อนุสรณ์ ยก 6 ข้อ ความท้าทายของขบวนการประชาธิปไตยต่อการสร้าง “สันติธรรมประชาธิปไตย”
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ และ อดีตกรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้บรรยายหัวข้อ “ความท้าทายของขบวนการประชาธิปไตยต่อการเสริมสร้างสันติธรรมประชาธิปไตย” ในงานเปิดที่ทำการแห่งใหม่ ร่วมเปิดพื้นที่สาธารณะทางปัญญา Living Democracy PRIDI Democracy and Peace Hub ของสถาบันปรีดี พนมยงค์ และ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ ความว่า ขบวนการประชาธิปไตยในไทยและในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ล้วนมีเป้าหมายร่วมกัน คือ การเรียกร้อง สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และ ทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
ขบวนการประชาธิปไตยในหลายประเทศต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุขึ้นจึงสามารถสถาปนา “สันติธรรมประชาธิปไตย” ให้เกิดขึ้นได้ บางขบวนการใช้เวลาสั้นกว่า แต่สังคมก็สามารถเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมา ก้าวหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง หยุดนิ่งบ้าง แต่ทุกขบวนการเป็นการเดินทางไกลทั้งสิ้น ชัยชนะระยะสั้นต่อระบอบอำนาจนิยม หรือ ระบอบเผด็จการทหารไม่อาจดำรงรักษาต่อไปได้ หากไม่มีการสถาปนา สถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง หยั่งรากลึก
ขบวนการประชาธิปไตยในไทยมีสายธารต่อเนื่องกันมาแม้นคนในขบวนการในแต่ละช่วงเวลาจะล้มหายตายจากไปตามอายุขัยและเสียสละชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ ขบวนการ รศ. 103 นำโดย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เรียกร้องรัฐธรรมนูญในสมัยรัชกาลที่ 5 ขบวนการทหารประชาธิปไตย รศ. 130 ต่อเนื่องมายัง ขบวนการอภิวัฒน์สยาม 2475 โดย คณะราษฎร ที่มี พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ และ มี ท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เป็น มันสมองสำคัญในการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ผ่านเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยหลายยุค เหตุการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์ 6 ตุลา เหตุการณ์พฤษภา 35 เหตุการณ์พฤษภา 53 และ การเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันหลักของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2563
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวถึงความท้าทายของขบวนการประชาธิปไตยในการสร้าง “สันติธรรมประชาธิปไตย” มีดังต่อไปนี้
1.ปัญหาความไม่มีเอกภาพในขบวนการและความแตกแยก การขยายแนวร่วม พันธมิตรมากขึ้น พร้อมกับความมีเอกภาพของขบวนการท่ามกลางความหลากหลายของผลประโยชน์และ มียุทธศาสตร์และเป้าหมายชัดเจน “การแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเอาชนะต่อเครือข่ายอำนาจนิยม อนุรักษ์นิยม จารีตขวาจัดปรปักษ์ประชาธิปไตย ได้ การจัดตั้งของเครือข่ายอำนาจนิยมนั้นมีความเข้มแข็ง ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย มีนวัตกรรมใหม่ๆทางการเมือง
2.การต่อสู้กับสงครามข้อมูลข่าวสารบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาธิปไตย สร้างความเกลียดชัง ปลุกลัทธิคลั่งชาติเพื่อทำลายสันติภาพ สร้างความขัดแย้งรุนแรง
3.ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคม กดทับ ประชาชนจนขาดความกระตือรือร้นทางการเมือง เกิดภาวะความเพิกเฉยทางการเมือง ขบวนการประชาธิปไตยจะเข้มแข็งได้ต้องอาศัยพลเมืองผู้ตื่นรู้ Active Citizen ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การเมือง สังคมครั้งใหญ่ ต้องหยุดโครงสร้างที่กดทับ “คนส่วนใหญ่” ไม่ให้เข้าถึงโอกาส ไม่สามารถเข้าถึงความจำเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม โครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเหล่านี้จะทำให้ ประชาธิปไตยแบบไทยไทยไม่มีสันติสุข เกิดความรุนแรงทางการเมือง ความขัดแย้งทางสังคมเป็นระยะๆ มี “รัฐประหาร” เฉลี่ย 4-5 ปีต่อครั้ง ยังคงเป็นประเทศด้อยพัฒนาทางประชาธิปไตยแม้นจะมีการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนา มาแล้วเกือบ 94 ปี
4.ปัญหาการถูกทำลายและแทรกแซงโดยอำนาจรัฐแบบอำนาจนิยม ที่ต้องการกำกับ ควบคุมและต้องการปกป้องผลประโยชน์ที่เกิดจากการขุดรีดและเอารัดเอาเปรียบให้อยู่กับกลุ่มตนต่อไป โดยไม่ยอมแบ่งปันให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศอย่างเป็นธรรม
5.ปัญหาการผูกขาดอำนาจและการใช้อำนาจโดยมิชอบ นำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันและละเมิดสิทธิฝ่ายตรงข้าม
6.ปัญหาการคงอยู่ของระบอบการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ คสช และ รัฐธรรมนูญปี 2560 อำนาจอธิปไตยของประชาชน และ ระบอบประชาธิปไตยกำลังอยู่ในความสุ่มเสี่ยงจากความไม่เชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ความไม่เชื่อมั่นเป็นผลจากรัฐธรรมนูญที่ทำให้ที่มาขององค์กรอิสระไม่ยึดโยงกับประชาชน มีปัญหาความโปร่งใสในการทำงาน การดำเนินการและตัดสินคดีที่ไม่มีมาตรฐานหรือหลายมาตรฐาน ตลอดจนการขยายอำนาจและใช้อำนาจเกินขอบเขตรุกล้ำอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร การปฏิรูปองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 (ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ป.ป.ช., สตง., สิทธิมนุษยชน) กลายเป็นประเด็นสำคัญในประชาธิปไตยไทยช่วงปี 2569 เนื่องจากถูกวิจารณ์ว่าใช้อำนาจมากเกินไป ขาดความรับผิดชอบต่อประชาชน และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง ข้อเสนอหลักคือการปรับปรุงที่มาและการตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจ เราต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดการปฏิรูปองค์กรอิสระก่อนประชาธิปไตยล่มสลาย การจัดสมดุลอำนาจตามความต้องการของเครือข่ายจารีตอนุรักษ์ที่ไม่เชื่อมั่นในเจตจำนงและเสียงของราษฎรได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญปี 2560 องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนืออำนาจของประชาชนและอำนาจขององค์กรที่มาจากประชาชน
รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ตนขอยกตัวอย่าง บทเรียนของขบวนการประชาธิปไตยในสองประเทศ ประเทศแรก คือ ประเทศแอฟริกาใต้ เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของแอฟริกาใต้ คือ การต่อสู้กับระบอบอำนาจนิยมการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งถูกสถาปนาขึ้นโดย ผู้ปกครองชาวผิวขาวที่มีแนวคิดเผด็จการอำนาจนิยม ระบอบนี้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนผิวดำและกลุ่มคนผิวสีอื่น ๆ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่กว่าร้อยละแปดสิบของประเทศ ให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านกฎหมายที่บังคับแบ่งแยกที่อยู่อาศัย การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และการริบสิทธิทางการเมืองทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางการกดขี่ ขบวนการประชาธิปไตยนำโดยพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกา หรือเอ็นซี เริ่มขับเคลื่อนการต่อสู้อย่างเข้มข้น โดยมีเนลสัน แมนเดลา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนสำคัญ ในช่วงแรกของการต่อสู้ช่วงทศวรรษ 1950 แมนเดลาและขบวนการยึดมั่นในแนวทางอารยะขัดขืนและการประท้วงโดยสันติวิธีตามแนวคิดของมหาตมะ คานธี อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ชาร์ปวิลล์ เมื่อปี 1960 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วงอย่างสงบจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและรัฐบาลได้ประกาศให้พรรคเอเอ็นซีเป็นกลุ่มผิดกฎหมาย เหตุการณ์นี้ทำให้แมนเดลาตระหนักว่าสันติวิธีอาจไม่เพียงพอต่อการต่อกรกับรัฐบาลที่ไร้ความปรานี เขาจึงตัดสินใจร่วมก่อตั้งกองกำลังติดอาวุธเพื่อทำลายล้างโครงสร้างรัฐ จนกระทั่งถูกจับกุมและพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในการพิจารณาคดีริโวเนียเมื่อปี 1964 แม้แมนเดลาจะถูกคุมขังเป็นเวลานานถึงยี่สิบเจ็ดปีที่เกาะร็อบเบน แต่การต่อสู้ภายนอกคุกกลับไม่จบ ในช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 ขบวนการประชาธิปไตยได้รับการขับเคลื่อนต่อโดยคนรุ่นใหม่ เกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ของนักเรียนในย่านโซเวโต ประกอบกับแรงกดดันรอบทิศทางจากสังคมโลกที่ร่วมกันคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การค้า และการกีฬาต่อแอฟริกาใต้อย่างรุนแรง จนระบบเศรษฐกิจของประเทศเริ่มเผชิญกับภาวะล่มสลาย แรงกดดันมหาศาลนี้บีบให้ เดอ คลาร์ก ประธานาธิบดีผิวขาวคนสุดท้าย ตัดสินใจประกาศยกเลิกการแบนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามและปล่อยตัวเนลสัน แมนเดลา เป็นอิสระในปี 1990 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาทางการเมืองครั้งประวัติศาสตร์
บทเรียนจาก ความสำเร็จของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ ให้บทเรียนอะไรกับประเทศไทย
1) ยุทธศาสตร์ “การให้อภัยแต่ไม่ลืม” และความเป็นผู้นำของแมนเดลา หัวหน้าขบวนการประชาธิปไตย หัวใจที่ไร้ความแค้นของแมนเดลา และ การยอมรับการดำรงอยู่ความแตกต่างหลากหลายภายใต้ชาติเดียวกัน ไม่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการปลุกกระแสสร้างความเกลียดชังต่อกัน เป็น “Rainbow Nation” (ชนชาติสีรุ้ง) ที่ทุกสีผิวต้องอยู่ร่วมกันได้ 2) ความกล้าหาญจริยธรรมของ เอฟ. ดับเบิลยู. เดอ คลาร์ก ตระหนักดีว่าขืนรักษาระบอบนี้ไว้ ประเทศจะล่มสลาย เขากล้าขัดใจกลุ่มคนผิวขาวหัวรุนแรงเพื่อหันมาเจรจากับแมนเดลา 3) การคว่ำบาตรจากนานาชาติ (International Sanctions) กดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด แรงกดดันทางเศรษฐกิจนี้บีบให้กลุ่มทุนและนักธุรกิจผิวขาวในประเทศเริ่มหันมากดดันรัฐบาลตัวเองว่า “ระบอบเหยียดผิวไม่มีอนาคตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป”4) กลไกสร้างความสมานฉันท์: คณะกรรมการเสาะหาความจริงและความปรองดอง (TRC) หลังได้รับชัยชนะ แอฟริกาใต้ไม่ได้ใช้วิธีลากตัวผู้คุมหรือทหารผิวขาวไปขึ้นลานประหาร แต่ใช้คณะกรรมการ Truth and Reconciliation Commission (TRC) นำโดยอาร์ชบิชอป เดสมอนด์ ตูตู กลไกนี้คือ “หากคุณยอมรับสารภาพความจริงว่าเคยทำสิ่งโหดร้ายอะไรไว้ในยุคเก่า คุณจะได้รับอภัยโทษ” กระบวนการนี้ทำให้ญาติผู้สูญเสียได้รู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่พวกเขารัก และทำให้สังคมสามารถเยียวยาแล้วเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องลงเอยด้วยการล้างแค้นไม่รู้จบ
ชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสามารถเอาชนะการกดขี่ที่หยั่งรากลึกได้ด้วยการผสมผสานระหว่าง ความเด็ดเดี่ยวในการต่อสู้ และ ความพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่ออนาคต
ประเทศที่สอง คือ เกาหลีใต้ บทเรียนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยและการโค่นล้มระบอบเผด็จการทหารของเกาหลีใต้ เส้นทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นมหากาพย์การต่อสู้อันยาวนานกว่าสามทศวรรษที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา และชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ขบวนการประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ขับเคลื่อนผ่านหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายครั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการปฏิวัติ 19 เมษายน 1960 ที่นักศึกษาและประชาชนลุกฮือโค่นล้มประธานาธิบดีอีซึงมันได้สำเร็จ แม้ประเทศจะถูกยึดอำนาจซ้ำเล่าในเวลาต่อมา จิตวิญญาณการต่อสู้ก็ถูกส่งต่อมาถึงขบวนการประชาธิปไตย ควังจู ในเดือนพฤษภาคม 1980 ซึ่งการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารของชอนดูฮวานในครั้งนั้นถูกรัฐบาลสั่งทหารเข้าปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมจนมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน แม้จะจบลงด้วยความบอบช้ำ แต่โศกนาฏกรรมควังจูได้กลายเป็นปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตยไว้ในใจคนทั้งประเทศ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเกิดจากการเติบโตของชนชั้นกลางจากการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคก่อนหน้า เมื่อคนกลุ่มนี้ตัดสินใจละทิ้งความเพิกเฉยแล้วก้าวลงถนนร่วมกับกลุ่มนักศึกษาและผู้ใช้แรงงาน รัฐบาลทหารจึงไม่สามารถใช้กำลังปราบปรามขนานใหญ่ได้เพราะจะทำให้ระบบเศรษฐกิจพังพินาศทันที นอกจากนี้ยังเกิดจากความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่เหนียวแน่นระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ โดยมีโบสถ์คริสต์ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการกระจายความจริง สื่อมวลชนกล้าหาญตีแผ่ความฉ้อฉล และสหภาพแรงงานร่วมขับเคลื่อนนัดหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ
ปัจจัยภายนอกและเงื่อนไขระดับโลกได้กลายเป็นตัวบล็อกอำนาจเผด็จการทหารได้อย่างประจวบเหมาะ เนื่องจากเกาหลีใต้กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกรุงโซลในปี 1988 ทำให้ผู้นำทหารไม่กล้าสั่งล้อมปราบประชาชนเพราะกลัวนานาชาติบอยคอต ซึ่งจะทำลายชื่อเสียงบนเวทีโลกของประเทศอย่างย่อยยับ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวห้ามไม่ให้รัฐบาลทหารใช้กำลังปราบปรามเด็ดขาด ในที่สุด รัฐบาลเผด็จการทหารจึงต้องยอมจำนนต่อพลังมวลชน และออกคำประกาศในวันที่ 29 มิถุนายน 1987 ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงจากประชาชน เปลี่ยนผ่านเกาหลีใต้จากประเทศเผด็จการทหารสู่ประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์และทรงพลังในเอเชียตะวันออกจนถึงปัจจุบัน
ปัจจัยที่ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเกาหลีใต้สำเร็จได้ด้วยปัจจัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และแรงกดดันจากภายนอก ดังนี้ครับ
1) การเติบโตของ “ชนชั้นกลาง คอเสื้อขาว” (White-Collar Workers)
2) ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง “นักศึกษา-ศาสนจักร-แรงงาน” ขบวนการต่อสู้ในเกาหลีใต้มีโครงสร้างที่เหนียวแน่นมาก นักศึกษาทำหน้าที่เป็นแนวหน้า โบสถ์คริสต์ (ทั้งคาทอลิกและโปรเตสแตนต์) ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ในการหลบซ่อนและกระจายข่าวความจริง ขณะที่กลุ่มสหภาพแรงงานช่วยขับเคลื่อนการนัดหยุดงานประท้วง ทำให้ขบวนการมีพลังขับเคลื่อนในทุกมิติ
3) ชนวนเหตุที่สะเทือนใจและขุดคุ้ยความจริงสำเร็จการเสียชีวิตของพัคจงชอลจากการถูกทรมานด้วยน้ำ (Waterboarding) รัฐบาลพยายามปกปิดว่า “เขาช็อกหัวใจวายไปเอง” แต่แพทย์และเจ้าหน้าที่คุกที่รักความถูกต้องได้แอบส่งข้อมูลให้สื่อมวลชนและกลุ่มศาสนจักรนำความจริงมาตีแผ่ ความโหดเหี้ยมที่ไร้ความปรานีนี้ทำให้เปลี่ยนจากความกลัวเป็นความโกรธแค้นของคนทั้งชาติ
4) ตัวแปรระดับโลก: “โอลิมปิกกรุงโซล 1988” และ “แรงกดดันจากสหรัฐฯ” ทำไม แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ และอีกหลายประเทศสามารถก้าวข้ามผ่านจากประเทศภายใต้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม สู่ ประเทศประชาธิปไตยได้ ขณะที่ ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามผ่านสู่ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง ยังคงเป็นระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอ และ ยังมีอำนาจ ของ องค์กรอิสระที่ไม่อิสระ ที่อยู่เหนือเจตจำนงของประชาชน ระบบนิติรัฐนิติธรรมที่ถูกตั้งคำถาม
ชะตากรรม และ เสถียรภาพของประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า จึงขึ้นอยู่กับ ความสามารถในการสร้าง สถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ด้วย ขบวนการประชาธิปไตยของประชาชน



