ภาคประชาชน จี้หยุดฟ้องปิดปาก ปฏิรูปกองทุนยุติธรรม เปิดสิทธิเลือกทนาย-ยกเลิกกม.ชุมนุมสาธารณะ
เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่โรงแรมลีโอซอ มีการจัดเวทีสาธารณะในหัวข้อ “ยุติการฟ้องปิดปาก ทวงคืนความยุติธรรมให้ประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” เพื่อสะท้อนวิกฤตการณ์การใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน (SLAPP) รวมถึงสะท้อนวิกฤตในการเข้าถึงกองทุนยุติธรรมของประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้วย โดยการผนึกกำลังของ 6 องค์กรภาคีเครือข่าย ได้แก่ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move), เครือข่ายภาคประชาสังคม, องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันแนล (PI), สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย, เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) และกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ซึ่งภายในงานมีการจัดเสวนาเข้มข้นในหัวข้อ “จากคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) สู่การเข้าถึงความยุติธรรม : ผลกระทบต่อสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหากองทุนยุติธรรม และข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป”

จำนงค์ P-Move แฉ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เครื่องมือรัฐล้อมรั้วสกัดการใช้สิทธิของประชาชน พร้อมจี้รื้อโครงสร้างกองทุนยุติธรรมดึงภาคประชาชนร่วมบอร์ด
นายจำนงค์ หนูพันธ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) กล่าวว่า จากประสบการณ์ทำงานขับเคลื่อนประเด็นที่อยู่อาศัยของพี่น้องสลัมสี่ภาคจนถึงปัจจุบัน ตนไม่เคยโดนคดีความส่วนตัว แต่กลับต้องเผชิญกับคดีความจากการเรียกร้องสิทธิ โดยเฉพาะในช่วงรัฐประหารที่โดนไปถึง 8 คดี ซึ่งท้ายที่สุดศาลยกฟ้องทั้งหมด การต่อสู้ของภาคประชาชนที่ผ่านมาสามารถผลักดันกฎหมายสำคัญได้ถึง 4 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐกลับนำ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มาใช้เป็นเครื่องมือปิดปากประชาชน โดยเฉพาะการอ้างรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภา ซึ่งเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์เดิมที่ตนเคยหารือในชั้นอนุกรรมาธิการว่าต้องใช้หลักเจรจาและดูบริบทแวดล้อม ไม่ใช่เอารัศมีมาตั้งป้อมไล่จับและออกหมายเรียกย้อนหลัง สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนอย่างมาก ซึ่งล่าสุดตนโดนคดีจากการชุมนุมคนเดียวไปถึง 6 คดี
นายจำนงค์ กล่าวต่อถึง ปัญหาของกองทุนยุติธรรม ว่า พวกเราเคยต่อสู้จนสามารถผลักดันให้มีตัวแทนจากภาคประชาชนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการยุติธรรมจังหวัด แต่สามารถผลักดันไปได้เพียงแค่ 2 จังหวัดเท่านั้นคืออุบลราชธานี หรือภูเก็ต แต่จังหวัดที่เหลือคณะกรรมการยังมีแต่หน่วยงานรัฐ จึงทำให้ทุกเรื่องจะต้องย้อนกลับไปรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางกระทรวงยุติธรรม ที่น่าเจ็บปวดคือในบางกรณีรัฐกลับเอาเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นคู่กรณีมานั่งเป็นกรรมการพิจารณาคำขอเงินกองทุนฯ ผลลัพธ์คือคำขอของชาวบ้านไม่ผ่าน โดยอ้างว่าชาวบ้านมีศักยภาพ กฎหมายที่ประชาชนร่วมผลักดันเพื่อลดความเหลื่อมล้ำกลับกลายเป็นกลไกที่ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนใหญ่
“ต้องยืนยันออกสื่อเลยว่า คดีความที่พี่น้องประชาชนต้องเผชิญ เกิดจากคำสั่งของฝ่ายการเมือง ยอมรับว่าตอนนี้พวกเรากำลังต่อสู้กับรัฐระบอบสีน้ำเงินในอนาคตพี่น้องนักต่อสู้จะโดนคดีอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลชุดนี้อย่างแท้จริง การถูกฟ้องแต่ละครั้งสร้างความทุกข์ยากให้ครอบครัวอย่างมาก หากไม่มีเงินประกันตัวจากกองทุนประชาชนก็ต้องติดคุก ฝากนายกฯ ตรวจสอบกลไกนี้ให้โปร่งใสและเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมด้วย” นายจำนงค์ กล่าว

อรนุช เปิดหน้าสู้ สะท้อนเกณฑ์พิจารณาอนุมัติกองทุนฯ ผิดเพี้ยน หลังถูกปฏิเสธความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่อ้าง ‘มีศักยภาพ’ แบกหนี้สู้คดีสาธารณะ
นางอรนุช ผลภิญโญ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) เผยว่า นี่ไม่ใช่คดีแรกที่ตนโดน คดีแรกคือคดีแพ่งขับไล่กรณีช่วยพี่น้องชุมชนบ่อแก้ว อ.คอนสาร ที่ต่อสู้กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้มานานกว่า 40 ปี ตอนนั้นมีผู้ถูกฟ้องถึง 31 คน รวมถึงตน สามี และ ‘พ่อเด่น คำแหล้’ นักต่อสู้ที่ถูกอุ้มหายไป คดีที่สองคือคดีหมิ่นประมาทจากกรณีช่วยกลุ่มรักษ์คอนสารคัดค้านโรงงานยางพารา ซึ่งศาลภูเขียวให้ไกล่เกลี่ยและชี้ว่าชุมชนมีสิทธิ์ปกป้องตนเอง
สำหรับคดีล่าสุด เกิดขึ้นจากการที่ตนเข้าไปช่วยเหลือแรงงานไทย 38 รายที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยพาน้องๆ ไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐเพื่อตรวจสอบว่ามีการฉ้อโกงหรือไม่ แต่กลับถูกนายหน้าฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท ทั้งที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพียงทำหน้าที่ยื่นข้อเรียกร้องตามกระบวนการ
อรนุช ระบุว่า เมื่อตนไปยื่นขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมจังหวัดชัยภูมิและนครราชสีมา กลับถูกปฏิเสธโดยคณะกรรมการให้เหตุผลว่าตนเองมีศักยภาพเพียงพอเราหาเงินมาเพื่อเลี้ยงชีพ ดูแลแม่ ดูแลครอบครัว และใช้หนี้สินในชีวิตประจำวัน เราไม่เคยตั้งเป้าวางแผนว่าวันหนึ่งต้องหาเงินไว้เพื่อสู้คดีสิทธิมนุษยชน กลายเป็นภาระที่หนักอึ้งมาก หลักการของกองทุนยุติธรรมโคราชในปัจจุบันเพี้ยนไปหมด ไม่ได้มองมิติเรื่องการปกป้องประโยชน์สาธารณะเลย
อรนุชยังกล่าวทิ้งท้ายถึงคำพูดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เคยระบุว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม ว่า ปัจจุบันคดีที่แรงงานฟ้องนายหน้าศาลยกฟ้องหมดแล้ว และสำนักงานจัดหางานตรวจพบว่าไม่มีใบอนุญาตส่งแรงงานจริง ส่งเรื่องให้ตำรวจ อ.คอนสาร แล้ว แต่สำนวนกลับยังนิ่งอยู่บนโต๊ะ ไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหา 2 ราย ส่งอัยการได้ ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาตรวจสอบความล่าช้าและการทำงานของกองทุนยุติธรรมจังหวัดโดยด่วน
ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ตีแผ่ถูกหมายเรียกฟ้องคดีปิดปากเหตุสู้ต้านเหมืองโปแตช พร้อมเรียกค่าเสียหาย 3 แสน ตอนท้อง 8 เดือน แฉซ้ำ
ขณะที่ นางอนุสรา ปราณีตพลกรัง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ผู้ปักหลักคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชที่สร้างผลกระทบความเค็มแพร่กระจายในพื้นที่มานานกว่า 3 ปี ถ่ายทอดความรู้สึกว่า กลุ่มของตนถูกฟ้อง SLAPP จำนวน 7 คนรวด ด้วยข้อความเดียวกัน เรียกค่าเสียหายคนละ 300,000 บาท เพียงเพราะไปคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์อดีตผู้นำท้องถิ่นที่เอนเอียงเข้าข้างนายทุนเหมืองแร่โดยไม่สนใจชีวิตชาวบ้าน
