หน้าแรก การเมือง ทนายมุสลิมฯ น...

ทนายมุสลิมฯ นับถอยหลัง คดีตากใบ พ้อ ญาติยังรอ ‘ความรับผิดชอบ’  

25.10.24 | 22:24 น.

ทนายมุสลิมฯ นับถอยหลัง ‘คดีตากใบ’ พ้อ ญาติยังรอ ‘ความรับผิดชอบ’
 
เนื่องด้วย ประเทศไทยได้ลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ปี 2568-2570 ซึ่งไทยจะต้องเผชิญกับบทบาทใหม่ที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เราพร้อมรับมือกับความท้าทายนั้นหรือไม่

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ชั้น 22 The Society, Gaysorn Tower คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) ร่วมกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จัดเวทีเสวนา ‘THAILAND: HUMAN RIGHTS COUNCIL ความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชน ความท้าทายที่ยังคงอยู่ของไทยในที่นั่ง คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ชี้จุดท้าทาย ในประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ไทยยังต้องเปลี่ยนแปลง หรือเดินหน้าต่อ

บรรยากาศเวลา 18.30 น. คาเทีย คริริซซี ( Katia Chirizzi) รองผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) กล่าวเปิดงาน

ต่อมาเวลา 18.55 น. เข้าสู่ช่วงเสวนาในหัวข้อ ‘ความรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชน ความท้าทายที่ยังคงอยู่ของไทยในที่นั่ง คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ‘ โดย นายเฝาซี ล่าเต๊ะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, นายอัครชัย ชัยมณีการเกษ หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศและนโยบาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, น.ส.สัณหวรรณ ศรีสด นักกฎหมายจาก คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ), นายอูเซ็ง ดอเลาะ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จ.นราธิวาส และ น.ส.พรชิตา ฟ้าประทานไพร นักกิจกรรมเยาวชนชาวกะเหรี่ยง หมู่บ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

Advertisement

นายอูเซ็ง มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าวว่า เหตุการณ์ตากใบ ได้สร้างความเสียหายกับประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะด้านการศึกษา เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม และอื่นๆ ที่เลี่ยงไม่ได้คือ ‘กระทบสิทธิมนุษยชน’ เป็นผลจากการประกาศใช้

1.กฎอัยการศึก ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้สงสัยโดยไม่ต้องมีหมายจับ ได้ 7 วัน

2.การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เป็นการใช้อำนาจเจ้าหน้าที่ฯ ในการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไม่เกิน 30 วัน เพื่อทำการซักถาม เนื่องจากมีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ซึ่งกระทบต่อการถูกควบคุมตัวโดยไม่มีเหตุและไม่ต้องมีหมายจับ รวมทั้งการดำเนินคดี คุกคาม กดดัน ทั้งผู้ต้องสงสัยและญาติพี่น้อง ในคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัด รวมทั้งคดีตากใบด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการทรมานและบังคับให้สูญหาย ฆ่านอกระบบ หรือวิสามัญฆาตรกรรม โดยไม่สามารถหาหลักฐาน มาเอาผิดผู้กระทำได้

“กรณีคดีตากใบ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2547 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงแก่ชีวิตมากถึง 85 คน และมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 1,300 กว่าคน จุดเริ่มต้นของคดีตากใบ เกิดจากกรณีที่มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัว ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ที่รับมอบอาวุธจากเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติหน้าที่ แต่ถูกคนร้ายปล้นไป ซึ่งไม่สามารถยืนยันว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จึงมีการดำเนินคดีกับ ชรบ. ทำให้คนออกมาชุมนุมในเรียกร้องให้ปล่อยตัว”

“การสูญเสียในเหตุการณ์ตากใบ ประเด็นสำคัญคือ ก่อนสลายชุมนุม หลายๆ คนเขาพยายามจะถอนตัวออกจากสถานที่ แต่ไม่สามารถออกไปได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ปิดล้อม เมื่อสลายชุมนุมจึงไม่ทราบว่าฝ่ายไหน ตัวกลางจริง หรือประชาชน ถูกเหมารวมหมด จากกรณีสลายชุมนุมดังกล่าวมีหลักฐานค่อนข้างชัดว่า เจ้าหน้าที่มีการใช้อาวุธปืนและกระสุนจริงยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กระทั่งเสียชีวิต”

