดว่าหากวันหนึ่งคุณโดนดำเนินคดี คุณอยากร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น หรือว่าคุณทำให้ตัวคุณเองสามารถต่อสู้เองได้ และสุดท้ายอยากจะให้ทุกคนนั้นได้เห็นกับปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่
“สำหรับคนที่ยังไม่เปิดรับในส่วนนี้ อยากให้คิดว่าวันหนึ่งสิ่งที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ เป็นคุณเองที่ต้องไปดำเนินคดี คุณอยากจะได้ความช่วยเหลือจากคนอื่น หรือจะสามารถทำเองช่วยเหลือตัวเองได้” น.ส.ชนัตตำกล่าว
- อ่านข่าว : เยาวชนรับไม่ได้ เหมือน ‘ชาวบางกลอย’ เช่าที่ดินรัฐอยู่? ชวนตั้งคำถาม ตจว.ไม่มีงานแบบ กทม.?
- อาสาสมัครศูนย์ทนายฯ เอะใจ ‘คดีการเมือง’ ผิดปกติ ได้ประกันสักพักถูกถอน – ขังก่อน ไม่ให้ทนายเข้า

