พรสันต์ เลกเชอร์ แสวง ปมตีความ ม.226 ชี้่ต้องอ่านทั้งหมด อย่าตีความเกินรธน.
วันที่ 25 สิงหาคม รศ.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่เลขาฯ กกต. ออกมาอธิบาย ม.226 ของรัฐธรรมนูญโดยแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 3 ข้อ และย้ำว่าจะต้องครบองค์ประกอบทั้งหมด กกต. จึงสามารถส่งให้ศาลฎีกาได้ ผมเห็นว่าไม่น่าจะถูกต้องสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญที่กำกับโครงสร้างคดีเลือกตั้งอยู่ ดังนั้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชา จึงขออธิบายให้เข้าใจหลักการในการบังคับใช้บทบัญญัติ ม.226 แบบง่ายๆ ดังนี้
1. ม.226 ใช้บังคับเมื่อใด?
– เป็นการบังคับใช้ในกรณีที่ กกต. ได้ประกาศผลการเลือกตั้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2. ม.226 ใช้บังคับกับบุคคลใดและการกระทำลักษณะใด?
– ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำผิดของบุคคลอื่น (ต้องอ่านควบคู่ไปกับ ม.62 ของ พรป.ได้มาซึ่ง สว. ซึ่งออกมาเพื่อสอดรับกับ ม.226 นี้ อนึ่ง กกต.เคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครตาม ม.266 ประกอบ ม.62 มาแล้ว)
3. ม.226 กำหนดให้ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อใด?
– เมื่อสืบสวน หรือไต่สวนแล้วปรากฏ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำตามข้อ 2 กกต. มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ทั้งนี้ คำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” คือมาตรฐานของพยานหลักฐานในชั้น กกต. ที่ ม.226 กำหนดให้เป็นเงื่อนไขนำคดีขึ้นสู่ศาล มิใช่การวินิจฉัยเสียก่อนว่าบุคคลนั้นๆ กระทำความผิดเป็นที่ยุติแล้ว (คดีเลือกตั้งที่เป็นคดีทางกฎหมายมหาชนมีลักษณะและธรรมชาติของคดีที่แตกต่างไปจากคดีอาญาไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้)
4. ม.226 กำหนดบทบาทศาลฎีกาอย่างไร และส่งผลต่อบทบาทของ กกต. อย่างไร?
– ความมุ่งหมายสำคัญของ ม.226 คือการกำหนด “การพิจารณาคดีแบบระบบไต่ส่วน” ของศาลฎีกาในคดีการกระทำความผิดตาม กม.เลือกตั้ง (โปรดอ่านบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 72 ม.224/1) ดังนั้น ใน ม.226 วรรค 2 จึงกำหนดให้ศาลฎีกา มีอำนาจ “สั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้” ก่อนที่ศาลจะเป็นผู้พิพากษาว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดตามที่ถูกร้องหรือไม่ (สอดรับกับมาตรฐานในการนำส่งคดีขึ้นสู่ศาลของ กกต. [หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า])
– เช่นนี้แล้ว บทบัญญัติ ม.226 จึงได้ทำการแบ่งแยกและกำหนดบทบาทระหว่าง “กกต.” และ “ศาลฎีกา” ไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ กกต. มีหน้าที่สืบสวนหรือไต่สวนและประเมินว่าพยานหลักฐานเชื่อว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายหรือไม่โดยไม่จำต้องเป็นที่ยุติ ในขณะที่ศาลฎีกาจะทำหน้าที่ในการพิจารณาในระบบไต่ส่วนและนำไปสู่การวินิจฉัยในขั้นสุดท้าย
ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากตั้งข้อสังเกตการบังคับใช้ ม.226 ผ่านการแสดงความเห็นของเลขาฯ กกต. ว่าพึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอ่าน ตีความ และบังคับใช้ ม.226 หากพยายามสร้างเงื่อนไข หรือองค์ประกอบที่เข้มงวดเกินเลยโดยไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและหลักการตามที่ได้อธิบายไปข้างต้น (เกินกว่าบทบัญญัติอย่างที่ควรจะเป็น) ย่อมถือเป็นการทำลายเส้นแบ่งระหว่างบทบาทอำนาจหน้าที่ของ กกต. และ ศาลฎีกา ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
การอ่านและตีความ ม.226 ของรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ต้องอ่านบทบัญญัติทั้งมาตราเป็นระบบเดียวกัน มิใช่อ่านเฉพาะเงื่อนไขการยื่นคำร้องโดยแยกออกจาก “การพิจารณาคดีแบบระบบไต่สวนและบทบาทของศาลฎีกา” ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในวรรคถัดมาอันถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างกระบวนการพิจารณาที่ ม.226 กำหนดไว้ครับ



