หน้าแรก การเมือง วีระยุทธ ซัด ...

วีระยุทธ ซัด รบ.กลัวตกกระแส-จัดงบติดแกลม แต่ไม่วางรากฐาน จี้รื้อโครงสร้าง-พัฒนาแรงงาน

29.06.26 | 15:48 น.

‘วีระยุทธ’ ฟาด ‘รบ.อนุทิน’ ทำนโยบายแบบ FOMO กลัวตกกระแส-จัดงบติดแกรม แต่ไม่วางรากฐาน ซัด อย่าคิดแค่แจกคนละครึ่ง หวั่นอุตสาหกรรมรถอีวีไทยเจอวิกฤต จี้รื้อโครงสร้าง-พัฒนาแรงงานสู้ตลาดโลก

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

ต่อมาเวลา 13.15 น. นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงความกังวลภาคอุตสาหกรรมและการผลิตของไทย ว่า เรื่องนี้ควรจะเป็นฐานสําคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แต่กลับถูกทิ้งขว้างจากรัฐบาลชุดนี้ การที่รัฐบาลเคยประกาศว่า จะพาประเทศไทยเป็นประเทศร่ำรวย รายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมถึงทีมงาน จะยังไม่ได้คิดรายละเอียดการนําไปสู่เป้าหมาย ว่าจะต้องทําให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวปีละเท่าไหร่ ซึ่งคําตอบคือ จีดีพีไทยต้องโตปีละ 5.8%

นายวีระยุทธ กล่าวว่า รัฐบาลอนุทิน ทีมเศรษฐกิจชุดเดิม เพิ่มเติมคือที่ปรึกษาบางคน แต่ยังไม่เคยทําได้ถึงครึ่งหนึ่งกับเป้าหมายที่ตัวเองได้ประกาศไว้เลย รัฐบาลจะมาคิดในกรอบคนละครึ่งไม่ได้ ถ้าคิดว่าขอทําแค่ 40% แล้วให้ธนาคารโลกมาเติมให้อีก 60% มันไม่ได้ นี่คือกรอบสากล ไม่ใช่เกมการเมืองในประเทศ ต้องคิดใหม่ มิฉะนั้นจะกลายเป็นการพูดลอยๆ พูดเรื่อยเปื่อย ตั้งเป้าให้ไกลๆ เอาไว้ แต่ขาดเจตจํานงและความรับผิดชอบในการทําให้เกิดขึ้นจริง

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า แม้ตนจะเห็นด้วยว่า เป้าหมายการทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูง เป็นเป้าหมายที่ดีต่อประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลยังทํานโยบายแบบนี้ ก็ยากจริงๆ ที่จะไปถึงฝั่งฝัน

รัฐบาลภูมิใจไทยทํานโยบายแบบ FOMO หรือ Fear of Missing Out กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์ แล้วจัดงบประมาณแบบติดแกรม หน้าใหญ่ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ชอบว่าแต่เจนซี รัฐบาลนี่แหละตัวดีเลย” นายวีระยุทธกล่าว

Advertisement

นายวีระยุทธ ยังเปรียบเทียบเศรษฐกิจของประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ว่า ใครเกิดทันปี พ.ศ.2510 นับว่าโชคดี เพราะเป็นปีสุดท้ายที่คนไทยยังรวยกว่าคนเกาหลีใต้โดยเฉลี่ย โชคร้ายคือหลังจากนั้น เกาหลีใต้แซงไทยไปไม่เห็นฝุ่น ขณะที่ไทยเราติดกับดักรายได้ปานกลางมากกว่าครึ่งศตวรรษหรือ 50 ปี เพราะเขาไม่หยุดพัฒนาตัวเอง โดยเกิดจากการผลักดันและกดดันจากตัวรัฐบาลเกาหลีใต้เอง เพื่อทําให้บริษัทในประเทศตัวเองเก่งขึ้น เพื่อแข่งกับโลก ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ไม่ได้วิ่งตามกระแส ทําตัวตนให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ

ตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งทํานโยบายด้วยแรงขับ แบบ FOMO กลัวตกเทรนด์ กลัวตกกระแส อะไรที่ชื่อใหม่ เราต้องวิ่งตามเขาให้ทัน กลัวตกขบวน ยอมลดแลกแจกแถมทุกอย่าง เพื่อให้ขบวนรถเทคโนโลยีวิ่งผ่านหน้าบ้านเรา แล้วสุดท้ายเราได้ขึ้นที่ไหนบ้าง เราเคยจริงจังกับอะไรบ้าง สุดท้ายได้ขึ้นไปกําหนดทิศทางของขบวนรถไฟไหนบ้าง กลัวตกกระแสจนไม่กล้าเข้าไปต่อรองอะไรเลย ทิ้งของเก่ากระโจนไปหาของใหม่

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ในศตวรรษ 2520 เราเคยมีแบรนด์ยี่ห้ออิเล็กทรอนิกส์ของเราเองที่เคยสู้กับญี่ปุ่นได้ อย่างธานินทร์ ตามหลังแค่โซนี่ และพานาโซนิค เมื่อเจอวิกฤตมาขอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาล แต่รัฐบาลไม่ช่วย ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน แต่รัฐบาลเวลานั้น เลือกช่วยทุนที่ใกล้ชิดกว่า ไม่ช่วยทุนที่แข่งขันได้ หรือการที่เราเคยส่งออกกุ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก เมื่อเกิดโรคระบาด รัฐบาลก็ไม่เคยช่วยลงไปแก้ ให้แต่เงินช่วยเหลือเฉพาะหน้า ไม่มีใครลงไปแก้ไขปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขัน เพื่อหวังกลับมาสู้กับโลกให้ได้อีกเลย นี่คือวิธีทํานโยบายแบบไทย และรายล่าสุดที่กําลังจะถูกฮาวทูทิ้งในตอนนี้ คืออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กระโดดเกาะกระแส EV ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรม

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งบอร์ด EV ขึ้นมา มีมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ รัฐไทยเคยให้เงินอุดหนุนค่ายรถสูงสุดถึงคันละ 1.5 แสนบาท จนปัจจุบัน เราใช้ไปแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท และคงจะยังเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงยังมีการสูญเสียรายได้ในด้านอื่นๆ อย่างการเว้นอากรขาเข้าปีละ 13,000 ล้านบาท คําถามคือเราได้อะไร

นายวีระยุทธ ยังกล่าวถึงเรื่องการผลิตชดเชยที่มีความน่ากังวลถึง 3 ข้อคือ 1.ยอดผลิตบางส่วนจะไม่มีวันเกิดขึ้นแล้ว 2.ครึ่งปี 69 ผลิตได้แค่ 13% ของเป้าหมายทั้งปี และ 3.ซัพพลายเชน EV ไม่เชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย คงต้องตั้งคําถามเสียงดังๆ ว่าเราใช้เงินอุดหนุนไป โรงงานเรา วิศวกรเรา เก่งขึ้นหรือไม่ ได้จํานวนผู้ผลิตยานยนต์ และขายชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นหรือไม่ ซึ่งคําตอบทั้งหมดค่อนไปทางไม่ หากเราใช้เงินแบบนี้ต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ปี 70 นี้ มีการใช้งบยานยนต์ไปเกือบ 4,000 ล้านบาท แต่ 90% นั้น เป็นเงินที่ใช้ในการอุดหนุน เหลือเพียงไม่กี่ร้อยล้านที่จะใช้ด้านซัพพลาย และช่วยพัฒนาคน การจัดงบสะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นํา ทีมเศรษฐกิจ และรัฐบาลชุดนี้ว่า ท่านต้องการใช้เงินสร้างอะไรให้กับประเทศไทย เพราะกลายเป็นว่าเราใช้เงินกับการซื้อรถ EV เป็นหลัก ซึ่งการไม่เชื่อมโยงระหว่างยานยนต์ไทย และยานยนต์ใหม่ที่เข้ามา เพราะรัฐบาลไม่เคยตอบคําถามได้เลย ว่าเราต้องการพัฒนาคนกี่คน และทักษะในบ้าน นี่เป็นเรื่องการเมือง ที่เกิดจากการแบ่งงานตามโควต้ารัฐมนตรี ไม่ได้มาจากการที่มีวาระนํา ทั้งที่ปี 69 มีหลายโครงการที่ช่วยพัฒนาทักษะแรงงาน แต่สามารถเทรนได้แค่วันละ 5 คนเท่านั้น แล้วอุตสาหกรรมไทยจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้ามีงบเท่านี้ และในปี 70 โครงการที่ดีเหล่านั้น กลับถูกตัดงบเทรนคนลดลงอีก 9% แล้วจะเหลือเทรนคนได้กี่วัน รัฐบาลอยากยกระดับอุตสาหกรรมนี้จริงหรือไม่ ส่วนโครงการใต้กระทรวงอุตสาหกรรมในการอบรมที่สถานประกอบการ แม้ว่าจะเป็นโครงการที่ดี แต่เป้าหมาย 5 ปีสามารถอบรมได้เพียง 1,034 คนเท่านั้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ต้องถามเสียงดังๆ ว่า คุณใช้เงินแบบหน้าใหญ่ อัดเงินช่วยเหลือค่ายานยนต์ พอมาถึงคนไทยด้วยกันเอง ที่จะพัฒนาแรงงาน เหลืองบประมาณเพียงเท่านี้ แล้วการจัดงบประมาณแบบนี้ จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้แค่ไหน จะพัฒนาทักษะไทยไปแข่งกับทักษะโลกได้แค่ไหน ดังนั้น ต้องปรับทิศทางความคิดเสียใหม่ ในการทํานโยบายอุตสาหกรรมของประเทศ ประเทศไทยไม่ได้ขาดเงินลงทุน แต่เราขาดยุทธศาสตร์ ขาดคนที่คิดละเอียด เข้าใจภาคการผลิต ว่านี่คือรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นฐานสําคัญของการจ้างงานคนในประเทศ และเป็นแหล่งการพัฒนาเทคโนโลยี

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอ 4 ข้อ คือ 1.บอร์ด EV ที่ต้องกลับมาประชุมได้แล้ว และเปลี่ยนเป็นบอร์ดยานยนต์แห่งอนาคต เพื่อคิดตลอดสายซัพพลายเชน

2.รัฐต้องเปลี่ยนวิธีการ จากใช้เงินอุดหนุนดีมานด์ หันกลับมาใช้ซัพพลาย

3.ต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนทางยานยนต์ไทย เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมแฟ่งการเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะเครื่องมือแพทย์

4.ปี 70 นี้ ที่มาตรการ EV 3.5 กำลังจะหมดลง ค่ายรถต่างๆ จะหมดเงื่อนไข เกิดการปล่อยผีกันครั้งใหญ่ ซึ่งทําให้กังวลว่า จะเกิดสถานการณ์นําเข้าทดแทนการผลิต ดังนั้น รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร ให้เอื้อต่อการสนับสนุนภายในประเทศเกิดขึ้นได้

นายวีระยุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมประเภทนี้ ให้อุตสาหกรรมสมัยใหม่เกิดขึ้นได้จริง จําเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด คือเลิกกลัวตกเทรนด์ ตกกระแส จัดงบให้สมดุล ระหว่างดีมานด์ ซัพพลาย โครงสร้าง และเอาวาระนําเหนือการเมือง ถ้าเอาการเมืองแบ่งตามโควต้ากระทรวงแบบนี้ ไม่มีวาระ เราไม่เห็นตัวเลข ถ้าไม่เปลี่ยนก็น่ากังวล และยังมีอุตสาหกรรมใหม่รอให้ท่านกระโดดเข้าไปเกาะ คือ AI ควอนตั้ม โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าจะยกระดับอุตสาหกรรมที่มีอยู่อย่างไร