หน้าแรก การเมือง กมธ.ซัดข่าวกร...

กมธ.ซัดข่าวกรองล้มเหลว ดับไฟใต้ ชี้อ้างไม่ได้ ปชช.ไม่ร่วมมือ เหตุ 22ปี ขนาดส.ส.พื้นที่ ยังไม่เคยเชิญให้ข้อมูล

27.08.26 | 15:50 น.

กมธ.มั่นคงฯ​ ซัด หน่วยข่าวกรองล้มเหลว​ 22​ปี​ไฟใต้ ใช้​ 5.2 แสนล้าน​ ไม่ได้อะไรเลย​ โอด​ เวทีมั่นคงไม่เคยเชิญ สส.พื้นที่ให้ข้อมูล​ แม้​รู้พื้นที่ดี​ อย่าอ้าง ปชช.ไม่ให้ความร่วมมือ เผย ตร.ขอเวลา​ 3 วัน​ พิสูจน์​ปมชาวบ้านอ้างถูกยิงจาก ฮ.​ หลังพบหัวกระสุน​ ชนิดบรรจุ​ได้ทั้ง M16 – HK โยน​รัฐบาลการันตี​ ไม่เกิดเหตุช่วง​ ครม.สัญจร​ ปูด​ นายกฯ​อาจแว๊บลงพื้นที่สร้างความมั่นใจ​ ​

เมื่อเวลา​ 14.00 น.​ วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา​ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย​ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ แถลงภายหลังการประชุมกมธ. ภายหลังเชิญหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าชี้ แจงถึงสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


นายมณเฑียร​ กล่าวว่า ได้มีการประชุมนัดพิเศษ เรื่องปัญหาชายแดนภาคใต้ ทั้ง 4 จังหวัด​ และได้มีการเชิญ 6 หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าชี้แจง​ มีเพียง​ กอ.รมน.​ ที่ไม่ได้เดินทางมาเนื่องจากติดภารกิจ​ โดยได้มีการสอบถามว่าเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุใดข่าวกรองจึงปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เป็นร้อยจุด และใช้เวลาถึง 3 วันในการก่อเหตุ​ และในเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจคือเรื่องเฮลิคอปเตอร์ที่เป็นตรวจการ หลังจากการก่อเหตุว่า​ ตอนนี้ประชาชนเข้าใจว่า มีการยิงจ่ายเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ และเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นถึง 3 วัน แต่หน่วยปฏิบัติการ ที่อยู่ในพื้นที่ไม่มีการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ แม้ว่าเหตุการณ์​ต่างๆ อย่างร้านสะดวกซื้อให้เห็นว่ามีผู้ก่อเหตุ 7-8 คนในจุดเดียว หากร้อยจุดก็จะใช้ก็ คน ประมาณ 2-3 พันคน มีการเตรียมการเป็นอย่างดี ผ่านด่านมาได้อย่างไร​ โดยไม่มีการปะทะ

นายมณเฑียร​ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนให้ความสนใจ​ และสอบถามหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง​ โดยจากการรับฟังพบว่า ไม่มีการบูรณาการ ในการทำงานร่วมกัน​ ต่างคนต่างทำ อย่างที่มีการนำเสนอข่าว ที่แต่ละหน่วยงานออกมาระบุจำนวนเหตุการณ์​ไม่ตรงกัน และตนก็พูดอยู่เสมอว่าคนที่รู้ดีที่สุด คือตัวแทนจากประชาชนคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ตั้งแต่เกิดเหตุมา 22 ปี ไม่เคยมีหน่วยงานด้านความมั่นคงเชิญส.สไปให้ข้อมูลแม้แต่คนเดียว หรือมีการประชุมหน่วยความมั่นคงในพื้นที่​ ในหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ไม่เคยเชิญ บางครั้งลงพื้นที่ไปอยากให้ข้อมูลโต๊ะนั่งก็ยังไม่มีมี ฟังในการให้ข้อมูล​

นายมณเฑียร​ กล่าวอีกว่า ในเรื่องข่าวกรองใช้ไม่ได้ เพราะประชาชนนั้น ไม่ให้ความร่วมมือ ต้องพูดกันตรงๆแบบนี้ คนที่เป็นผู้แทนราษฎรคือตัวแทนของประชาชน​ เขาเกิดที่นั่น โตที่นั่น ได้รับเลือกมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนเหตุใดจะไม่รู้​ เพราะเรื่องเกิดที่บ้านเขา เขาอยากจะให้ข้อมูล​ แต่ไม่เคยเชิญ​ อย่างนี้ชัดแล้วว่า เราไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน ข่าวกรองจึงได้ล้มเหลว จึงต้องมาทบทวนว่า​ ในการทำงานมา 22 ปี นั้นล้มเหลว และใช้งบประมาณไปกว่า 520,000 ล้านบาท เนื่องจากปีนึงตก 30,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้อะไรเลย และเมื่อเกิดเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่​ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นตรงกันว่า ถ้ามาฆ่าฟันกันไม่มีจบ ต้องมาพูดจาเจรจา ทุกเรื่องจบได้

