หน้าแรก การเมือง ‘จาตุรนต์’ ชี...

‘จาตุรนต์’ ชี้ 20 ปีพิสูจน์แล้ว ‘ปราบให้สิ้นซาก’ ไม่ใช่คำตอบ ดับไฟใต้ ชง 2 Quick Win

3.09.26 | 21:03 น.

‘จาตุรนต์’ ชี้ 20 ปีพิสูจน์แล้ว ‘ปราบให้สิ้นซาก’ ไม่ใช่คำตอบ ดับไฟใต้ ชง 2 Quick Win ยกระดับความปลอดภัย-กระบวนการยุติธรรม

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า คณะกรรมาธิการชุดที่ผ่านมาใช้เวลาศึกษาปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นเวลา 2 ปี ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน 36 เวที จนได้ข้อเสนอ 34 ข้อ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายบริหารในการแก้ไขปัญหา


นายจาตุรนต์กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดเหตุใน 75 จุด ครอบคลุม 4 จังหวัด จนนำไปสู่การประกาศเคอร์ฟิวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความเห็นเชิงนโยบายที่แตกต่างกัน นายกรัฐมนตรีระบุว่าไม่ปิดประตูการเจรจา ขณะที่บางฝ่ายเสนอให้ส่งเสริมกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ส่วนฝ่ายความมั่นคงบางส่วนให้น้ำหนักกับการปราบปราม

นายจาตุรนต์กล่าวว่า หากย้อนกลับไปเมื่อ 22 ปีก่อน หลังเกิดเหตุปล้นปืนครั้งใหญ่ มีการใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด มีการเสริมความเข้มแข็งให้ กอ.รมน. รวมถึงส่งกำลังทหารจำนวนมากจากกองทัพภาคอื่น ซึ่งไม่คุ้นเคยกับพื้นที่และวัฒนธรรมเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ จนถึงปัจจุบันจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่เดียวในประเทศไทยที่มีการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงถึง 3 ฉบับพร้อมกัน ได้แก่ กฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งแม้มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาตามมาเช่นกัน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้งบประมาณแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ไปแล้วเกือบ 6 แสนล้านบาท มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,700 ราย ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทุกศาสนา ขณะเดียวกันยังเกิดความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ปัญหาสิทธิเสรีภาพและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนเศรษฐกิจในพื้นที่ยังล้าหลัง รายได้ต่อหัวและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังอยู่ในระดับต่ำ

Advertisement

นายจาตุรนต์กล่าวว่า เมื่อพิจารณายุทธศาสตร์ของรัฐบาลแต่ละยุค ส่วนใหญ่มีทิศทางสอดคล้องกัน ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แนวคิด “การเมืองนำการทหาร” การให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตของประชาชน กระทั่งเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพในปี 2556 และในระยะหลังยังนำหลักสิทธิมนุษยชน การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการไม่เลือกปฏิบัติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ เหตุใดยุทธศาสตร์และนโยบายที่ดีเหล่านี้จึงไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยนายจาตุรนต์มองว่า ปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ที่โครงสร้างการบริหาร แม้นโยบายจะกำหนดจากระดับสภาความมั่นคงและมีหลายองค์กรร่วมกันวางแนวทาง แต่เมื่อเข้าสู่ขั้นตอนปฏิบัติ อำนาจกลับอยู่กับหน่วยงานด้านความมั่นคงซึ่งถือกฎหมายพิเศษ 3 ฉบับเป็นหลัก ทำให้การปฏิบัติไม่เชื่อมโยงกับนโยบายและยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้

นายจาตุรนต์เสนอว่า จากข้อเสนอทั้งหมด 34 ข้อ มี 2 เรื่องเร่งด่วน หรือ Quick Win ที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที เรื่องแรกคือ ความปลอดภัย โดยยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะไม่ว่าสถานการณ์การเจรจาหรือความขัดแย้งทางการเมืองและวัฒนธรรมจะเป็นอย่างไร ประชาชนต้องมีความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน

เรื่องที่สองคือ กระบวนการยุติธรรม โดยเร่งนำกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์มาใช้พิสูจน์พยานหลักฐาน เพื่อให้ข้อเท็จจริงสามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ ไม่ปล่อยให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อในข้อมูลของตนเองโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ต้องการให้สภาและรัฐบาลตั้งหลักในการแก้ไขปัญหาใหม่ ไม่ปล่อยให้การดำเนินงานเป็นไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้า พร้อมย้ำว่า หากยังคิดแก้ปัญหาด้วยการ “ปราบปรามให้สิ้นซาก” เพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะประสบการณ์กว่า 20 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่คำตอบ

นายจาตุรนต์กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกฝ่ายทั้งสภาและรัฐบาลต้องร่วมกันทำให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา ได้รับความยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง พร้อมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นเจ้าของประเทศร่วมกับประชาชนทุกคน ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาและสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน