หน้าแรก การเมือง วัดค่า KPI รบ...

วัดค่า KPI รบ.อนุทิน ผลงานรอบ 9 เดือน!

28.06.26 | 13:16 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการในการประเมินการบริหารประเทศของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล โดยสมัยแรกได้รับเสียงโหวตให้เป็นนายกฯ และโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.68 ก่อนจะยุบสภาและจัดเลือกตั้ง จากนั้นได้รับเลือกเป็นนายกฯสมัยที่ 2 มีคำสั่งโปรดเกล้าฯเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 รวมรัฐบาล 2 สมัยที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง นับถึงวันที่ 27 มิ.ย.69 เท่ากับเป็นรัฐบาลอนุทินบริหารงานมาแล้ว 9 เดือน 20 วัน

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ 

นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง 

ารประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาลภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำลังครบกำหนด 90 วัน ในการบริหารประเทศ ภาพรวมการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาถือว่าสอบผ่านแบบฉิวเฉียด โดยให้คะแนนอยู่ที่ระดับ 50 เปอร์เซ็นต์เศษ เนื่องจากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภาวะวิกฤตได้ดีระดับหนึ่ง แต่ยังขาดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

Advertisement

หากพิจารณาจากสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น มองว่ารัฐบาลสามารถประคับประคองและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีในจุดหนึ่ง ซึ่งถือว่านำพาประเทศรอดพ้นวิกฤตมาได้ อย่างไรก็ตาม คะแนนที่ให้เพียงครึ่งหนึ่งกว่าๆ นั้น เป็นเพราะมาตรการเชิงโครงสร้างในด้านต่างๆ ยังไม่มีผลงานที่เด่นชัดหรือเป็นรูปธรรม การเติบโตทางเศรษฐกิจหลังจากนี้จึงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมาตรการระยะยาวที่จะนำมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและพยุงไม่ให้ตัวเลขจีดีพีตกต่ำลง

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้การขยายตัวของจีดีพีชะลอตัวลงกว่าปัจจุบัน โดยควรเดินหน้ามาตรการที่ช่วยเสริมศักยภาพเศรษฐกิจควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุน 

สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยนั้น จำแนกออกเป็น 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.การยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นภาคส่วนที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้สินและข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ หากสามารถเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ได้ จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวงกว้างได้อย่างมีนัยสำคัญ 

2.การยกระดับภาคเกษตร โดยต้องเร่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ รวมถึงเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร 

3.การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว แม้รัฐบาลดำเนินการได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งและ 4.รัฐบาลควรเร่งยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill) และพัฒนากำลังคนให้สอดรับกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาปรับปรุงกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย

อีกประเด็นที่ต้องผลักดันอย่างจริงจังคือ การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในภาคการผลิต ภาคบริการ และการยกระดับประสิทธิภาพของแรงงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต ขณะเดียวกัน รัฐบาลไม่ควรมองข้ามการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งกำลังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก โดยหลายประเทศ อาทิ ประเทศสิงคโปร์ ที่ได้กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งด้านพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โลกกำลังเข้าสู่การมุ่งเน้นการพัฒนาสีเขียว การใช้พลังงานทดแทน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดหลังจากนี้คือ จะต้องมีการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

ธเนศพล อินทร์จันทร์ 

อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยพิษณุโลก

ารบริหารงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องแบ่งเป็น 2 สมัย สมัยแรกต้องยอมรับว่านายอนุทินมีความรู้ความสามารถ เพราะผ่านการเป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย ทำให้สามารถชิงที่นั่งนายกรัฐมนตรีแบบไม่ต้องออกแรงมาก โดยใช้ความเป็นกัลยาณมิตรจึงได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยแรก ต้องยอมรับว่าการเป็นแกนนำรัฐบาลจะมีความได้เปรียบ เพราะสามารถคุมกระทรวง งบประมาณ ทำให้สามารถเจรจากับพรรคอื่นๆ ได้

ทำให้ต่อยอดมาถึงรัฐบาลอนุทิน 2 หากดูบทบาทของนายอนุทินจะพบว่าสามารถควบคุมองค์กรอิสระได้หมด เพราะเป็นอดีตราชการที่เคยดูแล ประกอบกับมีพฤติกรรมเป็นคนอ่อนน้อม จากการที่เป็นนักธุรกิจพ่อค้า ถึงแม้นโยบายในการบริหารงานจะไม่ค่อยหวือหวา ทำงานแบบรูทีน หากเป็นงานแบบมีเอฟเฟ็กต์หรือมีผลกระทบจะไม่แตะ จะเน้นในเรื่องประชานิยม อาทิ ไทยช่วยไทยพลัส ถึงแม้ช่วงนี้จะมีประเด็นในเรื่องการออกพระราชกำหนดก็ตาม การผลักดันโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เงินก่อน จะทำให้แรงต่อต้านจากประชาชนลดลงไป

สำหรับเรื่องที่นายอนุทินจะต้องมาต่อสู้ จะเป็นเรื่องคดีเขากระโดงและคดีฮั้ว ส.ว. ส่วนความเคลื่อนไหวขณะนี้ของรัฐบาลอนุทินจะพยายามเอาพรรคการเมืองอื่นๆ เข้ามาร่วมรัฐบาลด้วย แต่กันพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกไปก่อน เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบทางการเมือง รวมทั้งควบคุมพรรคส้ม ด้วยการกุม 44 ส.ส.ไว้ในกำมือ ช่วงนี้จึงเป็นเกมการต่อรองทางการเมือง 

นอกจากนี้ยังมีพรรคการเมืองที่น่าจับตาคือ พรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคไทยภักดีของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามขุดคุ้ยจุดอ่อนของรัฐบาล

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ระบบการเมืองไทยเริ่มอ่อนแอ เพราะทุกพรรคการเมือง รวมทั้ง ส.ส.ต้องการเป็นฝ่ายรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ คิดแต่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล จึงเป็นจุดอ่อนระบอบประชาธิปไตยของไทย ทำให้บริหารงานไม่ครบวาระ บริหารประเทศเพียง 1 ปี 2 ปีเท่านั้น

จุดเด่นของอนุทินคือเป็นคนไม่ตอบโต้ การดำเนินนโยบายก็จะทำตามที่พรรคการเมืองต่างๆ เสนอไว้ เมื่อไม่ตอบโต้ก็จะไม่มีเหตุการณ์การเมืองที่รุนแรง หากมองอดีตที่ผ่านมา การกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ส.ว. นายอนุทินพยายามดึงเรื่องมาตลอด จนกระทั่งมีการเลือกตั้ง ส.ส.พยายามผลักดันเรื่องการรับรอง ส.ส. หากได้ 90 เปอร์เซ็นต์ให้รับรอง ส.ส.ไปเลย ยังสามารถผลักดันในเรื่องนี้ได้ เห็นได้ชัดว่าจะไม่มีการต่อสู้ แต่เดินไปข้างหน้าแบบเรียบๆ

หากมามองในเรื่องประเด็นปัญหาของอนุทินที่กำลังเผชิญอยู่นั้น อาทิ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยอมรับว่ามีพิมพ์เขียวยุคฝรั่งเศสเป็นเรื่องของการชี้ชัดไว้แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่อยมา ที่สำคัญต้องยอมรับว่า พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารยังไม่สามารถชี้ชัดในเรื่องความโปร่งใส เนื่องจากผู้มีอำนาจจะปิดบังข้อมูล ทำให้เป็นคลื่นใต้น้ำที่รอการปะทุขึ้นมาเท่านั้น

กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ดูไปแล้วส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอนุทินมาก เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งบนบกและทะเลอย่างมากมาย ต้องยอมรับว่าพื้นที่ของโครงการยังเต็มไปด้วยธรรมชาติ ถึงแม้ว่าจะมีการกล่าวอ้างว่าสร้างรายได้ให้กับประเทศ แต่ความคุ้มค่านั้นยังมองว่าไม่คุ้ม เพราะส่งผลกระทบต่อคนทั้งชีวิตที่อาศัยกันมาอย่างช้านาน ยอมรับว่ากระแสต่อต้านแรงมาก ประกอบกับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบต่อโครงการดังกล่าวยังไม่ชี้แจงได้อย่างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์น้อย เพราะเป็นรัฐมนตรีโควต้ามากกว่าความสามารถส่วนตัว

การทุจริตข้อสอบท้องถิ่น ก็ส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างมากมาย ท่ามกลางกระแสจากการซื้อนักการเมือง พรรคการเมืองเข้ามาร่วม รัฐบาลสามารถควบคุมองค์กรอิสระ ทำให้มองได้ว่าเป็นการตอบแทบผลประโยชน์ให้ข้าราชการฐานล่าง ข้าราชการท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น เพื่อปูนบำเหน็จให้ลูกหลานผู้ที่ทำประโยชน์ให้ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างน้อย 4,500 ล้านบาท ทำให้ได้คนไม่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน และมองได้ว่ามีการซื้อประเทศ 

กรณีที่เกิดน้ำมันขาดแคลน เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลอนุทินติดลบมหาศาล เพราะรัฐบาลอ้างว่าไม่สามารถควบคุมได้ แล้วใครจะกล้ามาควบคุมราคาน้ำมัน ทั้งที่รัฐบาลเห็นจุดบอดแต่ไม่แก้ไข ทั้งที่สามารถออกพระราชกำหนดได้ โดยอ้างเกิดสภาวะสงครามตะวันออก แต่ไม่ทำ เมื่อถึงช่วงที่รัฐบาลจะเอาเงินมาแจกประชาชน แต่สามารถออกพระราชกำหนดได้ ทำให้ประชาชนค้างคาใจเป็นอย่างมาก

โครงการ TH-AI Passport ดูไปแล้วจุดเสียหายที่เจ้าของโครงการไม่เปิดช่องการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นธรรม เหมือนกำหนดว่าจะเอาใครเป็นคู่สัญญา ถือว่าทำให้รัฐบาลเสียหายเหมือนกัน การจัดซื้อจัดจ้างไม่ทำให้มีความชัดเจน หากเปรียบเทียบการทำงานของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หากจะทำโครงการใดจะมีความชัดเจนในเรื่องการคุ้มทุน มีข้อดีข้อเสียอย่างไร นั่นคือการแสดงว่านี่คือคนทำงาน จึงทำให้มองได้ว่ารัฐบาลอนุทินผลงานที่ผ่านมามีจุดเสียหายอย่างมากมาย

หากถามว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานไหม มองว่าอยู่นานได้เพราะมีผู้ใหญ่คอยดูแล ประกอบกับมีความอ่อนน้อมถ่อมตน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าเมื่อถึงเวลาโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลอนุทินริเริ่มขึ้นมาเกิดมีหลักฐานในเรื่องของการทุจริตโผล่ขึ้นมา ป.ป.ช.ชี้การทุจริต รัฐบาลจะอยู่ไม่ได้

ช่วงนี้จะต้องมาลุ้นว่ารัฐบาลอนุทิน โดยเฉพาะคดีฮั้ว ส.ว.จะมีทางออกอย่างไร หากตัดสินแล้วไม่ผิด จะสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน เชื่อว่าจะมีประชาชนลงถนน รวมทั้งคดีเขากระโดง ที่นายกฯอนุทินไปมีชื่อในพื้นที่ที่คดีเกิดขึ้นด้วย ทั้งที่นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และดูแลกระทรวงมหาดไทย เหมือนกับเป็นเจ้าพนักงานด้วย ที่สำคัญเขากระโดง ศาลได้ตัดสินแล้วว่าเป็นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงควรที่จะนำที่ดินกลับมาเป็นของหลวง ส่วนที่ได้มีการก่อสร้างไปแล้ว ก็นำมาให้เช่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ ทำให้รัฐมีรายได้ นอกจากนี้ยังจะลดแรงเสียดทานจากประชาชนได้มาก ทั้ง 2 เรื่องควรเร่งดำเนินการให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของประชาชน

ช่วงนี้รัฐบาลพยายามจะยื้อเวลา พยายามตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่มีปัญหา แต่เชื่อว่าอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง หากสุกงอมเต็มที่ รัฐบาลอาจจะไปง่ายๆ ได้เหมือนกัน หากสร้างความไม่พอใจประชาชนเกิดขึ้นมากๆ และกระแสจุดติด ประชาชนลงถนนปิดทำเนียบ ปิดกระทรวง รัฐบาลทำงานไม่ได้ก็ต้องชิงยุบสภา รวมทั้งคดีสำคัญที่รอการวินิจฉัยไปในทางลบรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ ยอมรับว่ารัฐบาลอนุทินเสมือนอยู่บนเส้นด้าย ต้องลุ้นด้วยใจระทึกตลอดเวลา

กิตติชัย ขันทอง

อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยกฎหมายและการปกครอง มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

ฐบาลอนุทินได้รับโปรดเกล้าฯ ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2568 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 9 เดือนกว่า มองว่าเป็นช่วงเวลาที่เพียงพอสำหรับการประเมินทิศทางการบริหาร แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสิน ผลลัพธ์ระยะยาว เพราะเป็นช่วงรอยต่อจากเหตุการณ์ยุบสภาปลายปี 2568 สู่การฟอร์มรัฐบาล “อนุทิน 2” โดยอาศัยความเก๋าเกมในการดึงกลุ่มการเมืองของบ้านใหญ่และทายาทของบ้านใหญ่ (ที่สื่อให้ฉายาว่าลูกเทพ) เข้ามาสู่ตำแหน่งคณะรัฐมนตรีได้อย่างไร้สุญญากาศ ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชน

หากให้ประเมินภาพรวมการทำงานของรัฐบาลอนุทิน ในเชิงสอบผ่านมองว่าเหตุผลสำคัญรัฐบาลสามารถรักษาความต่อเนื่องของการบริหารประเทศได้ และยังคงขับเคลื่อนนโยบายหลายด้านที่ประเมินว่าเป็นจุดขายที่ชัดเจนที่สุดของรัฐบาลอนุทินในปี 2569 นี้ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวิกฤตด้านพลังงาน โดยรัฐบาลต้องการลดภาระค่าครองชีพและรักษากำลังซื้อของประชาชน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้ารายย่อย ซึ่งหลักการการทำงานของโครงการนี้ออกแบบมาให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 60% และให้ประชาชนรับผิดชอบเอง 40% โดยรัฐจะโอนเงินส่วนลดให้ผ่านระบบ G-Wallet บนแอพพลิเคชั่น
เป๋าตัง ซึ่งประชาชนสามารถใช้สแกนซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกับผู้ประกอบการและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการได้ 

มองว่าหากจะโฟกัสที่ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางถือว่ารัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณกลางเพื่อบรรเทาผลกระทบ 3 กลุ่มคือ 1.ดูแลกลุ่มเปราะบาง สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 2.มาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) 3.มาตรการบรรเทาค่าครองชีพกลุ่มประชาชนทั่วไป จากโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัสในสินค้าเกษตร, โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชนผ่านงานธงฟ้า รถโมบายและรถพุ่มพวงทั่วประเทศ, โครงการไทยช่วยไทยเพิ่มรายได้ SME ไทย ส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นต้น 

ในทางกลับกันมีเรื่องที่ถือว่าค่อนข้างสอบตกหรือทำได้ต่ำกว่าความคาดหวังของประชาชน

มองว่าการแก้ปัญหาค่าครองชีพและราคาพลังงาน แม้จะมีการเปลี่ยนตัว รมว.พลังงานมาเป็นนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีภาพลักษณ์จัดการปัญหาด้วยทีมสุดซอย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม แต่ประชาชนระดับฐานรากยังคงต้องแบกรับภาระค่าไฟและค่าน้ำมันที่ผันผวน ไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสภาพคล่องของ SME ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นตอ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นยังไม่สามารถปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคกับความรู้สึกของประชาชนในระดับรากหญ้า

ความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมแผนรับมืออย่างเร่งด่วน มองว่าผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสงครามการค้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและภาคการส่งออกของไทย รัฐบาลต้องเผชิญกับโจทย์ยากในการพยุงราคาน้ำมันในประเทศโดยไม่สร้างภาระหนี้สาธารณะจนเกินตัว นอกจากนี้ สถานการณ์ชายแดนและความไม่มั่นคงในภูมิภาค ยังเป็นปัจจัยแทรกซ้อนที่พร้อมจะบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติได้ตลอดเวลา

นโยบายที่อาจกลายเป็นจุดเปราะบางและสร้างแรงเสียดทานทางการเมือง มองว่าจุดเปราะบางที่สุดที่รัฐบาลกำลังเผชิญ คือความเคลือบแคลงสงสัยอย่างรุนแรงต่อโครงการ TH-AI Passport และโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นโครงการที่ขาดความโปร่งใสและบกพร่องเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างร้ายแรง โครงการแลนด์บริดจ์ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม ในขณะที่โครงการ TH-AI Passport ก็ถูกสังคมจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดเผยและตรวจสอบได้เพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการเหล่านี้โดยละเลยการรับฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนและนักวิชาการ 

ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการบริหารงานที่เน้นการสั่งการจากบนลงล่าง มากกว่าการใช้ธรรมาภิบาลนำทาง ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความเร่งรีบในการอนุมัติเม็ดเงินมหาศาล กลายเป็นเป้าหมายหลักให้ฝ่ายค้านใช้เป็นประเด็นโจมตีเพื่อขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากล แรงกดดันนี้ไม่ได้มาจากแค่ในสภา แต่ยังขยายตัวไปสู่กลุ่มภาคประชาสังคมที่กังวลถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตคนในพื้นที่ ซึ่งหากรัฐบาลยังคงปิดหูปิดตาไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และสร้างแรงเสียดทานทางการเมืองที่อาจลุกลามจนรัฐบาลยากจะควบคุมครับ 

ส่วนปัจจัยด้านเสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ต้องจับตาแรงกระเพื่อมภายในพรรคร่วมรัฐบาล 15 พรรค แม้นายกฯจะมีวุฒิภาวะในการประนีประนอมสูง แต่การบริหารกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญที่ตกไปอยู่กับพรรคพันธมิตร เช่น กระทรวงพลังงาน หากผลงานไม่ออกหรือเกิดวิกฤตค่าครองชีพ ย่อมเกิดการปัดความรับผิดชอบหรือขัดแย้งกันเองใน ครม. ควบคู่ไปกับบทบาทของฝ่ายค้านที่พร้อมจะใช้ประเด็นความเดือดร้อนของประชาชน มาผสมโรงกับการเมืองนอกสภาเพื่อกดดันรัฐบาลในทุกจังหวะก้าว

ท้ายที่สุดข้อเสนอแนะถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี นายกฯต้องทิ้งภาพลักษณ์การเป็น “นักจัดการผลประโยชน์พรรคร่วมและเครือข่ายอุปถัมภ์” ออกให้ได้ การมีเสียงในสภา 291 เสียงคือต้นทุนที่แข็งแกร่งที่สุด มีเสถียรภาพที่สุด นับตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทย จึงควรใช้อำนาจนี้สร้างผลงานในการผลักดันกฎหมายปราบปรามการทุจริต เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) หากรัฐบาลชุดนี้ก้าวข้ามระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองและเอาผลประโยชน์ของประชาชนรากหญ้าเป็นตัวตั้ง เสถียรภาพทางการเมืองที่มีอยู่จะแปรเปลี่ยนเป็นความชอบธรรมที่ประชาชนจะมอบให้อย่างยั่งยืน