‘อนุทิน’ ยันไม่ทบทวน ลุยฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ กล่าวหาฮั้วสว. ‘เป๋า’ พร้อมสู้ ลั่นขอให้จ้างทนายยื่นฟ้อง จี้เบิกความ         

24.07.26 | 06:05 น.

‘อนุทิน’ ยันไม่ทบทวน ลุยฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ กล่าวหาฮั้วสว. ‘เป๋า’ พร้อมสู้ ลั่นขอให้จ้างทนายยื่นฟ้อง จี้เบิกความ     

                                                               

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ว่าจะมีการทบทวนการยื่นฟ้องหรือไม่ ว่า จะไม่มีการทบทวน เมื่อถามว่าจะดำเนินการยื่นฟ้องได้เมื่อใด นายอนุทิน กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการแล้ว แต่จะเป็นในสัปดาห์นี้หรือไม่ ไม่ทราบ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าอะไรเป็นเหตุผลที่รับไม่ได้มากที่สุดทำให้ยื่นฟ้อง นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ไปถามทนายความ

ต่อมานายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โพสต์ในลักษณะขอให้พรรคภูมิใจไทย และผู้ที่มีชื่อถูกกล่าวหาเอี่ยวคดีฮั้วเลือกส.ว. 9 คน รวมถึงนายอนุทิน ไม่ฟ้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท หรือไม่ฟ้องในพื้นที่ห่างไกล หรือไม่แจ้งความกับตำรวจ โดยนายกฯ ยิ้มก่อนจะตอบ “เขาไม่มีสิทธิ์ เป็นเรื่องของผู้ที่ถูกกล่าวหา”

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกฯใจกว้าง ไม่ดำเนินคดีกับผู้ที่ออกมาตรวจสอบ นายอนุทิน ยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะตอบว่า “ใจผมกว้างกว่าทุกคน เสี่ยหนูใจกว้างอยู่แล้วใครๆก็รู้” และขอยืนยันว่าจะเดินหน้าดำเนินคดีเต็มที่ เพราะเป็นสิทธิ์ของตน และผู้ที่ถูกกล่าวหาทุกคน และไม่ได้เป็นการนัดหมายกันดำเนินคดี ไม่มีคุยกัน ใครอยากทำอะไรก็ทำ เพราะเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่หน้าที่การงาน ใครก็ตามที่มีความประสงค์ที่จะป้องกันการกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงอย่างไรก็มีกฎหมาย

ด้านนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ขอเขียนยืนยันไว้ตรงนี้อีกครั้งนึง ผมขอร้อง และขอเชิญชวนให้พรรคภูมิใจไทย(ภท.)ทบทวน และตัดสินใจใหม่ไม่ต้องฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อผม ผมไม่เคยอยากถูกฟ้องและไม่อยากใช้เวทีคดีหมิ่นประมาทในฐานะจำเลย เพื่อพิสูจน์อะไร ไม่ใช่เพราะว่าผมกลัวแพ้คดี แต่เพราะผมเห็นว่ามันเป็นมาตรฐานการใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง และไม่สง่างามต่อท่านเอง กรณีที่ผมพูดถึงกระบวนการโกงเลือก ส.ว. ไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหม่ มีผู้คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ พยานที่เกี่ยวข้อง พูดเรื่องนี้มานานแล้ว และพูดออกทีวี แถลงข่าวไปหลายครั้งแล้ว ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งเรานำเสนอนั้นไม่เป็นความจริงขอให้ท่านชี้แจง สังคมก็จะได้ยิน สังคมไม่จำเป็นต้องเชื่อผม ไม่จำเป็นต้องเชื่อพยานเหล่านั้น บางกรณีและบางท่านก็ได้ชี้แจงแล้วที่เหลือก็เป็นเรื่องของสังคมจะตัดสินใจ สิ่งที่ผมได้ทำไป เป็นเพียงการรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีปรากฏอยู่แล้วก่อนหน้านี้จากปากคำพยานมากมายนำเสนอให้ฝ่ายค้านใช้อำนาจหน้าที่ตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา เป็นการทำหน้าที่ในฐานะประชาชนธรรมดา ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ตรวจสอบแล้วว่าไม่จริง ก็จบไป ผมก็ไม่อาจมีอำนาจทำอะไรท่านไปได้มากกว่านั้นอีกแล้ว”

“จึงขอร้องอีกครั้งให้ท่านทบทวน แต่หากท่านทบทวนแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นจะต้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทจริง เพราะท่านเห็นว่ามีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอย่างไร และทำให้ท่านเสียหายโดยไม่สามารถเยียวยาความเสียหายของท่านได้โดยวิธีการชี้แจงต่อสาธารณะ ผมก็พร้อมที่จะนำข้อเท็จจริงที่มี อยู่ในมือมากมายในวันนี้ และที่จะเพิ่มเติมอีกได้ในอนาคต เอาขึ้นพิสูจน์ในชั้นศาลครับ”นายยิ่งชีพ ระบุ

Advertisement

นายยิ่งชีพ ระบุต่อว่า “หากท่านตัดสินใจจะต้องดำเนินคดีหมิ่นประมาท เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ผมขอร้องท่านอีกด้วยว่า มาสร้างบรรทัดฐานการดำเนินคดีที่ดีด้วยกันครับ 1.อย่าใช้ตำรวจและกลไกของรัฐ เป็นเครื่องมือ นักการเมืองทั้งหลายมีต้นทุนทางสังคม และมีทรัพยากรด้านการเงินอยู่แล้ว ขอให้จ้างทนายความยื่นฟ้องต่อศาลเอง 2.อย่าฟ้องแยกเป็นหลายคดี เพราะการกระทำของผมทั้งหมดเกิดขึ้นครั้งเดียว ถ้าหากบุคคลที่ผมกล่าวถึงทั้ง9ท่านรู้สึกว่าเสียหายก็สามารถเป็นโจทก์ยื่นฟ้องร่วมกันได้ ในเมื่อชัดเจนแล้วว่าการตัดสินใจจะฟ้องเป็นการตัดสินใจร่วมของพรรค ก็รวมกันมาเรื่องเดียว เพราะการมีหลายคดีทำให้ต้องจัดการพยานหลักฐานซ้ำกันหลายชุด 3.อย่าฟ้องคดีทางไกล ผมทราบว่าทะเบียนบ้านของคนที่ผมกล่าวถึงหลายท่านไม่ได้อยู่กรุงเทพ แต่ท่านก็ทำงานกันที่นี่ มีหน้าที่การงานอยู่ที่รัฐสภาซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ขอให้ท่านยื่นฟ้องโดยตรงต่อศาลอาญาเป็นคดีเดียวกัน เพราะการดำเนินคดีในจังหวัดอื่นมีแต่เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยต้องเดินทาง สุดท้ายผมอาจชนะคดีได้ไม่ยากเพราะผมมีข้อเท็จจริงที่ใช้พิสูจน์ แต่ต้นทุนที่อาจต้องใช้ในการเดินทางมันเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายและเวลา และ4.ท่านมาเบิกความเองด้วยนะครับ เพราะข้อมูลที่ผมได้ยื่นขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ หลายเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับพฤติกรรมส่วนบุคคล ถ้าท่านใช้วิธีมอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคภท. หรือทนายความมาเป็นผู้เบิกความแทน ฝ่ายจำเลยก็ไม่สามารถถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงอะไรได้ ฝ่ายจำเลยก็จะยิ่งเสียเปรียบอีก