หน้าแรก การเมือง พริษฐ์ จี้กกต...

พริษฐ์ จี้กกต.พูดให้ชัด ลงมติฮั้วสว.วันไหน เตือนอย่าคิดตอบแทนบุญคุณจนเสี่ยงคุกเอง

25.08.26 | 11:24 น.
พริษฐ์ วัชรสินธุ

พริษฐ์ จี้กกต.พูดให้ชัด ลงมติฮั้วสว.วันไหน เตือนอย่าคิดตอบแทนบุญคุณจนเสี่ยงคุกเอง

เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 25 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการลงมติว่าจะส่งคดีฮั้ว ส.ว.ไปยังศาลหรือไม่ ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ว่า ขอเรียกร้องไปยัง กกต. ควรให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะมีการลงมติในวันใด เพราะจากข้อมูลที่ตนติดตามพบว่าเป็นเพียงรายงานข่าวว่าจะมีการลงมติในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ กกต. ทำอยู่บ่อยครั้งในการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งสาระสำคัญไม่ใช่วันลงมติ แต่อยู่ที่ว่าจะลงมติอย่างไร กกต. ไม่ควรทำหน้าที่เป็นศาล เพราะเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต. ก็มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าใครทำความผิดหรือไม่ เพราะหลักฐานที่เราได้เปิดเผยหรือมีอยู่ในสาธารณะตนก็เชื่อว่าเพียงพอที่ กกต. จะส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาได้


นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่ามีความกังวลว่า กกต. จะตัดตอน ไม่ให้เรื่องไปถึงเครือข่ายนักการเมืองของพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เพราะหากดูจากคำสัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ก็เหมือนจะดูผิดหลักการ หรือพยายามที่จะหาทางลง ไม่สั่งฟ้องคนที่ไม่ใช่ผู้สมัคร สว.

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดข้อมูลการโทรของคนใกล้ชิดของนายชลัฐ รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทยกับกลุ่ม ส.ว. นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นข้อมูลที่ตนเชื่อว่าเป็นหลักฐานประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่ตนได้รับมามีการกลั่นกรอง ซึ่งเป็นข้อมูลการโทรระหว่างน.ส.รัตนา บ่อถ้ำ กับผู้สมัคร สว. อย่างน้อย 19 คน หลากหลายจังหวัด รวมกันมากถึง 62 ครั้ง ภายในห้วงเวลาแค่ 80 วัน ที่คาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว. และการเริ่มปฎิบัติหน้าที่ของ สว. ซึ่ง น.ส.รัตนา เป็นหนึ่งใน 229 คนที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 สรุปว่ามีมูลความผิดในคดีโกง สว. และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวนายชลัฐ ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. บัญชีรายชื่อและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ในช่วงปี 66-68 ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการเลือก สว. และเป็นช่วงมีประวัติการโทร

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า การเรียกร้องให้น.ส.รัตนาออกมาชี้แจงคงเป็นเรื่องยาก แต่จะเปิดสมัยประชุมสภาแล้ว การเรียกร้องให้นายชลัฐมาตอบคำถามคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไป ตนจึงอยากฝาก 5 คำถามไปถึงนายชลัฐ 1.ในช่วงปี 66-68 น.ส.รัตนา ช่วยงานนายชลัฐ หรือ งานของพรรคภูมิใจไทย ในด้านไหน และตอนนี้นางสาวรัตนา ยังช่วยงานอยู่หรือไม่ 2.เหตุใดน.ส.รัตนา ถึงได้มีการโทรคุยกับ ส.ว. จำนวนมาก เป็นจำนวนหลายครั้ง ในช่วงเลือกสว. 3.จริงหรือไม่ว่าน.ส.รัตนา ถูกมอบหมายให้เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานกับ ส.ว. ที่ได้รับเลือก รวมถึงการนัดหมายมาประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพ ในช่วงที่ ส.ว. เริ่มปฏิบัติหน้าที่ 4.จริงหรือไม่ว่านายชลัฐเคยไปร่วมประชุมกับ ส.ว. จำนวนมาก ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ กรุงเทพฯ หลังจากการเลือก ส.ว. เสร็จสิ้นลง และ 5.หากจริงนายชลัฐ ได้ไปร่วมประชุมในนามส่วนตัว หรือในนามกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและวันนั้นมีผู้บริหารพรรค หรือ ส.ส. พรรคภูมิใจไทย คนอื่นไปร่วมด้วยหรือไม่