Advertisement

นายมณเฑียร​ กล่าวว่า เหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เดี๋ยวนี้มีหลายเรื่องและซับซ้อน แต่เรื่องการแบ่งแยกดินแดน เราต้องพูดคุยเจรจา ถ้ามาฆ่าฟันก่อเหตุ เช่นนี้ไม่จบอีกร้อยปีก็ไม่จบ วันนี้รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทินชาญวีรกูล​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ไม่มีรองนายกฝ่ายความมั่นคง นายอนุทินลงมากำกับดูแลเอง​ และให้นายสีหศักดิ์​ พวง​เกตุ​แก้ว​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศช่วยดูในเรื่องการตามประเทศ ท่านให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และที่ท่านไปมาเลเซียและอินโดนีเซียเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา​ ก็นำเรื่องนี้ไปพูดคุย ว่าเราจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาตรงนี้ถึงจะจบ เพราะ สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ไปตั้งอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2518 แต่ตอนนั้นเราไปปราบคอมมิวนิสต์ใช้เวลา 3 ปีปราบจบ​ แต่นี่คือปัญหา ความเห็นการคิดแบ่งแยกดินแดน 22 ปี ไม่จบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรู้ดีว่าไม่มีการเชิญไป ให้ข้อมูล​ว่าประชาชนต้องการอะไร​ เพราะผู้แทนตรงนั้น เป็นทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน​ นายก ผู้แทนไปคนเดียวรู้หมด

นายมณเฑียร​ กล่าวว่า ขอถามตำรวจภูธรภาค 9 ข้อเท็จจริงโทษการอ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ความคืบหน้าไปถึงไหนแล้วเขาก็บอกว่าไปเก็บหลักฐานมา 1 ครั้ง และวันนี้จะเข้าไปเก็บหลักฐานเพิ่ม​ เราจะได้รู้ว่า มาจากเฮลิคอปเตอร์จริงหรือไม่ หรือปืนลั่น​ หรือเกิดจากอะไร เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอว่าขอใช้เวลา 3 วันเราก็ต้องให้โอกาส เพราะการพูดในที่สาธารณะเราจะต้องมีหลักฐาน​ พูดลอยๆก็จะไม่จบ​ ไปกันเรื่อย และทางคณะกรรมการความมั่นคงแห่งรัฐฯ​จะลงไปในพื้นที่​เร็วๆ วันนี้

ด้าน นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุม กมธ.ความมั่นคงฯ มีความเห็นร่วมกันว่างานข่าวกรองของ 3 จังหวัดชานแดนใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา มีความล้มเหลว เพราะไม่มีการตัดงบประมาณปี และปี 70 ในเรื่องของข่าวกรองเลย ไม่ได้ ดังนั้น จึงใช้คำว่าการข่าวล้มเหลว

ส่วนการตรวจจุดเกิดเหตุ พบบาดเจ็บ 2 ราย ไม่ได้เกิดจากการต่อสู้ และไม่ได้เกิดจากการทำร้ายของผู้ประสงค์ดี ซึ่งการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย ควบคุมตัวและสอบปากคำแล้ว

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ส่วนการเก็บวัตถุเชิงวิทยาศาสตร์ ตนได้ลงพื้นที่ในช่วงเกิดเหตุ มีผู้ก่อการร้ายหลายคนลงไปในพื้นที่ควบคุมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เก็บโทรศัพท์ และทิ้งร่องรอยไว้ จึงมีการตั้งคำถามจากหน่วยงานของรัฐ ว่าได้จัดเก็บวัตถุในเชิงวิทยาศาสตร์ไว้หรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่ามีการจัดเก็บไว้

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า สำหรับเรื่อง ฮ. มีหลักฐาน กระสุน 1 นัด ติดอยู่ในรถจักรยานยนต์คันที่ยิง ซึ่งกระสุนสามารถใส่ในปืน M 16 หรือ HK ได้ จึงอยากให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงเพราะว่ามันเป็นอาวุธสงคราม ว่าที่มาที่ไปของกระสุนมาจากปืนชนิดใด

นายณัฏฐ์ชนน กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหา ไม่ใช่การใช้อาวุธห่ำหั่นกัน แต่เป็นการให้อภัย และทำหน้าที่ในเรื่องของมนุษยธรรม ซึ่งก็คือการเจรจา โดยขอให้รัฐบาลเริ่มดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิด หวังว่าสันติสุขจะเกิดขึ้นโดยเร็ว

เมื่อถามว่า มีความกังวลเรื่อง ครม.สัญจร จ.สงขลา หรือไม่ นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า จุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่รอยต่อ อ.สะบ้าย้อย และอ.นาทวี จ.สงขลา ก่อเหตุลักษณะเชิงสัญลักษณ์ โดยการเผายางรถยนต์ และพ่นสีสเปรย์เพื่อแสดงอาณาเขต โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ย้ำว่าให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แม้แต่ อ.นาทวี บ้านตน รัฐมนตรีก็ยังไม่ไปลงพื้นที่ วันนี้ทุกคนต้องอยู่ในความปลอดภัย ซึ่งรัฐบาลการันตีว่าจะปลอดภัย​

ขณะที่นายมณเฑียร​กล่าวเสริมว่า ในเรื่องของการเยียวยาประชาชน ขอให้มีความสบายใจ เนื่องจากขณะนี้มีข้อมูลอยู่ทั้งหมดแล้ว และเร็วๆนี้นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่ไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร​ ใกล้ๆพื้นที่และตนเชื่อว่า ท่านอาจจะเลยไปเข้าในพื้นที่ เพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชน ว่าตอนนี้เราควบคุมสถานการณ์ได้หมดแล้ว และเจ้าหน้าที่ไม่ได้วางใจ เราตั้งด่านป้องกัน จะไม่ให้มีการก่อเหตุอีกต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ใครเป็นคู่การันตีถึงความปลอดภัย นายมณเฑียร​ กล่าวสั้นๆ เพียงว่า​ “รัฐบาล”