หน้าแรก การเมือง ป.ป.ช.พาบุกพิ...

ป.ป.ช.พาบุกพิสูจน์วัดป่าชนะใจ จ.สระบุรี รุกพื้นที่ ส.ป.ก. ตามหาตัวผู้ถือกรรมสิทธิ์

13.08.26 | 18:51 น.

ป.ป.ช.พาสื่อบุกพิสูจน์วัดป่าชนะใจ จ.สระบุรี รุกพื้นที่ ส.ป.ก. เจอแผ้วถางเตรียมสร้างอาคาร-วางบ้านน็อคดาวน์ ตามหาตัวผู้ถือกรรมสิทธิ์ รับพื้นที่ใหญ่ ดูแลยาก ‘ภูนับดาว’ ติดโผด้วย   “กรมป่าไม้” แฉ เจตนาครอบครอง 2,000 ไร่ ชี้ ยังไม่ได้รับอนุญาต แต่เดินหน้าปรับพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ครั้งที่ 2 ลงพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยมีนายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนกลาง ผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 1 พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการจากส่วนกลางและภายในจังหวัดสระบุรี และสื่อมวลชนเข้าร่วมโครงการ


โดยในช่วงเช้าวันนี้ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. บูรณาการร่วมกับรองผู้ว่าฯสระบุรี พร้อมด้วยตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรรม (ส.ป.ก.) ตัวแทนกรมป่าไม้ และตัวแทนกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลงพื้นที่สถานที่ปฏิบัติธรรมวัดป่าชนะใจ ตั้งอยู่บนดอนมวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยถูกร้องเรียนว่า มีการบุกรุกพื้นที่กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.

นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ว่า ป.ป.ช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาตรวจติดตามการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. ที่เราทราบกันอยู่ว่ามีการบุกรุกที่ดินของรัฐหลายประเภท จากการดำเนินการที่ผ่านมา พบว่าหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบเข้าไปดำเนินการในส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งความ หรือสั่งให้ออกจากพื้นที่ หรือกำลังรื้อถอนสิ่งรุกล้ำต่าง ๆ ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วย

Advertisement

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.ลงมาติดตามความคืบหน้า เนื่องจากเป็นนโยบายในการป้องกันการทุจริต ต้องเรียนว่า ป.ป.ช.มีทุกจังหวัด ดังนั้นถ้าเกิดกรณีสุ่มเสี่ยงมีการกระทำผิด หรือเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ป.ป.ช.จะเข้าไประงับยับยั้ง ตัดวงจรไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดือดร้อน ปฏิบัติผิดพลาด

“เพราะฉะนั้นส่วนพื้นที่ตรงนี้ เราเห็นว่าเป็นพื้นที่ใกล้ กทม. เราต้องเข้ามาดำเนินการทุกเดือน วันนี้ล่วงเข้าเดือนที่ 6 อยากเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ฟังผู้ที่เกี่ยวข้องที่ไปดำเนินการ ก็ทำเต็มกำลังตามกรอบอำนาจหน้าที่แล้ว ผลในทางปฏิบัติเป็นอย่างไร ป.ป.ช.จะติดตามจนกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จ ตรงนี้เป็นนโยบาย” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างไรบ้าง มีระบบน้ำด้วย รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เท่าที่เราดูสักครู่ จากการทำทางขึ้นมา ต้องใช้เครื่องมือหนัก มีการวางแผน มีการเตรียมการ มีการตีแปลงต่าง ๆ ไว้ เพื่อทำเป็นสถานปฏิบัติธรรม หรืออะไรสุดแท้แต่ มีการทำให้พื้นที่ลาดชัน เข้าถึงง่าย อาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์กับ ส.ป.ก.หน่วยงานที่เขาอนุญาตให้ใช้พื้นที่ เมื่อสักครู่เห็นเป็นแทงก์ เห็นท่อน้ำ ค่อนข้างมั่นคง น่าจะมีการขุดเจาะ เดี๋ยวรายละเอียดให้เจ้าของพื้นที่ดู

ซักอีกว่า ป.ป.ช.เคยลงพื้นที่มาติดตามความคืบหน้า รายละเอียดได้ตรวจสอบหรือไม่ ก่อนหน้านี้การเข้ามาทำพื้นที่ต่าง ๆ มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวหรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ป.ป.ช.อยู่ระหว่างตรวจสอบตลอด แม้ว่ายังไม่มีคดีไปที่ ป.ป.ช.โดยตรง แต่ดูจากสภาพ ยอมรับว่าพื้นที่กว้าง การดูแลรักษาค่อนข้างทำได้ยาก เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวหรือไม่ ต้องดูเป็นกรณีไป อย่างกรณีนี้พยายามเก็บข้อมูล

ถามย้ำว่า ตั้งแต่ตรวจสอบยังไม่พบคนอ้างสิทธิ์พื้นที่ตรงนี้ใช่หรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่พบโดยตรง ส่วนจะดำเนินการกับผู้อ้างสิทธิ์อย่างไรนั้น ในส่วนนี้ พื้นที่เป็นความรับผิดชอบหลัก ๆ ของ ส.ป.ก. และกรมป่าไม้ ต้องดูว่าพื้นที่ตรงนี้ อยู่ในความรับผิดชอบหลักของใคร แต่ 2 หน่วยนี้เกี่ยวข้องโดยตรง ถ้าบุกรุก หรือใช้ผิดวัตถุประสงค์ ต้องดำเนินการเพิกถอน หรือดำเนินการแจ้งความ

เมื่อถามว่า บริเวณศูนย์ปฏิบัติธรรม และวัดมีคนอยู่อาศัยหรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบจากที่ลงพื้นที่ มีใช้บ้าง แต่ว่าไม่ใช่พระ เป็นชี หรือคนทั่วไป การอยู่อาศัยแบบนี้ถือว่าผิด เพราะเขาไม่มีสิทธิ์อยู่ ส่วนมีการดำเนินการหรือไม่นั้น ในส่วนพระสงฆ์นิมนต์ท่านไปอยู่ในสถานที่ที่อยู่ได้ เหลือแค่แม่ชี เล็ก ๆ น้อย ๆ ประสานไปว่า ไม่สามารถอยู่ได้ ก็เรียนว่าน้อยลง โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เราเฝ้าระวัง ไม่อยากให้เกิดการลูบหน้าปะจมูก ต้องไม่มีการดำเนินการอะไรต่อ ป.ป.ช.จะทำอย่างนี้ โดยหน่วยงานในพื้นที่ เขาลงกันทุกเดือน แต่ส่วนกลาง 6 เดือนถ้ายังไม่คืบหน้า จะลงมาติดตาม จะใช้หน่วยงานในพื้นที่ติดตาม

เมื่อถามอีกว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการเป็นรูปธรรมคืออย่างไร นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วน ป.ป.ช.การบุกรุกลักษณะนี้มีเยอะมาก สุดท้ายหน่วยงานของรัฐ จะตามหลังผู้กระทำผิดเสมอ วัดป่าชนะใจ อาจเป็นโมเดลแรกที่ ป.ป.ช.คุยกับหน่วยงานเกี่ยวข้องว่า ก่อนดำเนินการใด ๆ หน่วยงานต้องมีหน้าที่ทำอะไร เราอาจทำข้อเสนอให้รัฐบาล ให้จัดการกับทรัพย์สินประเทศนี้อย่างไร เช่น ก่อนยกให้ ส.ป.ก.อาจต้องกันแนวเขตหรือไม่ อะไรเป็นป่า อะไรไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ ตัว ส.ป.ก.เอง ถ้ายังไม่ออกหลักฐานถือครอง ก็ต้องถือว่าที่ป่าอยู่ ใครเข้ามาถือว่าบุกรุกอยู่แล้ว เพียงแต่พื้นที่เยอะ บริเวณนี้เกือบ 2 หมื่นไร่ เข้าได้ทุกจุด ค่อนข้างดูแลลำบาก แต่เราต้องกวดขัน ระมัดระวัง ไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้เยอะ เพราะพื้นที่แบบนี้ ส.ป.ก.ปฏิรูปพื้นที่ให้เกษตรกร ความเป็นเกษตรกรสำคัญสุด คนไม่มีสิทธิ์อยู่ ต้องเปลี่ยนมือ เชิญออก ไม่สามารถทำประโยชน์ได้

“เฉพาะพื้นที่ตรงนี้ ดอนมวกเหล็ก 2 หมื่นไร่ แต่ที่อื่นมีลักษณะอย่างนี้เยอะ เช่น ภูนับดาว และอีกหลาย ๆ ที่มีลักษณะอย่างนี้ ตรงนี้ปัจจุบันต้องเรียนว่า เทคโนโลยีเราทันสมัยขึ้น ภาพถ่ายทางอากาศ รังวัด ปักหมุดค่อนข้างดี เราต้องขีดให้ชัดว่าตรงไหนคือทำกินได้ อยู่อาศัยได้ ตรงไหนต้องอนุรักษ์ให้คนในชาติ พอคนเยอะ พื้นที่น้อย การบุกรุกเกิดขึ้นได้ วันนี้คนต่างชาติไปบุกรุกแล้ว เอาง่าย ๆ แล้วคนไทยก็ต้องทำผิดกฎหมาย ไปบุกรุกต่อ คงไม่ถูก ต้องจัดการตามระบบ” นายเกียรติศักดิ์ กล่าว

ด้านนายบัญชา ไชยมโน ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ที่ดินบริเวณที่ตั้งของวัด เดิมที ส.ป.ก.จัดสรรให้กับเกษตรกร 1 ราย พื้นที่ 13 ไร่ แต่มีการสละสิทธิ์ให้กับวัด ซึ่งตามหลักการแล้ววัดจะต้องมาขออนุญาต ส.ป.ก.ในการใช้พื้นที่ แต่กลับดำเนินการจัดสร้างวัดโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่า ผิดระเบียบของ ส.ป.ก. ซึ่งจากการตรวจสอบพื้นที่ ส.ป.ก.โดยรอบมีประมาณ 1,000 ไร่ แต่ที่มีการปรับหน้าดินและทำถนนแล้วประมาณ 100 ไร่ โดยได้แจ้งความเอาผิดกับทางวัดไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน ทั้งนี้วัดจะมีโอกาสตั้งในพื้นที่เดิมได้หรือไม่ หากขออนุญาตถูกต้อง ก็สามารถทำได้ แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่ความเหมาะสมของสถานที่ เช่น สถานปฏิบัติธรรมชนะใจ ถือว่าไม่เหมาะสม

ส่วนพื้นที่ ส.ป.ก.ในจังหวัดสระบุรีที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์จำนวนเท่าไหร่ นายบัญชา ยอมรับว่า ไม่เคยสำรวจเป็นตัวเลขชัดเจน แต่ก็พบว่า มีการใช้ประโยชน์ที่ดินผิดวัตถุประสงค์บ้างตามที่เคยเป็นข่าว

ด้านนายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดี กรมป่าไม้ กล่าวว่า ได้ร่วมบูรณาการมาตั้งแต่ต้นที่มีการตรวจสอบ ต้องขอขอบคุณ ปปช. ปปท. รวมถึงหน่วยราชการที่มาช่วยกัน ซึ่งกรณีนี้เกิดจากชาวบ้านเข้ามาร้องเรียนไปที่ ปปท. แล้วมีการหารือว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ ซึ่งทาง ผอ. ปปท.เขต 1 ได้เข้าไปดูภาพในโซเชียลก็พบร่องรอย ที่ชัดเจนของพื้นที่จึงได้ดำเนินการสืบค้น นัดประชุม เพื่อวางแผนดำเนินการร่วมกัน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินทั้งหมด เพราะมีการเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแล้ว เมื่อปี 2520 ตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ในมติคณะรัฐมนตรีระบุไว้ชัดเจนว่า พื้นที่ส่วนที่เพิกถอนไปเมื่อจัดให้เกษตรกรแล้ว ตรงไหนเป็นป่า ตรงไหนเป็นเขา ตรงไหนเป็นสวนป่า ตรงไหนเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งจุดนี้เป็นพื้นที่ต้นน้ำชั้นที่ 2 จึงมีความชัดเจนว่าตรงนั้นห้ามปฏิรูป โดยจะต้องดำเนินการตามหลักวิชาการ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปดูแลตามหลักวิชาการเช่นกัน หากมีการบุกรุกก็ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สำหรับพื้นที่ส่วนนี้เมื่อถูกเพิกถอนแล้วก็จะกลายเป็นป่าตาม พรบ.ป่าไม้ 2484 ซึ่งอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งอำนาจหน้าที่ตาม พรบ. เปรียบเสมือนเจ้าพนักงาน ตำรวจ ที่สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ถ้าเกิดทำผิดบุกรุกแผ้วถาง ทำให้เสื่อมเสียสภาพป่าสงวนอย่างที่เห็นวันนี้

สำหรับพื้นที่บริเวณนี้ทางสำนักสงฆ์มีเจตนาครอบครองพื้นที่ประมาณ 2000 ไร่ แต่พื้นที่ที่เสียหายจริงอยู่ที่ประมาณ 136 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวามูลค่าความเสียหายประมาณห้าล้านบาทเศษ พร้อมยืนยัน เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ได้มอบหมายให้ชุดพยัคฆ์ไพร ไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษในเฉพาะส่วนพื้นที่ของกรมป่าไม้ต่อพนักงานสอบสวนที่สภ. วังม่วงแล้ว

ทั้งนี้ หลังจากร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็มีการพูดคุยกันว่าจะโอนคดีไปที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และเมื่อโอนคดีไปแล้ว ปรากฏว่า มูลค่าความเสียหายทั้งหมด มากกว่า 50 ไร่ เพราะถือเป็นคดีรายใหญ่ ทำให้อำนาจในการสอบสวนกลายเป็นคดีพิเศษขึ้นมา ทาง บก.ปทส. จึงโอนคดีไปที่ดีเอสไอ ซึ่งกระบวนการส่วนนี้จะค่อนข้างล่าช้า ซึ่งล่าสุดดีเอสไอได้นำเข้าพิจารณา มีมติไม่รับคดีนี้เข้าเป็นคดีพิเศษ จนท้ายที่สุดคดีนี้ก็กลับมาอยู่ที่ บก.ปทส. ตามเดิม ซึ่งได้มีการสอบปากคำพยานแวดล้อมครบหมดแล้วเหลือเพียง สปก. ที่เดียว ซึ่งยังขาดประเด็นเรื่องความเสียหายว่ามีกี่ไร่ มูลค่าที่เสียหายเท่าไหร่ ซึ่งหากทาง สปก. มาให้ปากคำ บก.ปทส. เสร็จ ก็สามารถสรุปคดี เพื่อดำเนินการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

ส่วนความต้องการของสถานปฎิบัติธรรมที่มีเจตนาครอบครองประมาณ 2000 ไร่ กรมป่าไม้ ชี้แจงว่า จากการสืบค้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีภาพปรากฏว่าจุดที่เป็นผาชนะใจจะเป็นจุดที่สร้างองค์พระใหญ่ มีทางลาดลงไปที่วัด ซึ่งเป็นแนวคิดของทางวัดว่าจะพัฒนาพื้นที่ส่วนนี้เป็นแลนด์มาร์ก สถานที่ท่องเที่ยวและจุดเช็คอิน ของสำนักสงฆ์ป่าชนะใจ เพราะมองว่าอาจจะเลียนแบบเหมือนในต่างประเทศหรือสถานที่ อย่างเช่นวัดใหญ่ที่จังหวัดภูเก็ต หรือในหลายที่ที่จะรังสรรค์พื้นที่ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ในอำเภอมวกเหล็ก แต่พื้นที่ส่วนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ต้องได้รับการอนุญาตก่อน แต่ในข้อเท็จจริงยังไม่ได้รับอนุญาต จึงเป็นประเด็นการสืบค้นขึ้นมา ทั้งนี้ ในกฎหมายของกรมป่าไม้และ สปก. ก็มีขั้นตอนขออนุญาตอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญพื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นสอง จึงต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ว่าคิดแล้วสร้างได้เลย นำรถแมคโคร รถบรรทุกเข้ามาปรับเปลี่ยนพื้นที่เลย ตัดไม้หวงห้ามออกหมด เหลือแต่ไม้กระถิน ส่อเจตนาว่าเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมนั่นเอง พร้อมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่กังวลเช่นกัน โดยพื้นที่ในลักษณะเช่นนี้เราสามารถบูรณาการร่วมกัน เพื่อดูแลพื้นที่ อย่างเช่น ประกาศเป็นพื้นที่ป่าชุมชนในเขตปฏิรูป หรือทำอะไรที่เกิดประโยชน์สาธารณะ ชุมชนเข้ามาหาเก็บของป่าใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

ขณะเดียวกัน จะเป็นวิธีการเขมือบป่าโดยใช้ศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องมือนั้น กรมป่าไม้ ไม่อยากพูดอย่างนั้น ขออนุญาตไม่ตอบ ส่วนที่ผ่านมาข้อเท็จจริงปรากฏว่าสำนักสงฆ์มักจะอยู่ใจกลางป่า โดยสร้างบ้านไปตั้งไว้เพื่อให้คนจับจอง ทำให้กรมป่าไม้ ต้องชี้แจงทันทีว่า ตนไม่อยากแตะมาก แต่สิ่งที่สำนักสงฆ์ทำ ทำโดยที่ไม่ฟังกฎหมายบ้านเมือง จริงๆ ก็พยายามจะถวายความรู้พระสงฆ์ พื้นที่ไหนที่สามารถทำโครงการร่วมกันได้ ก็สามารถอนุญาตได้ แต่กรณีของสำนักสงฆ์แห่งนี้ ต้องการทุนเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา พื้นที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดป่าชนะใจ ถูกเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.สระบุรี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทศ.) ลงพื้นที่เข้าตรวจค้นพบว่า มีเนื้อที่กว่า 13 ไร่ ก่อสร้างอาคารกว่า 10 หลัง ตั้งอยู่ในเขต ส.ป.ก. นอกจากนี้ยังพบการแผ้วถาง ปรับพื้นที่ แบ่งล็อก วางโครงสร้างบ้านน็อคดาวน์ รวมถึงพบร่องรอยรถแบ็กโฮและรถสิบล้อ ขุดดิน ถามดิน ตัดต้นไม้ เพื่อปรับพื้นที่ รวมถึงการปรับหน้าดินบนเขา เตรียมสร้างพระประธานองค์ใหญ่ พร้อมปักธงวัดด้วย