หน้าแรก การเมือง ‘สหรัฐ-อิหร่า...

‘สหรัฐ-อิหร่าน’ดีลยุติสู้รบ โจทย์ใหญ่‘ไทย’ในระเบียบโลกยุคใหม่

17.06.26 | 12:13 น.

‘สหรัฐ-อิหร่าน’ดีลยุติสู้รบ
โจทย์ใหญ่‘ไทย’ในระเบียบโลกยุคใหม่

หมายเหตุความเห็นและข้อเสนอแนะนักวิชาการกรณีสหรัฐและอิหร่านได้ลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามและจะเปิดให้เรือแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าเป็นการยุติจริงหรือไม่ หรือแค่ผ่อนคลายระยะหนึ่ง และประเทศไทยควรปรับตัว รับมือสถานการณ์นี้อย่างไร

ปิยณัฐ สร้อยคำ
ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศบนเวทีการประชุม G7 ที่ฝรั่งเศสว่า สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุ “ข้อตกลงสันติภาพ” พร้อมระบุว่ามีการลงนามในเอกสารเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกจะกลับมาเปิดใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ ข่าวดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมในเวทีเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศทันที โดยเฉพาะการตอบรับเชิงบวกจากตลาดการเงินและราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในมิติรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจยังไม่ใช่ “สันติภาพสมบูรณ์” แต่เป็นเพียงการ “ผ่อนคลายความตึงเครียด” ในระยะสั้น เพื่อเปิดพื้นที่สู่การเจรจาในระยะถัดไปมากกว่า โดยข้อตกลงดังกล่าวยังอยู่ในลักษณะของ “กรอบความเข้าใจ” ซึ่งมีเป้าหมายเร่งด่วนเพื่อยุติการโจมตีทางทหาร เปิดเส้นทางเดินเรือ และลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจของโลก แต่ยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์ที่แก้ไขรากเหง้าของความขัดแย้งได้ทั้งหมด

Advertisement

พบว่ารายละเอียดของข้อตกลงยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน ทั้งฝ่ายสหรัฐและอิหร่านยังให้ข้อมูลที่แตกต่างกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านความมั่นคง ซึ่งล้วนเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ยากต่อการประนีประนอม แม้ฝ่ายอิหร่านจะแสดงท่าทีว่าจะไม่เดินหน้าสู่อาวุธนิวเคลียร์ และพร้อมกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา ขณะที่สหรัฐส่งสัญญาณพิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร แต่ประเด็นดังกล่าวยังอยู่บนเงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบและใช้เวลาอีกมาก จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าวิกฤตตะวันออกกลางได้สิ้นสุดลงแล้ว

อีกประเด็นสำคัญคือ ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้มีเพียง อเมริกา และอิหร่าน เป็นคู่กรณีหลักเท่านั้น แต่ยังมี “ตัวแสดง” อีกหลายประเทศที่มีผลประโยชน์และบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะอิสราเอล ซึ่งยังคงมีท่าทีระมัดระวังต่อข้อตกลงดังกล่าว นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรี ยืนยันชัดเจนว่า อิสราเอลยังคงมี “เสรีภาพในการดำเนินการทางทหาร” หากเกิดภัยคุกคามใหม่ และไม่ได้ยืนยันว่าจะยุติปฏิบัติการทั้งหมดในเลบานอน โดยเฉพาะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน นั่นหมายความว่า แม้สหรัฐและอิหร่านจะลดความตึงเครียดลง แต่ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคยังไม่จบ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีประเทศมหาอำนาจและผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ทั้งยุโรป รัสเซีย จีน ตลอดจนประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ที่ต่างจับตาและมีผลประโยชน์ด้านพลังงาน ความมั่นคง และเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับวิกฤตครั้งนี้โดยตรง จึงอาจกล่าวได้ว่า “ข้อตกลงครั้งนี้เป็นเพียงการพักรบทางยุทธศาสตร์ มากกว่าการยุติความขัดแย้งอย่างแท้จริง”

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในระยะสั้นคือ “ผลเชิงบวกทางเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่เริ่มลดลง หลังมีความหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้มากขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เพราะเป็นเส้นทางที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติของโลกกว่า 20% ต้องขนส่งผ่าน การปิดหรือจำกัดการเดินเรือที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นทั่วโลก และกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้า การขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นหากสถานการณ์คลี่คลายลงจริง แม้เพียงบางส่วน ก็จะช่วยให้ราคาน้ำมันปรับลดลง ส่งผลดีต่อภาคโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้า และต้นทุนการผลิตของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองสถานการณ์นี้ด้วยความโล่งใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เป็น “บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต โดยประเทศไทยควรเร่งปรับตัวใน 2 ประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก คือ การพัฒนาพลังงานทางเลือก วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้สะท้อนชัดว่า โลกยังเปราะบางต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ดังนั้น ไทยควรเร่งลงทุนและส่งเสริมพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานลม หรือรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด หากไทยยังพึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากเกินไป ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ความผันผวนของต้นทุนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทันที ทั้งค่าขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน

ประเด็นที่สอง คือ การสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ โลกหลังวิกฤตอาจเปลี่ยนทิศทางห่วงโซ่อุปทานและการค้า ไทยจึงควรมองหา “ตลาดใหม่” และ “หุ้นส่วนใหม่” มากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก แอฟริกา และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งด้านประชากร ตลาดผู้บริโภค และเส้นทางการค้าที่ยืดหยุ่นมากขึ้น หลายประเทศในภูมิภาคดังกล่าวไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อีกทั้งบางเส้นทางยังมีข้อได้เปรียบด้านการขนส่งที่ใกล้กว่า ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือเพียงจุดเดียว และยังเปิดโอกาสให้ไทยกระจายตลาดส่งออก ลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ท้ายที่สุด แม้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะเป็น “ข่าวดี” ต่อเศรษฐกิจโลกและช่วยลดความตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง แต่การจะเรียกสิ่งนี้ว่า “สันติภาพ” อย่างเต็มรูปแบบอาจยังเร็วเกินไป เพราะรายละเอียดสำคัญจำนวนมากยังรอการเจรจา และความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคยังไม่ได้ยุติลงโดยสมบูรณ์ ดังนั้น คำตอบของคำถามว่า “โลกยุติศึกจริงหรือไม่” อาจยังไม่ใช่ “ใช่” แบบเด็ดขาด แต่เป็นเพียง “การผ่อนคลายความตึงเครียด” ที่ช่วยให้โลกมีเวลาหายใจ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง ท่ามกลางความหวังที่ยังต้องเดินควบคู่กับความระมัดระวัง

สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเฝ้ารอว่าวิกฤตจะจบเมื่อใด แต่คือการเตรียมตัวให้พร้อมต่อโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และใช้โอกาสจากความเปลี่ยนแปลงนี้ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

แนวโน้มล่าสุดการเคลื่อนไหวสหรัฐอเมริกาและอิหร่านถึงสัญญาณการเจรจาสันติภาพและความเป็นไปได้ของข้อตกลงหยุดยิง เริ่มมีสัญญาณเชิงบวก แม้สถานการณ์จะยังมีความไม่แน่นอนและอาจมีการผิดข้อตกลงบ้างในบางระยะ แต่เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายต่างต้องการทางออกเนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก

การพิจารณาหยุดยิงไม่ได้หมายถึงการยุติความขัดแย้งโดยสมบูรณ์ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการผ่อนคลายความตึงเครียด พร้อมกับการต่อรองผลประโยชน์ในประเด็นสำคัญต่างๆ รวมถึงมาตรการทางการเงินและการชดเชยความเสียหายบางส่วน

ทั้งสองประเทศอยู่ในจุดที่ต้องหาทางลง สหรัฐกำลังเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง ขณะที่อิหร่านเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง โดยมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 40% ปัจจัยเหล่านี้บีบให้ทั้งคู่ต้องประคับประคองข้อตกลง แม้อาจมีความผันผวนเกิดขึ้นบ้าง แต่โอกาสเกิดสงครามใหญ่ถือว่าตัดออกไปได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดกระบวนการเจรจาดังกล่าวยังเป็นเพียงการดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่แต่ละฝ่ายต้องปฏิบัติตาม มีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านประมาณ 30-40 วัน เพื่อดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน ก่อนจะเข้าสู่การเจรจาในรายละเอียดที่สำคัญภายในกรอบเวลาประมาณ 60 วัน

สำหรับประเด็นหลักในการเจรจา คือเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยอิหร่านยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีเป้าหมายพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และยังเป็นสมาชิกสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ซึ่งอนุญาตให้ประเทศสมาชิกสามารถพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติได้ อย่างไรก็ดี สหรัฐและอิสราเอลยังคงกังวลต่อการเพิ่มระดับความเข้มข้นของยูเรเนียมที่อิหร่านดำเนินการอยู่ เนื่องจากมองว่าอาจเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ในอนาคต ส่งผลให้ประเด็นการตรวจสอบ การจำกัดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม รวมถึงการจัดการกับปริมาณยูเรเนียมที่มีอยู่ในปัจจุบัน จะเป็นหัวใจสำคัญของการเจรจารอบต่อไป

