หน้าแรก การเมือง ไอติม ซัดศุภช...

ไอติม ซัดศุภชัย แถลงเท็จ จี้กกต.ส่งศาลฮั้วสว. หวั่นเป็นใบอนุญาตยึดประเทศ

27.08.26 | 14:19 น.

ไอติม ซัดศุภชัย แถลงเท็จ จี้ กกต.ส่งศาลฮั้ว ส.ว. หวั่นเป็นใบอนุญาตยึดประเทศ


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 27 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กรณีการตั้งกระทู้ถามสดถึงนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าตนผิดหวังที่นายนภินทรไม่มาตอบคำถามด้วยตัวเอง ทั้งที่ได้ประสานไปยังวิปรัฐบาลตั้งแต่ช่วงเย็นวันจันทร์แล้วว่าจะถามรัฐมนตรีคนไหนบ้าง โดยนายนภินทรให้เหตุผลว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้เนื่องจากติดลงพื้นที่ตรวจราชการที่จังหวัดราชบุรี มองว่าแม้การลงพื้นที่ต่างจังหวัดมีความสำคัญ แต่เมื่อรู้ว่ากระทู้สดที่จะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี ช่วงเช้า จึงควรจัดตารางการประชุมกับหน่วยงาน หรือประชาชนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถแวะมาตอบกระทู้ในสภาได้

เมื่อถามว่า มองว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะสั่งฟ้องหรือไม่ และแนวทางจะออกมาในรูปแบบใด นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่เราเรียกร้องมาตลอดหาก กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาคือควรสั่งฟ้องผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ซึ่งตัวเลขนั้นไม่ได้มาลอยๆ แต่มาจากสรุปของการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีการสอบพยาน 700 คน ซึ่งตนก็มีข้อสงสัยว่าบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ใน 229 คนที่มีหลักฐานอันเชื่อได้ว่าอยู่ในขบวนการโกง ส.ว. เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่ใช่การเหมารวม แต่เป็นรายชื่อที่ถูกกลั่นกรองมาในระดับหนึ่งแล้ว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์ที่ กกต.ต้องใช้ ณ เวลานี้คือต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตโกง ส.ว. หรือไม่ โดยนายนภินทรเคยยอมรับว่ามีการมายื่นหนังสือร้องเรียนในวันเวลาดังกล่าวจริง ซึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้หากเป็นเอกสารจริง จะต้องมีเลขรับหนังสือในระบบราชการ

Advertisement

เมื่อถามถึงกรณีที่ กกต.มีมติดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร ส.ว. ที่ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจำนวน 1,767 รายนั้น เพื่อเป็นการลดกระแสสังคมใช่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ไม่มั่นใจว่าจะวิเคราะห์ไปในทางนั้นได้หรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าเราคาดหวังให้ กกต. ดำเนินการทุกคดีอย่างรวดเร็ว ตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติ ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่ กกต.จะดำเนินคดีตามกฎหมาย หรือมีการตั้งข้อสังเกตกับคดีดังกล่าวว่าเริ่มต้นมานานแล้วหรือไม่ ระยะเวลาที่ใช้นานยาวเกินกว่าที่ควรเป็นหรือไม่ แต่ตนยังไม่เห็นรายละเอียดในคดีนี้

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างผู้สมัครที่ขาดคุณสมบัติตามกฏหมายเช่น เป็นสามีภรรยา หรือเป็นพ่อแม่ลูกกัน ก็สามารถตรวจสอบได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วกว่านี้ และควรตรวจสอบได้ตั้งแต่วันที่รับสมัครแล้ว แต่ กกต.ใช้เวลาสองปีกว่า แม้ผลลัพธ์จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เกิดช้าเกินไป และหลังจากนี้ต้นจะไปดูรายละเอียดว่าบุคคลที่ขาดคุณสมบัติมีลักษณะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนจนสามารถเอาผิดได้ใช่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอทั้งที่ได้รับมาและมีหน่วยงานยืนยัน แทบจะทั้งหมดที่มีการนำเสนอ ท้ายที่สุดมีการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริงทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน และบุคคลในคลิปเสียง ตนในฐานะ ส.ส. ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลระดับหนึ่ง ก่อนที่จะนำมาตั้งคำถามต่อสาธารณะ และข้อมูลที่ระบุออกมาที่เป็นความจริง ก็น่าจะบ่งบอกได้ถึงความน่าเชื่อถือ ของสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ระดับหนึ่ง

เมื่อถามถึง กรณีนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. ออกมาแถลงข่าว ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมถึงไม่ใช้ความเห็นของคณะที่ 36 นายพริษฐ์กล่าวว่า ตนประหลาดใจมากในห้องแถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา นายศุภชัยมีการใช้คำประมาณว่า ตนได้นำเอกสารมาแสดงโชว์ แล้วนายศุภชัยก็ถือเอกสารขึ้นมาชุดหนึ่งพร้อมอธิบายว่าเป็นเอกสารอะไร ตนก็งงว่าเคยไปแสดงเอกสารโชว์ที่ไหน ในโซเชียลมีเดียของตนก็ไม่ได้มีการโพสต์อะไรเกี่ยวข้องกับเอกสาร ตนอภิปรายในสภาก็เกี่ยวกับ พ.ร.ก เงินกู้ และให้สัมภาษณ์เพียงรายการเดียวแต่ไม่ได้แชร์เอกสารอะไร

“ฉะนั้น จึงค่อนข้างสับสนว่าการที่ ส.ส.คนหนึ่งใช้ห้องแถลงข่าวสภากล่าวข้อมูลอันเป็นเท็จเช่นนี้ เกิน 12 ชั่วโมงแล้วและยังไม่มีการแก้ไขข่าว บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือของผู้แถลงข่าวได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น หากคุณศุภชัยยืนยันว่าเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมมีการแสดงเอกสารที่อยู่ในมือคุณศุภชัย ก็ระบุให้ชัดว่าผมไปแสดงเอกสารเวลาไหน ผ่านช่องทางไหน ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่นายศุภชัยกล่าวว่าไม่มีการนำเอกสารของคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ชุดที่ 36 มาเปิดเผยบ้างนั้น ตนก็ได้พูดมาตลอด ซึ่งในช่วงเดือนมิถุนายน กกต.ได้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ ซึ่งได้มีการซักถามข้อมูลทั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 และ 36 คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ประธานมาชี้แจงด้วยตัวเองเลยตอบคำถามได้ทั้งหมด แต่คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 36 ไม่มีใครตอบคำถามได้เลย ทางคณะกรรมาธิการได้ขอเอกสารคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 36 อย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีการส่งมา และขอเลื่อนมาโดยตลอดขณะนี้ครบ 2 เดือนแล้วก็ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านายศุภชัยสามารถช่วยตนในการเรียกร้องให้ทาง กกต.ส่งเอกสารกลับมาที่กรรมาธิการ ตนก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถามว่า สถานการณ์จะเปลี่ยนหรือไม่ หากฝ่ายค้านเปิดข้อมูลเร็วกว่านี้ แบบที่อีกฝ่ายยังตั้งตัวไม่ทัน นายพริษฐ์กล่าวว่า หลังจากเลือกตั้งตนได้เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ในคดีนี้ ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยว 90 วันที่ กกต.พิจารณาคดีนี้ ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หลายภาคส่วนออกมาสื่อสารเรื่องการโกง ส.ว. กันอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลานี้เพราะเป็นช่วงเวลาที่ กกต.จะต้องลงมติชี้ขาดว่าจะสั่งฟ้องหรือตัดตอนใครจนทำให้ไปไม่ถึงศาลหรือไม่ แล้วตอนนี้ยังไม่รู้ว่า กกต.จะลงมติทิศทางใด หากดูตามกรอบเวลาแล้ว กกต.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดช่วงต้นเดือนกันยายน จึงคิดว่าจะจบเมื่อไหร่ ในชั้น กกต.จะรู้ผลช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่สำคัญกว่าคือจะจบอย่างไร ย้ำว่าหาก กกต.ทำงานอย่างตรงไปตรงมาสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทุกคนไปที่ศาล แต่ถ้าหากยกทั้งหมดก็จะค้านกับหลักฐานที่สังคมเห็น หรือหากใช้วิธีการสั่งฟ้องแค่ 20-30 คน ก็ต้องถามใจตัวเองก่อนว่าเชื่อว่ามีการโกง ส.ว.หรือไม่ ถ้าเชื่อว่าไม่มี เหมือนอนุกรรมการชุดที่ 36 ก็ยกคำร้องได้เลย แต่ยืนยันว่าจะเป็นการสวนทางกับสิ่งที่ปรากฏแต่ถ้าเชื่อว่ามี จะเป็นไปได้อย่างไรที่กระบวนการนี้จะประสบความสำเร็จ โดยคนมีความผิดแค่ 20-30 คน ถ้าเชื่อว่ามีก็ต้องมีผู้ร่วมกระบวนการจำนวนมาก ดังนั้นก็รออยู่เหมือนกันว่าหากกกตจะไม่สั่งฟ้องทั้งหมดจะอธิบายกับสังคมอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเปรียบเทียบการทำงานของฝ่ายค้านกับภาคประชาชนอย่างไอลอว์ ที่ออกมาเปิดข้อมูลเยอะกว่า นายพริษฐ์กล่าวว่า คดีโกง ส.ว. เป็นคดีที่สำคัญต่อประเทศหากสมมติคดีโกง ส.ว. มีคนกระทำความผิดแต่ไม่มีคนรับผิด เหมือนสังคมกำลังออกใบอนุญาตให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดครองประเทศ โดยไม่ยึดโยงกับประชาชน ส่งผลต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในอนาคต อาจทำให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มในอนาคต ทำอะไรก็ไม่ผิด

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ดังนั้น เมื่อเป็นคดีสำคัญที่กระทบต่อประชาชนจำนวนมากและส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศเรา หลายฝ่ายที่ตรวจสอบเรื่องนี้ก็พยายามร่วมกันเต็มที่ เพื่อนำเสนอชุดข้อมูลที่ตัวเองมี ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย นำเสนอความจริงให้ได้มากที่สุด