‘ประชาบาร์’ ชวนวาร์ป นิทรรศการ ‘เด็กเอ๋ย เด็กเลว’ ย้อนดู#ม็อบ63 ผนึกพิพิธภัณฑ์สามัญชน โชว์ไอเท็มประวัติศาสตร์การต่อสู้ภาคประชาชน
เมื่อวันที่ 14 มกราคม เวลสุดท้ายพอเรียนจบไปก็มีแนวคิดว่า ทำงาน หาเงินซื้อของใช้ า 15.00 น. ที่ร้าน ‘ประชาบาร์’ สี่พระยา บางรัก กรุงเทพฯ ‘ประชาบาร์’ ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of Popular History จัดเสวนาเปิดตัวนิทรรศการ ‘เด็กเอ๋ย เด็กเลว : ประวัติศาสตร์ขบวนการนักเรียน นักศึกษา ปี 2563’ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ได้แก่ นายวสิษฐ์พล ตั้งสถาพรพันธ์ ผู้จัดการร้านประชาบาร์ , นายอานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw-ไอลอว์) ในฐานะผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน , น.ส.บุศรินทร์ แปแนะ iLaw / Mob Data Thailand ดำเนินรายการโดย นายเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์ (อ่านข่าว ม็อบนิ่ง ปชช.ไม่นิ่ง! ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สามัญชน ชี้ เสนอคำถาม ‘ประชามติ’ สุดคึกไม่ต่าง ‘ลงถนน’)
ในตอนหนึ่ง นายวสิษฐ์พล ตั้งสถาพรพันธ์ ผู้จัดการร้านประชาบาร์ กล่าวว่า ร้านประชาบาร์เป็นพื้นที่เปิด เพื่อให้ประชาชนมาพูดคุย จัดกิจกรรมต่างๆ โดยในครั้งนี้มาในหัวข้อ ‘เด็กเอ๋ย เด็กเลว’
“ทางร้านประชาชาร์อยากให้เป็นพื้นที่ในการจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ หลากหลายผู้คน หนึ่งในนั้นเรามองเห็นความสำคัญนั่นคือ เรื่องเกี่ยวกับม็อบ การประท้วงของเด็กๆ ก็ได้ติดต่อกับพิพิธภัณฑ์สามัญชนให้นำสิ่งของมาจัดแสดงภายในร้าน และเล่าเรื่องราวในปี พ.ศ.2563 เราอยากทำเรื่องของเด็ก เพราะ
1.เป็นช่วงวันเด็ก เลยนำประเด็นตรงนี้มาจับ
2.เด็ก หรือเยาวชน มีความสำคัญทางกระบวนการทางการเมืองอย่างมาก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นอะไรหลายๆอย่าง ทั้งการเคลื่อนไหวภายในโรงเรียน โรงเรียนเป็นจุดที่มีการควบคุมสูง ทั้งเรื่องหลักสูตรการสอน ส่วนใหญ่จะไปทางอนุรักษนิยม
เราอยากรู้ว่าทำไมเด็กหลายคนจึงออกมาพูดเรื่องเช่นนี้ ทั้งที่สังคมพยายามสร้างกรอบ จึงทำให้เกิดนิทรรศการนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกคนย้อนเหตุการณ์อดีตต่างๆที่เกิดขึ้น และให้เรียนรู้ความเป็นมาของเยาวชน ตั้งแต่รั้วโรงเรียน จนถึงรั้วมหาวิทยาลัย ในความเคลื่อนไหวของพวกเขา” นายวสิษฐ์พล กล่าว (อ่านข่าว ไอลอว์ จี้รัฐโฟกัส ‘นิรโทษกรรม’ ถาม สังคมจะเดินหน้าอย่างไร ถ้าอดีตยังไม่ถูกชำระ)

นายวสิษฐ์พล กล่าวว่า นิทรรศการครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยวัตถุจัดแสดงที่เป็นศิลปะของคนทั่วไป หากจัดแสดงโดยรัฐ ก็ต้องถูกคัดเลือกโดยรัฐ แต่ศิลปะที่พิพิธภัณฑ์สามัญชนมีการจัดแสดงวัตถุจากประชาชนคนทั่วไป มันทำให้มีเรื่องเล่าที่มีความแตกต่าง มีความหมาย
“ผมให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ อย่างเสื้อม็อบ การออกแบบ ไม่จำเป็นต้องดีไซน์เป็นมืออาชีพ แต่มันมีคุณค่า มันจับต้องได้ เราจึงเห็นคุณค่าในสิ่งนี้” นายวสิษฐ์พล กล่าว
นายวสิษฐ์พล กล่าวว่า ช่วงหลังโควิด คนกลับมาใช้ชีวิตปกติในการทำงาน ชนชั้นกลางทำงานหาเงินมีกินมีใช้ ม็อบก็อาจจะแผ่วลง การจุดติดอาจจะเป็นไปได้ยาก ไม่ได้เหมือนปีพ.ศ.2563 นอกจากนี้เลือกตั้งก็เกิดขึ้นแล้ว คนก็คิดว่าอีก 4 ปีเดี๋ยวก็เลือกใหม่ เพราะฉะนั้น เรื่องเกี่ยวกับม็อบก็อาจจะไม่ได้จุดติดในช่วงนี้

นายวสิษฐ์พล กล่าวว่า ตนอยากให้รัฐเปิดพื้นที่ให้เด็กออกมาเคลื่อนไหว พูดในประเด็นที่ตนเองอยากพูดและสนใจ อยากให้รัฐไม่ผูกการศึกษากับทุนมากเกินไป กล่าวว่า ขณะนี้รัฐมองการศึกษาว่า เราสอนเด็กเพื่อให้เรียนและไปทำงานเท่านั้น สุดท้ายพอเรียนจบไปก็มีแนวคิดว่า ทำงาน หาเงินซื้อของใช้ การที่เรามองความคิดทางสังคม ทางบริบท ทางชนชั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กออกสร้างประโยชน์ให้กับสังคมมากขึ้น ออกมาพูดเรื่องปัญหาที่เกิดกับเด็กมากขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับชนชั้นแรงงาน เพื่อสร้างแนวคิดเกี่ยวกับศีลธรรมในเด็กมากขึ้น
“ในส่วน นิทรรศการจัดโชว์ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ที่ ร้าน ประชาบาร์ Pracha Bar เขตบางรัก กรุงเทพฯ เป็นการโชว์สิ่งของเครื่องใช้จากม็อบ นักเรียน นักศึกษาในปี 2563 จะมีทั้งเป็นการจัดแสดงหนังสือพิมพ์ ที่เป็นกิมมิคของนิทรรศการคือ เราจะจัดเรียงเวลาย้อนหนัง จากปี 2564 ย้อนกลับไปปี พ.ศ.2563 ซึ่งเหมือนพาทุกคนย้อนเวลาในปี พ.ศ.2563 อีกครั้งหนึ่งถึงบรรยากาศของม็อบต่างๆในช่วงนั้น” นายวสิษฐ์พล กล่าว


