‘มุนินทร์’ ลั่น ปชช.ต้องลุ้นทุกขั้นตอน ได้รัฐบาลใหม่ยาก เพราะ ‘รธน.’ คือต้นตอ เชื่อ ถ้าไม่เปลี่ยนใหม่ ปฏิรูปอะไรไม่ได้ โจทย์ใหญ่ ทำลายกลไกเผด็จการให้สิ้นซาก
เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ห้องอเนกประสงค์ (ริมน้ำ) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) จัดงาน “Con.Next: ออกจากกะลา ไปหารัฐธรรมนูญใหม่” เพื่อระดมความเห็น เดินหน้าภารกิจสำคัญของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล คือการฟื้นฟูประชาธิปไตย รวมถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยมีนักวิชาการ นักการเมือง และประชาชน มาร่วมมาแลกเปลี่ยนมุมมอง
บรรยากาศเวลา 13.00 น. มีการเสวนาในหัวข้อ “ออกจากกะลา ไปหารัฐธรรมนูญใหม่” โดย รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ม.ธรรมศาสตร์, น.ส.ณัฐพร อาจหาญ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน และ นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ทะลุฟ้า นักกิจกรรมทางการเมือง
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า ดีใจมากที่มีการรณรงรณ์แก้รัฐธรรมนูญ หลังมีการเลือกตั้งเรื่องนี้ค่อยๆ เงียบไปเพราะสังคมสนใจเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แต่จริงๆ ตนคิดว่า วาระที่สำคัญที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการแก้รัฐธรรมนูญ
“นี่คือหัวใจที่พรรคร่วมรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องทำให้สำเร็จ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องติดตาม ความก้าวหน้าในการผลักดันให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอย่างไรบ้าง และพยายามเรียกร้องให้นักการเมืองที่เราเลือกไป ได้ทำตามพันธสัญญา ดีใจที่ช่วงท้ายมีนักการเมืองมาร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ให้คำมั่นสัญญาในระดับหนึ่งว่าจะมีการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าความจริงแล้วปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเรื่องที่เราเห็นตระหนักชัดเจน ตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญ 60 มีคนพยายามชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหาของการร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเวลานั้น ซึ่งมีเรื่อยมา เกิดขึ้นตลอดทุกช่วงเวลา แต่ผลของรัฐธรรมนูญ 60 ตั้งแต่มีการใช้บังคับ คือการยุบพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ 60 และมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการตัดสินตามบทบัญญัติองรัฐธรรมนูญในหลายครั้ง แล้วทุกคนก็ค่อยๆ ตระหนักว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ก่อให้เกิดวิกฤตในทางการเมือง และวิกฤตในทางกฎหมาย
“ผมคิดว่าทุกครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าเกิดวิกฤตการณ์ หรือใช้การตีความกฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย เสื่อมศรัทธา ไม่ได้ทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองอย่างเดียว แต่ในทางนิติศาสตร์ ผมว่านักกฎหมายส่วนใหญ่ รู้สึกเจ็บปวดกับการการตีความกฎหมายในทิศทางที่เราเห็น