Advertisement

เมื่อถามถึง กรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลการโทรของนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกับนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทยและประธานวิปพรรคร่วมรัฐบาล ที่อ้างว่ามีการติดต่อผู้สมัคร ส.ว. ซึ่งทั้งสองคนออกมาปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพร้อมถามกลับว่าข้อมูลการโทรได้มาถูกต้องหรือไม่ และหากได้มาจริงมีการกระทำใดที่ผิดกฎหมายบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนนั่งฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายภราดรกับนายกรวีร์ ทั้งสองคนไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการโทรเข้าโทรออก เป็นเพียงการตั้งคำถามเรื่องข้อมูลว่าจริงหรือไม่และได้มาได้อย่างไร ย้ำว่าข้อมูลที่ได้รับมาและอีกหลายภาคส่วนที่ได้รับมา เป็นข้อมูลที่ตนนำมากลั่นกรองแล้วระดับหนึ่ง ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่ และตั้งคำถามไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วตนก็ยังรอดูว่านายชลัฐจะปฏิเสธเรื่องการโทรหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ว่าโทรคุยกับใครจะผิดกฎหมาย ตนย้ำมาตลอดว่าเรื่องประเด็นการโกง ส.ว. เราไม่ควรมองหลักฐานแค่ชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นการเฉพาะ เพราะเป็นเหมือนภาพในจิ๊กซอว์ หากมองชิ้นเดียวจะไม่เห็นภาพรวม หากนำหลักฐานต่างๆ มาประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นประวัติการโทรคำบอกเล่าจากพยานบุคคล หลักฐานการนัดหมายเส้นทางการเงินคลิปเสียง รวมถึงบัตรเลือก สว. ระดับประเทศที่ซ้ำกันจำนวนมาก ประกอบกับตัวเลขโพยใบสั่งจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น และตนย้ำมาตลอดว่าไม่ต้องชัดเจนจนถุงขั้นสิ้นข้อสงสัย แต่แค่ควรเชื่อได้ว่า กกต. ก็ควรสั่งฟ้องไปที่ศาลฎีกา ตนเชื่อว่าสังคมก็เชื่อว่ามีการทุจริตและเฝ้ารอดู กกต. จะคงยืนยันหรือไม่ว่าไม่มีการทุจริต

“อยากฝากไปถึง กกต. ว่าอย่ายกคำร้องแม้หลักฐานมันชัด เพียงเพื่อตอบแทนบุญคุณคนที่เลือกคุณมา และอย่าเอาตัวเองมาเสี่ยงติดคุกเพื่อปกป้องระบอบสีน้ำเงินขอเป็นกำลังใจให้ กกต. ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา แล้วสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภราดรบอกว่า ยังไม่ถูกชี้มูลความผิดแต่ถูกพิพากษาไปแล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากนายภราดรอยากได้ความเป็นธรรมจากกระบวนการศาล ก็หวังว่าเรื่องนี้จะไปถึงศาล หาก กกต. สั่งฟ้อง ไปถึงศาลนายภราดรก็จะได้รับความเป็นธรรมจากศาลมีการไต่สวนข้อเท็จจริง ประวัติการโทร การกระทำของนายภราดรมีหลักฐานที่ศาลจะสามารถพิพากษาว่ากระทำความผิดหรือไม่ ในทางกลับกันหากเรื่องไปไม่ถึงศาล ข้อครหาเช่นนี้ก็จะยิ่งเกิดคำครหาในสังคม ถึงเหตุผลที่ กกต. ตัดตอนให้เรื่องไปไม่ถึงศาล เป็นเพราะ 4 ใน 7 ของ กกต. มาจาก สว. ที่ถูกรับรอง ที่ผูกมากับเงื่อนไขว่าขอให้ช่วยน้ำเงินด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่า การจัดเวทีเปิดหลักฐานคดีโกงสว.ในวันที่ 28-29 สิงหาคมนี้จะทันหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องเดินหน้าจนถึงนาทีสุดท้าย ดูวันต่อวันเพราะงานได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

เมื่อถามว่า มีคนออกมาวิจารณ์ว่าภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ออกมาเปิดหน้าขับเคลื่อนเรื่องนี้มากกว่าฝ่ายค้านนั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่กระทบต่อคนจำนวนมาก เราเห็นถึงความทำงานของทุกภาคส่วนทั้งจากภาคประชาสังคม สว. และ สว.สำรอง ที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เราในฐานะฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่เต็มที่ เป็นการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วนในคดีที่ส่งผลต่ออนาคตสำคัญของประเทศ

เมื่อถามว่า หากวันที่ 28 สิงหาคมนี้ กกต. มีมติไม่ส่งฟ้องจริง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ก็มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้แต่ไม่อยากคาดการณ์ไปก่อนเพราะอยากทำตรงนี้ให้เต็มที่ แต่หาก กกต. ยกคำร้องใครก็ตามทั้งที่หลักฐานชัดก็จะเดินหน้าฟ้อง กกต. ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 เมื่อ กกต. ไม่ทำหน้าที่ส่งหลักฐานไปที่ศาล ก็จะดูช่องทางอื่นว่าจะมีกลไกอะไรหรือไม่ที่ทำให้ข้อมูลดังกล่าวไปถึงศาลฎีกาได้ และเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป.การเลือกสว. เพื่อให้ผู้เสียหายโดยตรงอย่างผู้สมัคร สว. ร้องไปยังศาลฎีกาได้โดยตรง