หน้าแรก การเมือง แกนนำพีมูฟแจ้...

แกนนำพีมูฟแจ้งเอาผิดตร. ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ทำแขนหัก บี้รบ.ดันแก้สารพิษข้ามแดนวาระแห่งชาติ

9.07.26 | 16:53 น.

แกนนำพีมูฟ อาการเริ่มดีขึ้น หลังแพทย์ผ่าตัดใช้นอตยึดกระดูกให้ คาดนอนรักษาตัวอีก 1 สัปดาห์ ยืนยันเดินหน้าเอาผิดตำรวจทำเกินกว่าเหตุ จี้รัฐบาลยกระดับปัญหาสารพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้ พ.ร.บ.การชุมนุม

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของนายวิศรุต ศรีจันทร์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) และในฐานะกองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) หลังปะทะกับตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ที่ไปดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง เพื่อแสดงเจตจำนงในการปกป้องแม่น้ำกกจากผลกระทบการทำเหมืองแร่ของกลุ่มทุนข้ามชาติ และยื่นหนังสือถึงประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ณ สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.69 ที่ผ่านมา

ล่าสุดแพทย์ได้ผ่าตัดโดยใช้นอตยึดกระดูกให้นายวิศรุต เมื่อวันที่ 7 ก.ค. การผ่าตัดผ่านพ้นไปด้วยดี แต่แพทย์ยังให้พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่อจนกว่าอาการจะดีขึ้น

นายวิศรุตเปิดเผยว่า อาการดีขึ้นตามลำดับแต่ยังรู้สึกเจ็บแผลอยู่ ส่วนจะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกกี่วันก็ขึ้นกับอาการ คาดว่าประมาณ 1 สัปดาห์ หลังผ่าตัดสามารถลุกเดินได้และขยับแขนข้างขวาได้ปกติ แต่แขนซ้ายที่เพิ่งผ่าตัดยังขยับได้ไม่มาก ช่วงที่ยังรักษาตัวก็มีนักกายภาพมาช่วยทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายให้

ส่วนการดำเนินคดีหลังเกิดเหตุปะทะจนได้รับบาดเจ็บนั้น นายวิศรุตกล่าวว่า ได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่แล้ว ยืนยันว่าจะไม่ยอมความ เพราะการชุมนุมที่ผ่านมาผู้ชุมนุมไปกันน้อย และการปะทะที่เกิดขึ้นผู้ชุมนุมก็ไม่ได้เริ่มก่อน จึงรู้สึกว่าครั้งนี้ตำรวจทำเกิดกว่าเหตุ ทั้งจากหลักฐานภาพที่ปรากฏจะเห็นว่าตนเสื่อสารและพูดคุยกับตำรวจตลอด เพราะได้รับมอบหมายหน้าที่ให้พูดคุยทำความเข้าใจกับตำรวจว่ารูปแบบกิจกรรมจะเป็นแบบไหน

นายวิศรุตกล่าวว่า ทั้งนี้ ในการจัดกิจกรรมชุมนุม ได้มีการแจ้งให้ทางตำรวจทราบว่าทางเครือข่ายฯจะทำกิจกรรมในช่วงเวลา 11.00-12.00 น. หรือเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะผู้ชุมนุมทราบอยู่แล้วว่าสถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ปิดทำการในวันดังกล่าว รูปแบบการชุมนุมจึงไปรวมตัวกันที่หน้ากงสุลจีนเพื่อทำกิจกรรม และอ่านแถลงการณ์ก่อนแยกย้ายกัน แต่ตำรวจกลับทำเกินขอบเขตมากกว่าที่กฏหมายกำหนดไว้หรือตามหลักสากล

Advertisement

“การเคลื่อนไหวหลังจากนี้จะเดินหน้าผลักดันในหลายประเด็น โดยประเด็นแรกกรณีตำรวจจะใช้ช่องทางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการตรวจสอบการการทำงานว่าเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และขอบเขตหรือไม่ และ 2.เร่งผลักดันวาระข้อเสนอแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง สายน้ำที่กำลังเผชิญวิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามพรมแดนให้เป็นวาระแห่งชาติ รัฐบาลต้องจริงจังในการแก้ปัญหามากกว่านี้ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนในประเทศตัวเองไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเอง” นายวิศรุตกล่าว

สำหรับประเด็นที่ 3 นายวิศรุตชี้ว่า ระยะยาวต้องผลักดันให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เพราะหลายครั้งที่ประชาชนเคลื่อนหรือจัดกิจกรรม เมื่อแจ้งการชุมนุมแล้วตำรวจต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้แจ้งการชุมนุมหรือไม่ แต่ตำรวจกลับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุม เป็นเครื่องมือและเป็นเกราะป้องกันตัวเอง รวมทั้งกระทำกับผู้ขออนุญาตการชุมนุม มองว่า พ.ร.บ.การชุมนุม มีปัญหาเพราะตำรวจไม่รู้บทบาทของตนเอง จึงต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.การชุมนุม เพื่อไม่ให้ตำรวจใช้เป็นเกราะป้องกันตนเองและทำร้ายประชาชนได้อีก