หน้าแรก การเมือง อาจารย์ ชี้ดี...

อาจารย์ ชี้ดีลลับฮ่องกง สะท้อนจัดรัฐบาล แบบโมเดลอังกฤษ ใครได้พรรคอันดับ 3 ชนะ

29.07.23 | 17:42 น.

อาจารย์ดุลยภาค มธ. ชี้ข่าวดีลลับฮ่องกง สะท้อนโมเดลอังกฤษ จัดรบ.แบบ 2 พรรคครึ่ง มองก้าวไกล radical สวนทางจับมือเพื่อไทย ชี้ใครได้พรรคอันดับ 3 ชนะ

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนบทความ เรื่อง ดีลลับที่ฮ่องกงกับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ข่าวสะพัด สูตรในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีเนื้อหาดังนี้

เขตบริหารพิเศษฮ่องกงถือเป็นพื้นที่ที่นักการเมืองและนักธุรกิจชาวไทยแวะเวียนกันมาบ่อยๆ คุณทักษิณพร้อมคนในตระกูลชินวัตรและพรรคเพื่อไทยก็เคยมาท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง ลงทุนและคุยเรื่องธุรกิจการเมืองกันเป็นระยะ คุณธนาธรก็เคยมาเรียนปริญญาโทด้านการเงินที่ฮ่องกง (มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง/HKUST) ดังนั้น ฮ่องกงจึงเป็นพื้นที่ที่คุ้นชินของบรรดาเศรษฐีและนักการเมืองไทย ผมเองเคยพำนักที่ฮ่องกงตอนเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ (สาขาการเมืองเปรียบเทียบ) ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง (The University of Hong Kong/HKU) ตอนนั้น ผมจำได้ว่าผมเคยพบเห็นนักการเมืองและบุคคลที่มีชื่อเสียงในเมืองไทยหลายคนทั้งที่เกาะฮ่องกง คาบสมุทรเกาลูนและแม้กระทั่งมาเก๊า

สำหรับสูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ว่ากันว่าเป็นดีลลับที่ฮ่องกง โดยมีรัฐบาลใหม่ที่เกิดจากพรรคเพื่อไทยมารวมตัวกับภูมิใจไทย และบางพรรคในบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 188 เสียง พร้อมอาจผลักก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน จริงๆแล้ว ผมเห็นว่าเป็นปรากฎการณ์ตามสภาพเงื่อนไขการเมืองที่พอจะอธิบายได้ในทางวิชาการ รายละเอียดมีดังนี้ครับ

1. พรรคก้าวไกลได้ 150-151 เสียง พรรคเพื่อไทยได้ 141 เสียง พรรคภูมิใจไทยได้ 71 เสียง ดูไปแล้วจะคล้ายคลึงกับระบบสองพรรคครึ่ง (Two-and-a-Half-Party Systems) ตามโมเดลอังกฤษ คือ ในระบบพรรคการเมืองของประเทศแม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรค แต่จะมีพรรคใหญ่สองพรรคเท่านั้นที่แข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาล สำหรับอังกฤษนั้น ผลการเลือกตั้งที่ผ่านๆมา พรรคการเมืองใหญ่สองพรรค คือ พรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคแรงงาน แต่ละพรรคจะได้ที่นั่งไม่ถึงกึ่งหนึ่งของที่นั่งสภาล่างทั้งหมด ทำให้ทั้งสองพรรคไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ จำเป็นต้องร่วมมือกับพรรคเสรีประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรคอันดับสาม ทั้งนี้ พรรคอนุรักษ์นิยมเคยดึงพรรคเสรีประชาธิปไตยมาตั้งเป็นรัฐบาลผสมจนคว้าชัยชนะในการจัดตั้งรัฐบาลเหนือพรรคแรงงานมาแล้ว

Advertisement

สำหรับเมืองไทยวันนี้ โดยธรรมชาติของคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ต้องแข่งขันกันจัดตั้งรัฐบาลเพราะมีคะแนนไม่ห่างกันมาก แต่หลังเลือกตั้งหมาดๆ ทั้งสองพรรคกลับผูกกันแบบข้าวต้มมัดในฐานะพรรคการเมืองใหญ่ของฝั่งประชาธิปไตย ทว่า จนถึงทุกวันนี้ พอชี้ชัดได้แล้วว่า พรรคเพื่อไทยกำลังดึงพรรคภูมิใจไทยมาเป็นพันธมิตรทางการเมืองเพื่อฟอร์มรัฐบาลผสมและอาจผลักให้ก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งก็ไม่ต่างนักกับพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษที่รวมกับพรรคเสรีประชาธิปไตยจนคว้าชัยตั้งรัฐบาลเหนือพรรคแรงงาน

2. ในทฤษฎีเกมทางรัฐศาสตร์ มีสูตรวิเคราะห์เกมกลยุทธ์ของตัวแสดงทางการเมืองได้หลายแบบ หนึ่งในโมเดลที่วิเคราะห์กันคือการแบ่งขั้วรัฐบาลเดิมที่แพ้เลือกตั้งกับขั้วฝ่ายค้านที่ชนะเลือกตั้งและกำลังฟอร์มรัฐบาลออกเป็นกลุ่มก้อนต่างๆดังนี้

ฝ่ายขั้วรัฐบาลเดิมแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ พวกสายแข็ง (hardliner) ซึ่งอนุรักษ์นิยมมากและไม่ยอมผ่อนปรนประนีประนอมกับฝ่ายต่อต้าน กับ พวกสายอ่อน (soft-liner) ซึ่งมีความเป็นอนุรักษ์นิยมเข้มข้นน้อยกว่ากลุ่มแรกและยืดหยุ่นในการเจรจากับฝ่ายตรงข้ามมากกว่า

