หน้าแรก การเมือง ‘อมร’ กระตุกต...

‘อมร’ กระตุกต่อมสำนึกผู้ใหญ่ ‘ถอนฟืนจากกองไฟ’ คายอำนาจในมือ อย่าเป็นต้นเหตุหายนะ

17.07.23 | 17:58 น.

‘อมร’ ถาม จะเลือกแบบไหน? กระตุกต่อมสำนึกผู้ใหญ่ ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ วอน คายอำนาจในมือ อย่าเป็นต้นเหตุของหายนะ

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายอมร อมรรัตนานนท์ แกนนำแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมกิจกรรม แถลงการณ์วิพากษ์สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งจัดขึ้นโดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ในตอนหนึ่ง นายอมรกล่าวถึงสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่เกื้อกูลกันในการดำรงอยู่ของกลุ่มพรรคข้าราชการ และพรรคการเมือง ว่าจะไม่มีโอกาสเข้ามาบริหารอำนาจรัฐหรือเติบโต หากไม่แสวงหาอำนาจจากกลุ่มต่างๆ หรือจับมือเกื้อหนุนกันกับกลุ่มที่เรียกว่าพรรคข้าราชการ ฉะนั้น วันนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ การแสดงท่าที่ในการคัดค้านไม่ให้โอกาสพรรคก้าวไกลซึ่งได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ จึงเป็นกระบวนการที่มีการตระเตรียมกันไว้แล้ว เกิดจากการเคลื่อนไหวที่มีธงชัดเจน

นายอมรกล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นคนในยุคเดือนตุลาคม และเป็นน้องเล็กสุดในตอนนั้น จึงอยากฝากถึงเหล่าผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่าควรจะต้องสำนึกในเจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ

“ในปี พ.ศ.2519 ผมเรียนอยู่ ม.ศ.5 และผมต้องเข้าป่าในสถาพของการเป็นนักเรียน วันนี้ผมจึงอยากพูดถึงพี่ๆ และผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนที่เคยผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และไล่เรียงมาถึงเหตุการณ์การต่อสู้ของทุกส่วนทุกฝ่าย ควรที่จะต้องทบทวนสำนึกในประชาธิปไตย สำนึกในเจตนารมณ์ 14 ตุลาฯ” นายอมรกล่าว

Advertisement

นายอมรกล่าวต่อว่า ในปัจจุบัน มีพี่ๆ เพื่อนๆ หลายคนที่มีบทบาททางการเมือง ตนอยากที่จะให้คนเหล่านั้นทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ให้คนรุ่นใหม่ที่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศได้แสดงออก และเดินหน้าไปสู่ความฝันของพวกเขาอย่างเต็มที่

“หลายคนมีส่วนนำบทบาทที่สูงยิ่งในหลายพรรคการเมือง มีบทบาทในการเป็นข้าราชการที่บริหารจัดการอำนาจรัฐ ผมอยากจะให้พี่ๆ เหล่านั้นทบทวนถึงจิตวิญญาณ ไม่ต้องถึงขั้นที่จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคมหรอก แต่เปิดโอกาสให้ขบวนการของคนหนุ่มสาวที่เขาอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ ได้มีโอกาส มีพื้นที่ และจะได้เดินหน้าไปสู่ความฝันของเขา” นายอมรกล่าว

นายอมรกล่าวอีกว่า ตนอยากที่จะกระตุ้นต่อมจิตสำนึกของประชาชนทุกคนที่อยู่ในช่วงบั้นปลายของชีวิต ว่าควรที่จะปล่อยมือ และสนับสนุนคนรุ่นใหม่

“เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะมีการลงมติอีกรอบหนึ่งนั้น บอกตรงๆ ว่าสิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้อง คงจะไม่คาดหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อยากที่จะกระตุก อยากที่จะกระตุ้นต่อมจิตสำนึกที่พวกเราทุกคนควรต้องยอมรับ ว่าพวกเราในวัย 50 กว่า 60 กว่า 70 กว่า 80 กว่า ต้องปล่อยมือแล้ว แล้วก็ต้องแสดงบทบาทในการส่งเสริมหรือส่วนในการช่วยเหลือเสนอแนะขบวนการการเกิดใหม่ของคนหนุ่มสาวในยุคสมัยนี้” นายอมรกล่าว