แต่หากมองในภาพรวมสรุปหลักๆ ข้อตกลงระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายคือ อิหร่านต้องการให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าถึงทรัพย์สินหรือเงินทุนที่ถูกอายัดไว้ ขณะที่สหรัฐต้องการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเด็นราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตทั่วโลก

ทั้งนี้ มองว่าโอกาสที่จะเกิดสงครามขนาดใหญ่ในระยะนี้มีค่อนข้างน้อย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เป็นผลดีต่อใคร และกำลังอยู่ในจุดที่จำเป็นต้องหาทางลงร่วมกัน สิ่งสำคัญคือทั้งสองฝ่ายจะต้องรักษาข้อตกลงหยุดยิง และหลีกเลี่ยงการ
กระทำที่อาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางทหารโดยตรง หรือการเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค เพราะหากเกิดการผิดเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดได้อีก

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ประเมินว่า หากสถานการณ์เป็นไปตามฉากทัศน์ที่ดีที่สุด ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะยังสูงกว่าระดับปกติ แต่จะไม่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว เศรษฐกิจโลกยังสามารถขยายตัวได้ประมาณ 2.7-2.8% และจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หลายฝ่ายกังวลก่อนหน้านี้

ส่วนเศรษฐกิจไทย มองว่าจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะภาคการส่งออก แม้ในช่วงต่อจากนี้อาจชะลอตัวลงบ้างจากปัจจัยภายนอก แต่ภาพรวมทั้งปีคาดว่าการส่งออกยังมีโอกาสขยายตัวได้ 6-7% ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งในช่วง 3-4 เดือนแรกของปีมีการยื่นขอรับการส่งเสริมในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวมากกว่า 10%

หากรัฐบาลสามารถเร่งรัดมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน หรือ Fast Track ต่างๆ ได้มากขึ้น ก็จะช่วยสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนให้เติบโตต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้ สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้แนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นหลังความกังวลด้านสงครามลดลง แต่ยังต้องใช้เวลา เนื่องจากต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าโดยสารเครื่องบิน ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้อัตราการฟื้นตัวอาจต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ประมาณ 1.8-2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจอยู่ในระดับมากกว่า 2% เล็กน้อย โดยยังถือเป็นระดับที่บริหารจัดการได้

ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมวงเงินสำรองประมาณ 200,000 ล้านบาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินและความผันผวนจากสถานการณ์โลกนั้น เห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากแม้แนวโน้มโดยรวมจะดีขึ้น แต่โลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้การเตรียมเงินสำรองไว้รับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงยังไม่หมดไป การบริหารประเทศในช่วงนี้จึงต้องอยู่บนพื้นฐานของความระมัดระวังและการ เตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

จากการประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่จะเริ่มคลี่คลายลง แม้สถานการณ์จะไม่ร้ายแรงแล้ว แต่ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวได้สูงขึ้น ผ่านข้อเสนอทั้ง 6 ประเด็น ที่ถือเป็นภารกิจต่อเนื่องที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ได้แก่ 1.รัฐบาลควรลดการพึ่งพานโยบายลักษณะลดแลกแจกแถม และหันมาเร่งรัดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างจริงจัง รวมทั้งเร่งดำเนินมาตรการ Fast pass 2.มุ่งเน้นการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและการยกระดับทักษะแรงงาน โดยการลงทุนใหม่ควรพุ่งเป้าไปที่กลุ่มเทคโนโลยีที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์, เซมิคอนดักเตอร์ และทางด้านดาต้า นอกจากนี้ รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างและยกระดับทักษะแรงงานในประเทศให้สอดรับกัน

3.รุกตลาดส่งออกทั้งเก่าและใหม่ ในด้านการส่งออก รัฐบาลต้องรักษาฐานตลาดเก่าอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป ควบคู่ไปกับการเร่งขยายสัดส่วนในตลาดใหม่ เช่น กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง 4.เร่งเดินหน้าเจรจา FTA เขตการเกษตร กับสหภาพยุโรป เปรู และประเทศอื่นๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและสร้างแต้มต่อทางการค้า 5.แนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องเปลี่ยนผ่านจากการช่วยเหลือชั่วคราวด้านต้นทุนต่างๆ ไปสู่การช่วยเสริมสร้างให้เอสเอ็มอี นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้พัฒนาสินค้าและบริการเพื่อให้มีศักยภาพเพียงพอที่จะแข่งขันได้ในระดับโลก

และ 6.แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังเผชิญความท้าทายจากราคาค่าโดยสารที่อยู่ในระดับสูง แต่เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย รัฐบาลควรถือเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งผลักดันและกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตได้เร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม