หน้าแรก การเมือง หนุ่มบางกลอย ...

หนุ่มบางกลอย เจ็บหนัก ทวนสัจจะ ‘ให้กลับบ้าน’ ชี้ ‘ขนาด รธน.ยังฉีกได้’ ขอโอกาสบ้างไม่ได้?

22.08.23 | 20:08 น.

หนุ่มบางกลอย เจ็บหนัก ทวนสัจจะ ‘ให้กลับบ้าน’ ชี้ ‘ขนาด รธน.ยังฉีกได้’ ขอโอกาสบ้างไม่ได้?


หนุ่มชาติพันธุ์ ลั่น ไม่เจ็บมากไม่พูด ทวงสัจจะ – เผยดีลลับ ‘ป่าเสื่อมโทรม’ แลกที่ดินบางกลอยบน ชี้ ขนาด ‘รธน.ยังฉีกทิ้งได้’ ให้โอกาสกลับบ้านไม่ได้ ? หวังอยู่พร้อมหน้าครอบครัว

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่ห้องประชุมชั้น 4 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ ภาคี saveบางกลอย ร่วมกับ บางกลอยคืนถิ่น, ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร และ The Active จัดงานเสวนา “3 ปี บางกลอยคืนถิ่น ถึงไหน ทำไมยังไม่ได้กลับบ้าน”

โดยมีผู้ร่วมเสวนา อาทิ นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร กลุ่มบางกลอยคืนถิ่น, นายพชร คำชำนาญ ภาคีSaveบางกลอย, นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน, นายอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารสังคมและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกิน ของกลุ่มชาติพันธุ์ปกากะญอ บางกลอยบน จ.เพชรบึรี ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

Advertisement

อ่าน

ชาวบางกลอย แถลง ‘สู้ต่อเพื่อกลับบ้าน’ จี้ รบ.ใหม่ กล้าหาญขอโทษกลุ่มชาติพันธุ์ เคยย่ำยี-ป่าเถื่อน

ก้าวไกล เตรียมเคี่ยวปม ‘บางกลอย’ เปลี่ยนวิธี ‘พิสูจน์สิทธิ’ อยู่มาก่อนประกาศป่าสงวน ต้องได้กรรมสิทธิ์

ชาวบางกลอย แถลง ‘สู้ต่อเพื่อกลับบ้าน’ จี้ รบ.ใหม่ กล้าหาญขอโทษกลุ่มชาติพันธุ์ เคยย่ำยี-ป่าเถื่อน

ในตอนหนึ่ง นายพงษ์ศักดิ์ ต้นน้ำเพชร ตัวแทนกลุ่มบางกลอยคืนถิ่น ย้อนถึงที่มาที่ไปของกลุ่มบางกลอยคืนถิ่นว่า เรื่องของบางกลอยไม่ใช่แค่ 3 ปี แต่เรามีความพยายามกลับไปที่เดิม ช่วงปี 2540 ชาวบ้านยังทำไร่หมุนเวียน เรายังอยู่บนพื้นที่บางกลอยบน ใจแผ่นดิน จนมาถึงปี 2554 มีการเผาบ้าน เผายุ้งข้าว ช่วงนั้นเราก็ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ เพราะเสียงของเรายังไม่ดังพอ

“มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับว่า คนกะเหรี่ยงถ้าไม่เจ็บมากเขาก็จะไม่พูด เรารู้สึกว่าเราอยู่ที่ข้างล่างไม่ได้ อยู่ไม่ไหวแล้ว ด้วยสถานการณ์ต่างๆ หรือปัญหาคุณภาพชีวิตของเรา ในช่วงปี 2564 ก็คิดว่า เราควรจะกลับไปได้ เพราะมันเป็นบ้านเกิดของเรา” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

เมื่อพิธีกรถามว่า ส่วนตัวเกิดที่บางกลอยล่างหรือบางกลอยบน และ 2 พื้นที่ มีความต่างกันมากแค่ไหน?

นายพงษ์ศักดิ์เผยว่า ตนเกิดที่บางกลอยบน คิดว่าต่างด้วยสภาพพื้นที่ ความเป็นอยู่ และทรัพยากร

“แต่โซนข้างล่างจะเป็นพวกหินลูกรัง ไม่เหมาะกับการเพาะปลูกและทำเกษตรหมุนเวียน แล้วด้วยข้างล่างมีพื้นที่จำกัด เนื่องด้วยข้างล่างเขามีที่กันอยู่แล้ว แต่เราต้องมาอาศัยพื้นที่ของคนอื่น” นายพงษ์ศักดิ์เผย

เมื่อถามว่า มีคนบางกลอย 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง อยากกลับไปใจแผ่นดิน กับอีกกลุ่มที่อยากอยู่ ตามสภาพความเป็นจริง เป็นอย่างไร ?

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ชาวบ้านอยากกลับไปกันเยอะ แต่มีข้อกังวล มีเรื่องความกลัว

“ชาวบ้านเขากลัวกัน แต่มันมีชาวบ้านกลุ่มที่ยืนหยัด และมีความประสงค์จริงๆ ก็ตัดสินใจกลับ จริงๆ แล้วมีคนอยากจะกลับเยอะ แต่โดยสถานการณ์ตอนนี้เราถูกจำกัดให้กลับไปได้แค่นี้” นายพงษ์ศักดิ์

จากนั้นสรุปถึงอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถกลับคืนสู่ใจแผ่นดิน หรือบางกลอยบนได้

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่เราต้องเผชิญตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน ตนคิดว่าเป็น ‘วิธีการอนุรักษ์’ ที่ส่งผลให้กระทบกับพวกเราที่อยู่กับป่า

“อันดับแรก ผมคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับอคติที่มีต่อพวกเราชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง วิธีอนุรักษ์ของเขามันส่งผลต่อเรา พอเวลาน้ำเขื่อนแก่งกระจาน แห้ง-ลด ก็จะบอกว่าเป็นเพราะพวกเราที่อยู่ต้นน้ำ ตัดไม้ทำลายป่า แล้วพอเวลาฝนแล้ง ก็บอกว่าพวกนี้ตัดไม้ทำลายป๋าอีกแล้ว มันเป็นวิธี ผมว่ามันเกี่ยวกับเรื่องวิธีอนุรักษ์

“ผมคิดว่าบางส่วนอาจจะเข้าใจ แต่ไม่ยอมเข้าใจมากกว่า” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

จากนั้นกล่าวถึงข้อเสนอแนะที่หน่วยงานรัฐเคยยื่นข้อเสนอกับชาวบางกลอยว่า เรื่องความเข้มแข็ง ชาวบ้านก็ยังยืนหยัด ว่าชาวบ้านมีความประสงค์ที่จะกลับไปพื้นที่เดิม และเราตกลงกันว่าจะไม่เอาพื้นที่ข้างล่าง

“ล่าสุดก็มีแนวทางว่า ให้ชาวบ้านไปจับจองแปลง ป่าเสื่อมโทรม มันมีการเสนอให้ชาวบ้านในกลุ่มของเรา แต่ชาวบ้านไม่เอา” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

นายพงษ์ศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า เส้นทางระหว่างทางกลับบ้านของเรา มีเรื่องข้อกฎหมาย เขาจะอ้างว่ากลับไปไม่ได้

“แต่ผมอยากจะให้เราช่วยกันคิด ชวนคิดว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ยังมีการฉีกทิ้งได้ แล้วทำไมเรื่องกลับไปบ้านเรา เขาให้โอกาสเราไม่ได้

ประการที่ 2 การกลับไปของเรา เรายึดตามสัจจะเดิมที่คุยกันไว้ในปี 2539 ก็คือ คุณบอกว่าให้เราลงมาอยู่ดูก่อน ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ให้กลับขึ้นไป เรายึดตามหลักการเดิมของเรา เราจำได้จนถึงทุกวันนี้

ประการที่ 3 มักจะมีการอ้างว่า เรื่องของบางกลอยควรจะจบไปตั้งนานแล้ว แล้วเขาก็จะอ้างคำพิพากษากรณีปู่คออี้ ผมคิดว่าคำพิพากษานี้มีอยู่ 3 เรื่องคือ 1 .ศาลปกครองสูงสุดยืนยันว่า บางกลอยใจแผ่นดิน เป็นชุมชนพื้นถิ่นดั้งเดิม ซึ่งมีปรากฏในแผนที่ทหารชัดเจน

ประการที่ 2 ผู้พิพากษาบอกว่าอุทยานทำผิดจริง ก็ให้ชดเชยค่าสินไหมทดแทนในเรื่องนี้ให้กับชาวบ้านผู้ฟ้องคดี 6 คน ประการที่ 3 ผู้พิพากษาบอกว่าศาลไม่มีอำนาจตัดสินให้ใครคนใดคนหนึ่งกลับไปได้”

“ผมก็ไม่รู้จะตีความอย่างไร แต่ก็ตีความออกมาว่า ที่นั้นไม่ใช่ที่ตั้งของศาล เลยไม่มีอำนาจสั่งการให้เรากลับไปได้อยู่แล้ว ที่มีสิทธิ ก็คือเราที่จะกลับไปได้ การที่เรากลับไป ก็อยู่ตามหลักการ 3 ประการนี้มาตลอด เราก็ยังมีความผิดในกรณีคดีความที่เรากลับไปแล้วโดนคดี คิดว่าตอนนี้มีการเร่งรัดและพยายามให้เราไปทางคดีความ”

“สุดท้ายอยากฝากว่า การกลับไปของเรา เราไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้ใคร เขาถึงยอมรับเราไม่ได้ คิดว่าเรามีความตั้งใจ มีความหวัง อยากจะให้ลูกหลานของเราเรียกได้เต็มปากเต็มคำ ว่าเป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และประการที่ 2 ผมอยากจะบอกว่าการกลับไปของเรา เราอยากจะตื่นมาพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก ครอบครัวของเรา

ประการที่ 3 ผมอยากบอกว่า ไม่อยากให้ลูกหลานของเราต้องไปวิ่งแข่งกับใคร เพราะสังคมปัจจุบันเราต้องแข่งขันกับใครต่อใคร การที่เรากลับไปเรายืนยันตามหลักวิธีเดิมของเรา ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร อะไรทำนองนี้” นายพงษ์ศักดิ์เผย