คิกออฟสินเชื่อ ดอกเบี้ยคนละครึ่ง อนุทิน ช่วยเกษตรกรเข้าถึง ด้าน บีโอไอ เฮ อีวี ลงทุน 1.3 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พระนครศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลได้นำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิตมามอบให้เกษตรกร โดยรัฐบาลจะช่วยรับภาระดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงเงินทุนสำหรับซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ
“รัฐบาลต้องมีมาตรการหลายอย่างมารองรับ โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการให้กู้เงิน แต่สร้างโอกาสให้พี่น้องเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ และสามารถลดต้นทุนได้อย่างแท้จริง โดยจะมีการให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้เข้าอบรมพัฒนาทักษะ เพื่อเสริมความรู้ด้านการบริหาร จัดการต้นทุน และการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพด้วย” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลจะสนับสนุน ติดตาม และส่งเสริมความร่วมมือในการยกระดับภาคการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลผลิตด้วย อาทิ ส่งเสริมการเลือกใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดิน, ใช้เทคโนโลยี ช่วยวางแผนการเพาะปลูกและบริหารต้นทุน, ใช้โดรนในการเพาะปลูก, เลือกใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงและทนต่อสภาพอากาศ ฯลฯ มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ในวันหน้า เพราะเป้าหมายของรัฐบาลต้องการให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้นๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยรถยนต์ HEV มีสัดส่วนสูงที่สุดร้อยละ 21.8 ตามมาด้วยรถยนต์ BEV ร้อยละ 19.6 และ PHEV ร้อยละ 2.9 แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน
โดย HEV จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)
นายนฤตม์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรีและระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร
นายนฤตม์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่มเดินสายการผลิตรถ BEV ในไทยแล้ว โดยเริ่มจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู โดยบริษัทเหล่านี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้ ททท.สำนักงานตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดระยะไกลอย่างยุโรป กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งช่วงเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ถือเป็นช่วงของการเข้าสู่ท่องเที่ยวฤดูฝน หรือ กรีนซีซั่น โดยตลาดที่มีความนิยมเข้ามาท่องเที่ยวช่วงฤดูฝนของไทยเป็นประเทศระยะไกล โดยเฉพาะขณะนี้ที่ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ททท.ร่วมกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย ทั้งสายการบิน โรงแรมที่พัก และบริษัทนำเที่ยว เร่งสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวชาวยุโรปว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนในช่วงเปลี่ยนฤดูท่องเที่ยว หรือ Shoulder Season แนวคิด “บลูมมิ่ง แอนด์ ไบร์ท อะเมซิ่ง ไทยแลนด์” และว่า ได้สั่งการให้ ททท.ภูมิภาคยุโรป 7 สำนักงาน ได้แก่ ลอนดอน ปารีส แฟรงก์เฟิร์ต ปราก สตอกโฮล์ม มอสโก และโรม เร่งประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่า ฤดูฝนของไทยเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวได้รับความคุ้มค่าสูงสุด