“ที่เหลือก็ใช้อำนาจควบคุมตัว ไปค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาถึง 5 ชม. วิธีการลำเลียง ไม่ทราบว่าเขามีความคิดอย่างไร เป็นที่กังขาในหมู่ญาติผู้สูญเสีย ว่าเหมาะสมหรือไม่ จนนำไปสู่การสูญเสียระหว่างควบคุมตัวมากถึง 78 ราย”

“หลังเกิดเหตุ นับตั้งแต่ปีแรก จนเกือบหมดอายุความ ปรากฏว่าในแต่ละปี ทางญาติ ผู้เสียหาย เราทำได้แค่เพียงทำกิจกรรมรำลึก และ ละหมาดขอพร ขอให้เกิดความสงบสุขใน 3 จังหวัดฯ ขณะเดียวกันประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งญาติ ก็ยังรอคอยความยุติธรรม และสงสัยว่าในเหตุคดีนี้จะต้องมีใครรับผิดชอบความเสียหาย

เคสดังกล่าว เป็นที่ทราบกันว่าในทางคดี ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีกับแกนนำที่ก่อเหตุ มีการไต่สวนการตาย ซึ่งปรากฏว่า ทางศาล จ.นราธิวาส มีคำสั่งว่า ผู้ตาย เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด จนครบรอบปีที่ 19 (ในปี 2566) เหลือเวลาเพียง 1 ปี หลังเราทำกิจกรรมรำลึกเสร็จแล้ว ก็ได้พูดคุยกับญาติ ผู้ได้รับบาดเจ็บ และเห็นพ้องที่จะใช้สิทธิตามที่กฎหมายให้อำนาจ ในการฟ้องคดีด้วยตัวเอง” นายอูเซ็งกล่าว และว่า

เราได้รวบรวมญาติ 48 คนเป็นโจทก์ในการฟ้องคดี โดย 34 คนเป็นญาติ อีก 14 คนเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งฟ้องไปเมื่อ 14 เมย. 67 มีการไต่สวนฟ้อง จนศาล จ.นราธิวาส มีคำสั่งว่าคดีมีมูล เมื่อ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เราฟ้อง 9 ราย รับว่ามีมูลเพียง 7 ราย ซึ่งคดีนี้ยังอยู่ระหว่างออกหมายจับและนำตัวจำเลย เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตัวเอง

นายอูเซ็งกล่าวด้วยว่า จากวิธีการขนส่ง ที่บังคับให้คนนอนทับเป็นชั้นๆ บนรถบรรทุก หนึ่งคันมีประมาณ 50-70 คน จากการบอกเล่าของคนที่รอดชีวิตในช่วงเวลาดังกล่าว ประการแรกคือ เขาอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอน เป็นช่วงถือศีลอด ที่ต้องอดข้าวตั้งแต่เช้ามืด กว่าจะได้กินอีกทีคือช่วงเย็น แต่ปรากฏว่าวันดังกล่าวร่างกายอ่อนล้า การบังคับให้ทับซ้อนกันทำให้เกิดการเสียชีวิต ชาวบ้านยังเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบ

“วันนี้เป็นวันสุดท้าย คดีความครบ 20 ปี เนื่องจากกฎหมายกำหนดว่า การฟ้องคดีที่มีอัตราโทษถึงชีวิต ต้องฟ้องภายใน 20 ปี วันนี้จะหมดอายุความแล้ว เราก็รอว่าภายในวันนี้ จะมีจำเลยปรากฏตัวไหม หรือจับกุมจำเลยมาพิสูจน์ตัวเองให้หายข้อข้องใจ

ในกรณีที่หากไม่สามารถควบคุมตัวจำเลยทั้ง 7 ก็จะหมดอายุความ การลงโทษตามกฎหมาย จะไม่มีทางเป็นไปได้

ญาติยังรอคอยความรับผิดชอบ รอคอยว่ารัฐบาลจะมีการออกแถลงการณ์ เพื่อแสดงความเสียใจ และปรับปรุงแก้ไขในอนาคตข้างหน้า หากเกิดกรณีแบบนี้ไม่ว่าพื้นที่ใดก็ตาม ต้องลดจำนวนผู้เสียชีวิต และอยู่บนพื้นฐานการให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ทุกคน” นายอูเซ็งกล่าว