สิ่งที่ชัดเจนที่สุด หลังเลือกตั้งได้รัฐบาลประชาธิปไตยเสียงข้างมาก สุดท้ายประชาชนต้องมาลุ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกประธานสภา วันนั้นผมก็ต้องมานั่งดูที่ละหมวด ลุ้นมาก ว่าจะได้เสียงเกิน 251 หรือเปล่า แล้วก็ต้องลุ้นกันหนักในวันพฤหัสบดี (13 ก.ค.) ที่จะมาถึง ทำไมประชาชนซึ่งใช้สิทธิแสดงเจตจำนงชัดเจนแล้วและผมเชื่อว่านักการเมืองที่ปกครองอยู่ตอนนี้ จะบอกว่าเราอยู่ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย เรามีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แต่ทำไมการเลือกตั้งที่ผ่านมา เรายังไม้สามารถได้รัฐบาลมาง่ายๆ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามที่ควรจะเป็น ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากรัฐธรรมนูญ” รศ.ดร.มุนินทร์ชี้

รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวต่อว่า นโยบายปฏิรูปทั้งหลายที่พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียง ตนดีใจที่หลายพรรคพยายามนำเสอการปฏิรูป แต่นโยบายเหล่านั้น ถ้าเกิดไม่แก้หรือไม่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ เรายังไม่สามารถได้รัฐบาลมาง่ายๆ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามที่ควาจะเป็น เพราะทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากรัฐธรรมนูญ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะคือโครงสร้งาขั้นพื้นฐานของระบบกฎหมาย ระบบการเมือง
“ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เปลี่ยน จะไม่มีการปฏิรูปใดเกิดขึ้นได้ ง่ายๆ ผมขอย้อนกลับไปที่ปัญหาของรัฐธรรมนูญให้ทุกคนระลึกเสมอ บ้านเมืองของเราที่มาถึงจุดนี้ได้ ผมคิดว่า แน่นอนมีปัจจัยหลายอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้าปี 2560 แต่ว่าสิ่งที่ทำให้ไปไหนไม่ได้ คือรัฐธรรมนูญ 2560 ปัญหามี 2 ส่วนคือ 1.ปัญหาในเชิงรูปแบบ เรื่องความชอบธรรมในการร่างรัฐธรรมนูญ ออกเสียงประชามติ 2.ส่วนเนื้อหา
กฎหมายต่อให้เขียนดีอย่างไร ถ้ามีความไม่ชอบธรรมในเรื่องที่มา ก็จะทำให้เนื้อหาหรือหลักการนั้นขาดความชอบธรรม ซึ่งในทางกฎหมาย นักกฎหมาย ผู้พิพากษาทราบกันดี ที่เคยได้ยินว่า ต้องให้พิพากษาให้หลักกฎหมายตัดสิน ถูกต้องเป็นธรรม แต่ทำให้คนสงสัยว่าตัวเองไม่เป็นธรรม ก็จะทำลายความน่าเชื้อถือของหลักกฎหมาย เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ 2560 หลักการส่วนใหญ่เอามาจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า สอดคล้องกับหลักการสากล แต่พอมีที่มาที่ไม่ชอบธรรม ผ่านมา 8-9 ปี เราเห็นว่ากลไกสำคัญของรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ระบอบประยุทธ์ ระบอบเผด็จการอยู่ต่อเนื่องยาวนานที่สุด ได้ทำลายทุกหลักการ ทุกส่วนของรัฐธรรมนูญ ไปด้วย” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ทำขึ้นในช่วงเวลาที่คนมีสภาวะทางจิตใจที่อ่อนแอที่สุด ปกติเราต้องสามารถแสดงเจตนาได้อย่างอิสระ ไม่กลัว ไม่มีความหวาดระแวง ตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่เพียงพอและอิสระ แต่เมื่อไหร่ที่คนกลัวว่า ถ้าคุณไม่โหวตรับ บ้านเมืองจะวิกฤต ไม่มีทางหลุดพ้นจากความขัดแย้งต่างๆ กล่าวคือเราถูกทำให้อยู่ภายใต้สภาวะความหวาดหลัว การแสดงเจตนาแบบนี้ไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว และไม่ควรมีผลในทางกฎหมาย ที่สำคัญคนที่รณรงณ์โหวตโน ยังถูกข่มขู่ ดำเนินคดี ไม่นับองค์กรและคนที่มาร่วมร่าง ที่ไม่มีส่วนร่วมกับประชาชน ในเชิงรูปแบบขาดความชอบธรรม
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า ในส่วนที่ 2.เนื้อหา ตอนแรกหลายคนเชื่อว่า จะช่วยให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากปัญหา แต่สุดท้ายก็เห็นว่า สร้างขึ้นมาเพื่อให้เผด็จการสามารถอยได้ยาวนานที่สุด
“ในสายตานักกฎหมาย ผมมองว่านี่คือรัฐธรรมนูญที่ซับซ้อนที่สุด เคยแซวว่า นี่เป็นวรรณกรรมที่สมควรได้รับรางวัลมากๆ เพราะคนที่ร่างได้เรียนรู้ความผิดพลาดยของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการในอดีต จึงพยายามสร้างกลไกที่ทำให้เขาสามารถรักษาอำนาจได้ยาวนานที่สุด แต่ในหลายครั้งจะเห็นว่ากลไกเกิดปัญหาเอง การจัดสรรเสียง ส.ส.วุ่นวายไปหมด ความซับซ้อนในแง่ลบทำให้เกิดปัญหามากมาย” รศ.ดร.มุนินทร์ชี้
รศ.ดร.มุนินทร์เผยว่า ตนคิดว่า หัวใจของรัฐธรรมนูญ 2560 คือทำอย่างไรให้เผด็จการครองอำนาจได้นานที่สุด จึงสร้างกลไกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือการมีอยู่ของ ส.ว. แม้กระทั่งองค์กรอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญเอง ให้สอดรับกัน
“ฉะนั้น โจทย์ใหญ่ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือทำลายกลไกเหล่านี้ให้สิ้นซาก รัฐธรรมนูญควรเป็นกฎหมายที่เบสิกจริงๆ ในแง่เนื้อหา ไม่ควรจะมีมากเกินไป ทำให้การเมืองรันไปได้ด้วยเจตจำนงของประชาน ด้วยการเลือกตั้ง ทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาในทางกาเรมืองยึดโยงกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตการเมืองเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ตาม สามารถแก้ได้ด้วยการที่ถ้ารัฐบาลบริหารไม่ได้ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ มันมีแค่นั้นเอง ให้ประชาชนตัดสินว่าวิกฤตที่เกิดขึ้น จะตัดสินใจอย่างไร เรื่องยุทธศาสตร์ไร้สาระ 20 ปี ขัดต่อหลักประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะแผนพัฒนาชาติ คนที่ตัดสินใจต้องเป็นประชานเท่านั้น ผ่านตัวแทนที่ประชาชนเลือกทุกๆ 4 ปี ในแต่ละช่วงเวลา” รศ.ดร.มุนินทร์ระบุ
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนกังวลมาก คือศาลรัฐธรรมนูญ ถูกออกแบบมาให้เป็นอุปสรรคต่อการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชน เพราะมีเขตอำนาจที่กว้างขวางมาก กว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ด้วยซ้ำไป คนไม่กี่คนกำหนดทิศทางประเทศ ยุบพรรคที่ประชาชนเลือกมา หรือตัดสินว่า นายกฯ คนนี้ควรสืบทอดอำนาจได้ยาวนานกว่าปกติ

“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือต้องกลับมาดูว่า ควรให้มีองค์กรแบบนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ เหมือนที่เป็นอยู่หรือไม่ นักกฎหมายหลายคนยังเห็นความจำเป็นของการมีศาลรัฐธรรมนูญ แต่เขตอำนาจควรจะมีแค่ไหน สุดท้ายประสบการณ์ของเรากลัยมาถึงจุดที่ว่า ถ้ามีปัญหาทางการเมือง ผมยังเชื่อว่าในเวลานี้ ให้รัฐสภาวินิจฉัยตีความ ยังดีกว่าให้กลุ่มคนประมาณ 10 คน เป็นคนชี้ขาด เราอาจจะต้องกลับมาคิดในเรื่องนี้อีกครั้ง” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว
- อ่านข่าว : ‘ไผ่’ ถอดบทเรียน รธน.แบ่งชนชั้น – เตือน 8 พรรคอย่าหลงกล ‘เกมรัฐสภา’ จับมือกันให้แน่น
- ‘สามชาย’ ซัด รธน.60 ปราบขั้วตรงข้าม ชวนร่างกติกาใหม่ยุคเปลี่ยนผ่าน หยุดการเมืองชะงักงัน
- เอ็นจีโอ ฟาด ‘รัฐธรรมนูญ60’ แทบไม่มีคำว่า ‘ประชาชน’ ต้องเขียนใหม่แบบมีส่วนร่วม