นายอมรกล่าวต่อว่า ในสังคมปัจจุบัน ไม่อาจใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับในยุคของสงครามเย็น และจะไม่เกิดขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยกลไกของการพัฒนาของสังคมโลก สังคมที่มีเทคโนโลยี จะทำให้คนรุ่นใหม่นั้นจะเติบโตและตระหนักรู้ได้ดีขึ้น

“การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไทยในวันนี้นั้น โอกาสที่เราจะใช้การเปลี่ยนแปลงแบบในยุคสงครามเย็นมันเป็นไปไม่ได้และก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกแล้ว แต่ผมเชื่อว่า ด้วยกลไกของการพัฒนาของสังคมโลกสังคมที่มีเทคโนโลยีและเป็นสังคมที่คนจำนวนมากได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริง พวกเขานั้นจะเติบโตและตระหนักรู้อย่างรวดเร็ว” นายอมรชี้

นายอมรกล่าวถึงการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาว่า เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจน และไม่ควรแปลกใจ เพราะในปัจจุบันสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยนั้นไม่สามารถปกปิดได้มิด

“เพราะมีเครือข่ายเทคโนโลยีของคนหนุ่มสาวที่มีความคิดและวิจารณญาณที่จะตัดสินว่าสิ่งใดถูกต้อง สิ่งใดไม่ถูกต้อง แต่การแสดงความเห็นเหล่านี้นั้น บางอย่างก็มีจุดที่จะต้องปรับปรุง และเครือข่ายเหล่านี้ก็สามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ กลุ่มผู้มีอำนาจต่างๆ ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน กลุ่มราชการ หรือกลุ่มอำนาจที่มีเหนือรัฐ ควรที่จะใช้โอกาสนี้ในการหยิบยื่นประชาธิปไตยให้กับประชาชน แต่วันนี้กลุ่มเหล่านี้กลับกลายเป็นต้นเหตุของหายนะของสังคมไทย และประชาธิปไตย

“พวกเขากำลังเป็นต้นเหตุของหุบเหวของความหายนะของสังคมไทยและประชาธิปไตย ผมเรียนตรงๆ ว่า ผมได้กลิ่นคาวเลือดอีกครั้ง ถ้าหากยังดึงดันที่จะไม่ยอมคลี่คลายอำนาจที่มีอยู่ในมือ” นายอมรกล่าว

นายอมรกล่าวอีกว่า ไม่ควรกล่าวโทษคนรุ่นใหม่ว่าเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงทางสังคม สิ่งที่ทำคือการแสดงออก คนรุ่นใหม่เหล่านั้นก็เหมือนลูกโป่ง หากไม่มีแรงทุบแรงอัดที่มาจากด้านนอก ลูกโป่งก็ไม่อาจแตกได้

“เด็กก็เหมือนลูกโป่งใบหนึ่ง ถ้าไม่มีแรงทุบแรงอัดที่มาจากข้างนอก ลูกโป่งเหล่านั้นก็ไม่ระเบิด ไม่แตก” นายอมรชี้

นายอมรกล่าวว่า ปัจจุบัน ตนยังเชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่เหล่า ส.ว.ที่มีวุฒิภาวะกว่าตน จะเดินหน้าเพื่อสร้างสังคมนี้ไปสู่เส้นทางที่สันติ หรือเลือกที่จะเป็นเครื่องมือของกลุ่มบางกลุ่ม

“ผมอยากจะให้ท่านเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้อาวุโส เป็นผู้มีเกียรติ ได้ใช้ประสบการณ์ของท่านซึ่งมีมากกว่าผม อายุมากกว่าผมได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าเพื่อที่จะสร้างสังคมนี้ไปสู่เส้นทางที่สันติ หรือเลือกที่จะเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนหรือกลุ่มพรรคข้าราชการ ตรงนี้เป็นเส้นแบ่งและฟางเส้นสุดท้าย”

นายอมรกล่าวอีกว่า โอกาสที่จะไม่เกิดวิกฤตนองเลือดมีอยู่ เพียงแค่เหล่าผู้มีอำนาจหันมาให้ความเคารพต่อประชาชน หันมายอมรับลูกหลานของประเทศ

“โอกาสที่จะไม่เกิดวิกฤตถึงขั้นนองเลือดมี ถ้าพวกท่านถอนฟืนออกจากกองไฟ หันมาให้ความเคารพในการเป็นมนุษย์ หันมายอมรับลูกหลานของเรา ว่าเขาคืออนาคต เจ้าของประเทศ ให้โอกาสเขา” นายอมรกล่าว