เปิดข้อมูล Cluster Bomb คืออาวุธแบบไหน กัมพูชา กล่าวอ้างไทยใช้ ไม่ใช่ครั้งแรก
จากกรณีเว็บไซต์เดอะ พนมเฟญ โพสต์ สื่อท้องถิ่นกัมพูชา รายงานว่า นางมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ออกมาแถลงกล่าวหาฝ่ายไทย ว่าใช้ ระเบิดคลัสเตอร์ (Cluster Bomb) หรือ ระเบิดลูกปราย โจมตียอดเขาพนม กมอช (Phnom Khmaoch) ในจังหวัดโพธิสัตว์ และอีกหลายพื้นที่ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.) ซึ่งถือเป็นการละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
อีกทั้ง หน่วยงานช่วยเหลือเหยื่อ และปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAA) ออกแถลงการณ์ประณาม อ้างว่าไทยใช้ ระเบิดลูกปราย ตามแนวชายแดนกัมพูชา CMAA กังวลอย่างยิ่ง และขอประณามอย่างรุนแรง หลังจากมีรายงานว่ากองทัพไทยได้นำระเบิดลูกปรายมาประจำการในพื้นที่ชายแดนภายในเขตกัมพูชาในวันที่ 25 กรกฎาคม 2568

แถลงการณ์ยังระบุว่า ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้รับจากหน่วยงานท้องถิ่น และทีมกำจัดทุ่นระเบิดทางเทคนิคยืนยันว่า มีการนำระเบิดลูกปรายหลายลูก ที่ถูกห้ามใช้ในระดับสากล มาวางไว้ในบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้านพนมขมุช และหมู่บ้านเตโชธรรมชาติ ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อพลเรือน ผู้กำจัดทุ่นระเบิด และชุมชนตามแนวชายแดนโดยตรง และไม่เลือกปฏิบัติ
การกระทำนี้ ถือเป็นการละเมิดบรรทัดฐานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ระเบิดลูกปรายถูกห้ามใช้ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดลูกปราย (CCM) พ.ศ.2551 เนื่องจากระเบิดลูกปรายมีผลกระทบเป็นวงกว้าง และเป็นอันตรายต่อพลเรือน โดยเฉพาะเด็ก
สำหรับ คลัสเตอร์บอมบ์ (Cluster Bomb) หรือ ระเบิดลูกปราย นั้น เป็นระเบิดประเภทหนึ่ง ที่สามารถทิ้งจากอากาศยานหรือยิงจากภาคพื้นดินก็ได้ โดยภายในหัวรบมีการบรรจุระเบิดขนาดเล็ก (smaller munitions หรือ bomblets) จำนวนมาก เมื่อหัวรบหลักถูกยิงหรือไปตกเหนือเป้าหมาย เปลือกหุ้มจะแตกตัวออก
ปล่อยระเบิดขนาดเล็กออกมาสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ระเบิดขนาดเล็ก (smaller munitions) ของรัสเซีย สมัยใช้ในซีเรีย ระเบิดขนาดเล็ก (smaller munitions) ของรัสเซีย สมัยใช้ในซีเรีย
ส่วนระเบิดขนาดเล็กที่บรรจุใน Cluster Bomb แบ่งออกเป็นได้หลายประเภท เช่น ระเบิดแรงสูง ระเบิดเพลิง ระเบิดสังหารบุคคล และระเบิดติดหัวรบเคมี โดย Cluster Bomb ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งนี้ในแต่ละประเทศอาจจะมีชื่อเรียกระเบิดประเภทนี้แตกต่างกันไป หากเป็นระเบิดของเยอรมนี มีชื่อเรียกว่า Butterfly Bomb แต่ที่ถูกกล่าวขานและถูกใช้มากที่สุด คือ กับระเบิด (Mine-laying) ที่สหรัฐนำมาใช้ในสงครามที่เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

รายงานของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ระบุว่า ระเบิดลูกปรายที่ถูกนำมาใช้ในความขัดแย้งล่าสุดนั้น มีอัตราระเบิดด้านสูงถึง 40% นั่นหมายความว่าลูกระเบิดขนาดเล็กอาจตกค้างบนพื้นดิน และอาจระเบิดขึ้นได้ในภายหลังเมื่อถูกหยิบหรือเหยียบ
ทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์ แม้ว่าจะผ่านไปอีกยาวนานหลายปีหรือหลายสิบปี ประชาคมระหว่างประเทศจึงพิจารณาเห็นว่า ระเบิดลูกปรายเป็นอาวุธที่ส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรมสูง
กลุ่มสิทธิมนุษยชน ระบุว่า การใช้คลัสเตอร์บอมบ์ ในพื้นที่ที่มีประชากรอยู่อาศัยเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดย 60% ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดลูกปรายนั้น ถูกระเบิดในขณะทำกิจกรรมประจำวัน
นอกจากนี้ 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตจากระเบิดลูกปรายเป็นเด็ก กว่า 120 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดลูกปราย (Convention on Cluster Munitions: CCM) ซึ่งห้ามใช้ ห้ามผลิต ห้ามโอน และห้ามสะสม รวมทั้งต้องทำลายระเบิดลูกปรายที่มีในคลัง เก็บกู้ และทำลายระเบิดลูกปรายที่ตกค้างอยู่

ระเบิดลูกปรายถือเป็นอาวุธที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน โดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะเด็กๆ เนื่องจากลูกระเบิดมีลักษณะเหมือนของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่ถูกทิ้งไว้ในบริเวณบ้านพักอาศัยหรือไร่นา และมักถูกหยิบขึ้นมา
สำหรับข้อมูลจากรอยเตอร์ ระบุว่า ประเทศที่ยังใช้ระเบิดลูกปรายนั้น มีอย่างน้อย 15 ประเทศ ได้แก่ เอริเทรีย เอธิโอเปีย ฝรั่งเศส อิสราเอล โมร็อกโก เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม การออกมาประท้วงหรือประณามของกัมพูชาที่กล่าวอ้างประเทศไทยใช้อาวุธดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อ ค.ศ.2011 ประเทศไทยเคยถูกกัมพูชากล่าวหาในประเด็นการใช้อาวุธดังกล่าวมาแล้ว คลิกอ่านรายละเอียด