“ตอนหมายศาลมาถึงบ้านตกใจและอึ้งมาก ตอนนั้นเราท้องได้ 8 เดือนใกล้คลอด คำถามมันดังขึ้นในหัวทันทีว่า ทำไมเราต้องมาเจอแบบนี้ เราต้องไปคลอดลูกในศาลหรือในคุกหรือ ทั้งที่เราแค่ลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิด ปกป้องไร่นาไม่ให้กลายเป็นดินเค็ม คดีนี้ส่งผลให้มวลชนกลัวและถอยหนีไปหลายคน ครั้งสุดท้ายที่ไปขึ้นศาล หนูเพิ่งคลอดลูกแดงๆ ได้เพียง 17 วัน ต้องอุ้มลูกน้อยไปศาลสีคิ้ว (ปากช่อง) ระยะทางไกลมาก ค่าน้ำมัน ชาวบ้าน 50-60 คนก็ช่วยกันลงขัน ห่อข้าวไปกินกันเอง แม้ล่าสุดศาลจะตัดสินยกฟ้อง ไม่รับคำฟ้องกลั่นแกล้งนี้แล้ว แต่บาดแผลในใจมันลบไม่ได้”
นางอนุสรา ยังแฉถึงความไม่เป็นธรรมของกองทุนยุติธรรมในพื้นที่ว่า กรณีของ ‘พ่อยศ’ สมาชิกในกลุ่มที่โดนคดีหลายรอบ พยายามยื่นขอใช้เงินกองทุนฯ แต่กฎเกณฑ์กลับบังคับว่าต้องให้ผู้นำท้องที่หรือผู้นำท้องถิ่นเซ็นรับรองให้ ซึ่งผู้นำเหล่านั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนักปกป้องสิทธิกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด เขาจึงไม่ยอมเซ็นรับรองให้ กลายเป็นภาระอันหนักอึ้งตกแก่นัปกป้องสิทธิมนุษยชนและชาวบ้าน จึงขอฝากถึงรัฐบาลและกองทุนยุติธรรมว่ายุติธรรมต้องทำทันที ไม่ใช่ตั้งไว้เฉยๆ ไม่ต้องให้ชาวบ้านไปลุ้นเหมือนลุ้นหวยว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย ถ้ายื่นมาสู้เพื่อสาธารณะต้องช่วยเลย

‘สหภาพคนทำงานต่างประเทศฯ’ โวยโดนเบี้ยวเงินเยียวยาฟินแลนด์-สวีเดน ซ้ำร้ายกองทุนฯ บล็อกสิทธิ์เลือกทนาย
ด้านนางเจนปรียา จำปีหอม ตัวแทนจากสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย สะท้อนประเด็นแรงงานไทยถูกหลอกไปเก็บเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์และสวีเดนเมื่อปี 2565 ว่า ตนเองเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย ไปทำงาน 3 เดือนไม่ได้เงินตามสัญญาจ้างที่ระบุว่าจะให้เก็บสตรอว์เบอร์รีในฟาร์มแต่กลับบังคับให้เข้าป่าไปเก็บบลูเบอรี่ที่ไม่มีผลผลิต พอกลับมาไทยไปยื่นขอเงินเยียวยาจากกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศที่พวกตนส่งเงินสมทบรายละ 500 บาท กลับถูกปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นการเดินทางด้วยตนเอง ไม่เข้าข่าย ทั้งที่มีสัญญาจ้างถูกต้องตามกฎหมาย
นอกจากนี้ เมื่อสหภาพฯ พยายามช่วยเหลือแรงงานฟ้องร้องดำเนินคดีกับบริษัทจัดหางานและนายทุน กรรมการสหภาพฯ กลับโดนบริษัทฟ้องปิดปากเสียเอง และเมื่อไปยื่นเรื่องขอกองทุนยุติธรรมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการขึ้นศาลที่มหสารคาม ชัยภูมิ และนครราชสีมา ก็ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง ทำให้ชาวบ้านที่กู้หนี้ยืมสินมาอยู่แล้วต้องแบกรับภาระค่าเดินทางและค่าทนายเพิ่มขึ้น
“กองทุนยุติธรรมไม่ควรแบ่งแยกเนื้อหาหรือศักยภาพ เพราะทุกคนทำหน้าที่ปกป้องสิทธิฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ต้องให้สิทธิ์ประชาชนในการเลือกทนายความเอง’ เพราะคดีสิทธิมนุษยชนมีความซับซ้อนและต้องการทนายที่เข้าใจบริบทชุมชน ไม่ใช่มาสร้างกฎเกณฑ์ปิดกั้นบล็อกสิทธิ์ไม่ให้เลือกทนายความที่ไว้วางใจ การตั้งกฎเกณฑ์แบบนี้เรียกว่าความไม่อยุติธรรมมากกว่า” นางเจนปรียากล่าว
‘PI’ เปิดสถิติ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ เซ่นคดีพุ่ง 600 เคส จี้บรรจุคำนิยามนักปกป้องสิทธิฯใน รธน.ใหม่ – เผยไกด์ไลน์ศาลฎีกาไร้สภาพบังคับ
ขณะที่ น.ส.สุธีรา เปงอิน จากองค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชันแนล (PI) เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติที่น่าตกใจว่า จากการเก็บข้อมูลของ PI ประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามี ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ถูกดำเนินคดีจากการลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิด ทรัพยากร และสิทธิชุมชนแล้วอย่างน้อย 600 คดี
สุธีรา ระบุว่า การฟ้อง SLAPP เป็นการคุกคามที่แนบเนียนและน่ากลัวกว่าการถูกติดตามหรือการอุ้มหาย เพราะเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมที่ดูเหมือนถูกกฎหมายมาสร้างสภาวะความกลัว ให้สังคมเกิดความไม่กล้าตรวจสอบและเลือกที่จะเงียบ และผู้ที่ใช้เครื่องมือนี้ไม่ได้มีแค่กลุ่มทุนเอกชน แต่รวมถึงหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐด้วย แม้ท้ายที่สุดศาลจะยกฟ้อง แต่ความเสียหาย ทั้งภาระทางเศรษฐกิจ ค่าเดินทาง ค่าทนาย และความเครียดสะสมตกอยู่กับจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีโดยไม่มีการเยียวยาใดๆ
นอกจากนี้ น.ส.สุธีรา ได้ตั้งข้อสังเกตต่อคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่กำหนดแนวทางดุลยพินิจให้ศาลตรวจสอบคดีกลั่นแกล้งฟ้อง (เช่น การฟ้องคดีระยะไกล หรือฟ้องซ้ำหลายคดี) และมาตรา 161/1 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ว่า “คำแนะนำดังกล่าวไม่มีสถานะบังคับทางกฎหมาย” เป็นเพียงดุลยพินิจว่าจะใช้หรือไม่ก็ได้ อีกทั้งกฎหมายมาตรา 161/1 ก็จำกัดใช้เฉพาะกรณีที่ ‘ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง’ เท่านั้น ไม่ครอบคลุมกรณีที่หน่วยงานรัฐหรืออัยการเป็นผู้ฟ้อง

แฉความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนยื่นกองทุนฯ ค่าเดินทางผ่านไป 4 ปี รมต.เปลี่ยน 3 คน เงินยังไม่ถึงมือนักปกป้องสิทธิฯ
น.ส.สุธีรา ยังได้ยกตัวอย่างความล้มเหลวเชิงประจักษ์ของกองทุนยุติธรรม โดยระบุว่า กรณีของ คุณธนพร วิจันทร์ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิด้านสิทธิแรงงาน ได้ยื่นขอค่าเดินทางสู้คดีตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ในศาลชั้นต้น ปัจจุบันปี 2569 คดีก้าวสู่ชั้นฎีกา ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมาแล้วถึง 3 คน เป็นเวลากว่า 4 ปี เงินสนับสนุนค่าเดินทางและที่พักก็ยังไม่ได้รับการจ่ายจริงแต่อย่างใด
เช่นเดียวกับกรณีตัวแทนนักปกป้องสิทธิของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ( P-Move) ที่กองทุนฯ อนุมัติค่าเดินทาง แต่ตั้งเงื่อนไขสุดโหดว่าจะเบิกจ่ายได้ต่อเมื่อ “คดีสิ้นสุดในศาลชั้นนั้นๆ แล้วเท่านั้น” ซ้ำร้าย ทุกครั้งที่มีนัดพบอัยการ ชาวบ้านยังถูกบังคับให้ต้องเดินทางไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่กองทุนยุติธรรมอีกแห่ง ทำให้การมาศาล 1 นัด ต้องเสียเวลาเบิกความและรายงานตัวถึง 2 วันเต็ม เสียรายได้และเกิดค่าใช้จ่ายงอกเงยจนกลายเป็นหนี้สินสะสม
“การแก้ปัญหาคดีปิดปากที่แท้จริง ต้องไม่ใช่แค่ยกฟ้อง แต่รัฐต้องเข้ามาแก้ปัญหาข้อพิพาทที่เป็นต้นตอด้วย เช่น คดีของคุณอรนุช รัฐต้องเร่งลากคอนายหน้ามาดำเนินคดีและเยียวยาแรงงาน ไม่ใช่ปล่อยให้คนสู้สิทธิ์ต้องโดนฟ้องฝั่งเดียว”
ขณะที่ น.ส.สุภาพรรณ อุปฮาด ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาสังคม กล่าวเสริมว่า กลุ่มภาคประชาสังคมทำงานครอบคลุมปัญหาป่าไม้และที่ดินทำกิน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดในการถูกฟ้องคดีปิดปาก ประเทศไทยเคยให้คำมั่นสัญญาระดับสากลว่าจะคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแต่ในความจริงทำไม่ได้ ดูได้จากสถิติการฟ้องร้องที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นอุปสรรคใหญ่เสียเอง
พักรบ-ระดมป้ายรณรงค์ ก่อนตั้งแถวเคลื่อนพลบุกศาลากลางโคราช