ฝ่ายค้านหรือฝ่ายต่อต้านแบ่งเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ พวกที่ยอมเจรจาประนอมอำนาจกับขั้วรัฐบาลเดิมได้ (moderate) กับพวกสุดโต่งพร้อมชนกับขั้วอำนาจเดิม (radical)

ถ้าฝ่ายค้านชนะเลือกตั้งแล้วกลุ่ม radical เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ยอมอ่อนข้อให้กับขั้วรัฐบาลเดิม ผลลัพธ์ที่ได้ คือ จะเกิดการเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยแต่ระบอบการเมืองอาจขาดเสถียรภาพเพราะชนชั้นนำขั้วเก่าจะถูกบีบคั้นทอนกำลังทางการเมืองมากไปจนอาจเกิดแรงตอบโต้แบบหนักหน่วง เช่น มีรัฐประหารยึดอำนาจ

แต่ถ้าในฝ่ายค้าน กลุ่ม moderate เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและยอมประนอมอำนาจกับขั้วอำนาจเก่า ผลลัพธ์ที่ได้ คือ จะเกิดการเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยที่แม้จะช้ากว่าแบบแรก แต่จะมีเสถียรภาพมากกว่าเพราะชนชั้นนำขั้วเก่าไม่ถูกบีบคั้นโจมตีมากไปและบางโอกาสขั้วรัฐบาลเก่าก็อาจเข้าร่วมรัฐบาลกับฝ่ายค้านกลุ่ม moderate ได้ จนทำให้ระดับความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐบาลเดิมกับรัฐบาลใหม่ลดความรุนแรงลง

สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพวก moderate เริ่มเคลื่อนตัวไปจับมือกับภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาหรือแม้กระทั่งพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ซึ่งเป็น soft-liner ในฟากรัฐบาลเดิม ขณะที่รวมไทยสร้างชาติซึ่งเป็นกลุ่มก้อนอำนาจแบบ hardliner ก็ดูจะรวมตัวกับเพื่อไทยได้ยาก เพราะไม่ใช่การจับคู่กันระหว่าง soft-liner กับ moderate แต่ก็มิใช่ว่าจะถูกปิดประตูตายในการร่วมรัฐบาลผสม ส่วนพรรคก้าวไกล ณ วันนี้ จัดเป็น radical ที่ฝ่ายขั้วรัฐบาลเดิมต้องรวมพลังกันต่อต้านและผลักให้เป็นฝ่ายค้าน เพราะแนวคิดและสไตล์การต่อสู้ทางการเมืองของก้าวไกลสวนทางกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมมากเกินไป

แน่นอนครับ ถึงวันนี้ สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ฮ่องกงสะท้อนหลักวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ได้พอสมควร นั่นคือ พรรคอันดับหนึ่งกับพรรคอันดับสองที่คะแนนใกล้เคียงสูสีกัน มักจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ต่อให้อ้างว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยเหมือนกันก็ตามที ทั้งสองพรรคต้องแข่งกันไปดึงพรรคอันดับสามเพื่อมาเปลี่ยนดุลอำนาจชิงความได้เปรียบให้ได้ โดยฝ่ายไหนที่ดึงพรรคอันดับสามมาได้ ย่อมเป็นผู้ชนะในการจัดตั้งรัฐบาล ในกรณีนี้ ก้าวไกลไม่สามารถเจรจากับภูมิใจไทยได้ แต่เพื่อไทยทำสิ่งนี้ได้ ส่วนอีกหลักที่สำคัญ ก็คือ ฝ่ายขั้วรัฐบาลเดิมมักพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายค้านที่เป็น moderate ได้มากกว่า radical ตอนนี้ เพื่อไทยคือฝ่ายค้านแบบ moderate ที่กำลังได้รับความร่วมมือจากขั้วรัฐบาลเดิมในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

ตอนนี้ แม้ยังไม่รู้ว่าตกลงมีกี่พรรคการเมืองกันแน่ที่เข้าร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย พลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์จะมาร่วมด้วยหรือไม่ หรือจะมีสูตรใหม่ในการจัดตั้งรัฐบาลได้อีก แต่ที่แน่ๆ ภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคอันดับสามจักต้องเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับเพื่อไทยในการฟอร์มรัฐบาล ปรากฎการณ์ดีลที่ฮ่องกงมองได้หลายมุม จะบอกว่า นี่คือการเสียสัจจะ หรือนี่คือการเสียสละเพื่อชาติ หรือนี่เป็นเพียงแค่เกมกลยุทธ์ของชนชั้นนำทางการเมืองมากกว่าจะเป็นไปโดยเจตนารมณ์ของประชาชน แต่สำหรับผม นี่คือกรณีศึกษาที่สัมพันธ์กับแนววิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้จริง โดยมีเรื่องสูตรเจรจาตั้งรัฐบาลที่ฮ่องกงเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์

สำหรับท่านใดที่อยากสืบค้นแนววิเคราะห์ในลักษณะนี้ ก็สามารถดูงานของ Arend Lijphat เกี่ยวกับรูปแบบประชาธิปไตย โดยเจาะเน้นไปที่ระบบพรรคการเมืองได้ หรือ ดูงานของ William Case อดีตนักรัฐศาสตร์ด้านการเมืองเปรียบเทียบเอเชียจาก City University of Hong Kong ซึ่งนำทฤษฎีเกมที่แบ่งตัวแสดงฟากรัฐบาลกับฝ่ายค้านออกเป็นกลุ่มต่างๆหรือนำปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลกับมวลชนมาวิเคราะห์รูปแบบผลลัพธ์ของการเปลี่ยนสู่ประชาธิปไตยกับการหมุนกลับสู่เผด็จการโดยอาศัยกรณีศึกษาจากรัฐในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ย้อนอ่านบทความที่เกี่ยวข้อง