หน้าแรก การเมือง อนุทิน คิกออฟ...

อนุทิน คิกออฟ ไทยช่วยไทยพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ ปลื้มกู้ในประเทศเสียดอกเบี้ยแค่ 1.2%

16.06.26 | 06:30 น.

อนุทิน คิกออฟ ไทยช่วยไทยพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ ปลื้มกู้ในประเทศเสียดบ.แค่ 1.2% เอกนิติชี้สหรัฐ-อิหร่านหยุดยิงสัญญาณดี จ่อปรับเป้าจีดีพีปีนี้

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ของผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.-30 ก.ย.69 ระหว่างเวลา 06.00-21.00 น. ผ่านแอrพลิเคชั่นเป๋าตัง
นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลขอบคุณกระทรวงการคลัง หน่วยงานในสังกัด และผู้ประกอบการทุกท่านโดยเฉพาะผู้ประกอบการเดลิเวอรี่ ไลน์แมน แกร็บฟู้ด และช้อปปี้ เข้ามาช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้นโยบายไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลเกิดการกระจายตัวมากขึ้น สำคัญที่สุดคือทำให้ประชาชนเข้าโครงการนี้เกิดความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย และเป็นการเพิ่มรีสกิลอัพสกิล ทำให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงเทคโนโลยีเอไอมากขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีทันสมัยเพิ่มยอดขาย และขนาดของกิจการ แต่เห็นผลชัดเจนคือทุกครั้งที่ทำโครงการลักษณะนี้ จะทำให้ประชาชนซื้อของได้ถูกลง ผู้ขายขายของได้มากขึ้น เรียกว่าไทยช่วยไทย หรือวินวิน ชนะกันทุกฝ่าย พื้นฐานของโครงการแม้จะเป็นการร่วมจ่าย แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้น คือการเพิ่มยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการ เท่าที่ทราบทุกรายมียอดขายเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 5 เท่าช่วงมีโครงการ บางรายทำได้ดีก็เพิ่มขึ้น 9-10 เท่า สิ่งสำคัญคือการปรับฐานเมื่อมียอดขายเพิ่มขึ้น มีช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้ามากขึ้น เมื่อโครงการจบลงจะทำให้ปรับฐานรายได้ของผู้ค้าขึ้น 2 เท่ากว่าๆ แน่นอน ถือว่าเป็นการตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมีโครงการกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าถึงเทคโนโลยีอัพสกิลรีสกิลเพิ่มยอดขาย และมีส่วนร่วมทำให้เศรษฐกิจของชาติมั่นคง เพิ่มเม็ดเงินเข้าในระบบ ที่สำคัญต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง และประชาชนทุกคน ช่วยให้รัฐบาลมีแหล่งระดมเงินทุนมาเพื่อใช้ในโครงการนี้ เงินทุนเราระดมมาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้โครงการนี้ แม้จะเรียกว่าเป็นเงินกู้ แต่วัตถุประสงค์ของการดำเนินการครั้งนี้คือให้เกิดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ รัฐไม่ได้เอาเงินมาจ่ายให้ประชาชน แต่เป็นการร่วมกันโดยประชาชนมีส่วนร่วมใช้จ่าย ทำให้มีเม็ดเงินเข้าระบบมหาศาล และปลอดภัย เพราะไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน กู้มาเท่าไหร่ก็เป็นเงินบาท อีกกี่ปีจะชำระหนี้ก็เป็นเงินบาท ดอกเบี้ยขณะนี้อยู่ที่ 1.2% ตอนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเสนอ บอกว่าไม่เกิน 3% ตอนนั้นรัฐตกลงเพื่อเม็ดเงินจะได้กระจายในระบบ แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรา สภาพคล่องและจำนวนเงินมีในระบบ เราสามารถใช้กลไกรูปแบบต่างๆ ระดมเงินนี้เข้ามา ส่งต่อไปยังประชาชนด้วยต้นทุนเพียง 1.2% ต่อปี คือรัฐกู้มาดอกเบี้ย 1.2% ต่อปี ดังนั้นจึงไม่ใช่ภาระของประชาชนแบบหลายคนเข้าใจ แต่รัฐมีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี รัฐบาลมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยผ่อนจ่ายเงินกู้ได้กู้มาให้กับประชาชนด้วยตัวรัฐบาลเอง ไม่ไปรบกวนประชาชนหรือออกมาตรการใดๆ ทำให้ต้นทุนการดำรงชีวิตประชาชนเพิ่มขึ้น เพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องดำเนินการสิ่งเหล่านี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน บรรลุข้อตกลงหยุดยิง และจะลงนามวันที่ 19 มิ.ย.นี้ว่า หากสงครามยุติ ก็เป็นสัญญาณที่ดี ทั้งเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย อย่างน้อยเมื่อสงครามสงบก็เข้าสู่โหมดการฟื้นฟู เชื่อว่าราคาพลังงานจะลดลง ไม่กลับไปเท่าเดิม เป็นการลดความเสี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจโลก เพราะวิกฤตเริ่มจากราคาพลังงานสูงขึ้นก่อนช่วงสงครามเยอะมาก ฉะนั้นช่วงนี้คงลดลงมาหน่อย แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือวิกฤตต้นทุนส่งผลต่อราคาสินค้า โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีจุดประสงค์เพื่อการลดต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าต่างๆ ผู้ประกอบการสะท้อนว่าทำให้ยอดขายดีขึ้น วิกฤตทรัมป์ ถ้าจบลง เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จีดีพีโลกน่าจะดีขึ้น น่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นกว่าคาดการณ์ สิ่งต้องคาดการณ์หลังจากนี้คือผลกระทบจากรายย่อย โดยเฉพาะราคา เงินเฟ้อสูงขึ้น เราต้องติดตามและช่วยลดผลกระทบดังกล่าว ดังนั้นหวังว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วง 3-4 เดือนนี้จะช่วยลดต้นทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน

เมื่อถามว่าจะต้องประเมินจีดีพีไทยใหม่หรือไม่ หลังสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านดีขึ้น นายเอกนิติกล่าวว่า ต้องมารีวิวกันใหม่ แต่ก็ไม่อยากให้ดีใจหรือตกใจในบางเหตุการณ์ เพราะโลกมีความผันผวนตลอดเวลา วันนี้สงบ แต่วันหนึ่งอาจจะกลับมาอีกก็ได้ ต้องระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมช่วยรายย่อย
สงครามสงบเงินกู้ยังจำเป็น

เมื่อถามว่าการใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 2 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ หากราคาน้ำมันลดลง นายเอกนิติกล่าวว่า วิกฤตพลังงานที่ผ่านมากระทบทั้งโลก ต่อให้สงครามจบ แต่แหล่งน้ำมันถูกทำลายไปเยอะ ดังนั้นสถานการณ์จะกลับมาเป็นเหมือนช่วงก่อนสงครามนั้น เป็นไปได้ยาก เราต้องอยู่ในโลกของนํ้ามันแพงอย่างน้อย 1-2 ปี หากเราไม่ปรับตัวตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อสงครามกลับมากระทบกับราคาพลังงานอีกครั้ง เราจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว เราต้องช่วยคนให้เปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยการติดแผงโซลาร์มากขึ้น

Advertisement

เมื่อถามย้ำว่ามาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยังเดินหน้าใช่หรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ยังเดินหน้าต่อ เพราะทุกคนมองว่าประเทศไทยพึ่งพาน้ำมัน และนำเข้าน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติสูงมาก วันที่น้ำมันแพงเราจะทำอย่างไร ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านยังจำเป็น

เมื่อถามว่ามีการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานใช้งบ 2 แสนล้านที่เหลือแล้วหรือยัง นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงต่างๆ ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการแล้ว เตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พร้อมยืนยันว่าเราต้องการช่วยทั้งคนและการเปลี่ยนผ่าน

เมื่อถามว่าการประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย.) จะทบทวนหลักเกณฑ์ภาษี สำหรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังขอรอดูตัวเลข แต่พรุ่งนี้จะยังไม่มีการเสนอ