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเพิ่มเติมว่า หลังจากเสร็จสิ้นเวทีเสวนาปาฐกถาในช่วงเช้า เวลา 12.00 น.ทั้งหมดได้เดินทางไปถึงบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนครราชสีมาเพื่อยื่นหนังสือข้อเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานกองทุนยุติธรรมจังหวัด โดยผู้ว่าฯมอบหมายให้ บัลลังก์ ไวยย์ศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้รับหนังสือของกลุ่มฯแทน
โดยบรรยากาศในการยื่นหนังสือเป็นไปด้วยความตึงเครียดหลังอรนุชทวงถามถึงมติของผลอุทธรณ์ของคณะกรรมการยุติธรรมจังหวัดที่ระบุว่าอรนุชมีศักยภาพในการต่อสู้คดี จึงพิจารณาไม่ให้ความช่วยเหลือ อรนุชจึงขอเอกสารหลักฐานในการพิจารณาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าหน้าที่ให้ใช้การขอเอกสารผ่านพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร
ขณะที่เครือข่ายได้ร่วมกันสะท้อนหลากหลายประเด็นกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าที่กองทุนยุติธรรม และความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของกองทุนยุติธรรมที่ไม่ตอบโจทย์ผู้เดือดร้อนทั้งสิทธิในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนให้กับนักปกป้องสิทธิฯ สิทธิในการมีสิทธิเลือกทนาย และดุลยพินิจของคณะกรรมการที่ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับคณะกรรมการรายบุคคล

เปิดสารยื่นนายกฯ กางข้อเรียกร้อง 6 ข้อ บี้รื้อโครงสร้างกองทุนยุติธรรม-ฉีก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
หลังพูดคุยกันนานร่วมชั่วโมง อรนุชและตัวแทนภาคประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ร่วมกันอ่านแถลงข้อเสนอและยื่นข้อเสนอให้กับรองผู้ว่าราชการจังหวัด
ในข้อเรียกร้องระบุว่า คดี SLAPP ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้นำชุมชน ที่ออกมาตรวจสอบอำนาจรัฐและทุน แม้ศาลฎีกาจะพยายามปรับปรุงแนวปฏิบัติ แต่ในทางปฏิบัติชาวบ้านระดับรากหญ้ายังต้องแบกภาระค่าทนาย ค่าเดินทาง ค่าประกันตัว จนสูญเสียรายได้อย่างรุนแรง ขณะที่กองทุนยุติธรรมยังมีข้อจำกัดด้านหลักเกณฑ์และล่าช้า จนทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงสิทธิ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ข้อเร่งด่วน ดังนี้
- เข้าถึงถ้วนหน้า-รวดเร็ว: พัฒนาแนวทางการพิจารณาคำขอรับความช่วยเหลือให้เปิดกว้าง ถ้วนหน้า และรวดเร็ว โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
- ยกเลิกพิสูจน์ความยากจน: ในกรณีการฟ้องคดีปิดปากที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ กองทุนยุติธรรมต้องยกเลิกเกณฑ์การพิสูจน์ความยากจนกับผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง
- ปฏิบัติการเชิงรุก-ตั้งศูนย์ในศาล: ต้องนำกลไกพิจารณาเร่งด่วนที่มีอยู่ในกฎหมายมาปฏิบัติจริง พร้อมจัดตั้งสำนักงานกองทุนยุติธรรมภายในศาล เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ทันที
- อิสระในการเลือกทนายความ: ปฏิบัติตามข้อ 23 วรรค 2 ของระเบียบคณะกรรมการกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2559 เพื่อให้ประชาชนมีอิสระในการเลือกทนายความที่ตนเองไว้วางใจ ไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะทนายความที่ขึ้นทะเบียนกับกองทุนฯ เท่านั้น
- ดึงภาคประชาชน และนักปกป้องสิทธิฯร่วมนั่งบอร์ด: ส่งเสริมการมีส่วนร่วมโดยให้ตัวแทนภาคประชาชน หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตัวจริง เข้าไปเป็นคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการกองทุนยุติธรรมเพื่อร่วมกำกับติดตาม
- ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558: เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพและปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างชัดเจน




