ปิดหน้าออนไลน์ : ตัวเลขประชุมสภา สะท้อนสัญญะอำมหิต เฉยเมยหรือรู้เห็นเป็นใจ
เข้าสู่วันที่ 2 สำหรับการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งดูแล้วก็คงไม่มีอะไรในกอไผ่ พรบ.งบประมาณฯ ก็คงจะฉลุยผ่านสภา
เรื่องราวที่น่าแตกตื่นตกใจ ก็แทบจะน้อยมาก เพราะด้วยวิธีการใหม่ในการถ่ายทอดสดกมธ.งบประมาณ ทำให้เรื่องราวถูกเผยแพร่ต่อสังคมไปอย่างมากมาย
เนื้่อหาสาระจึงเหมือนกับไม่มีอะไรใหม่ และไม่ได้รับความสนใจมากเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตามก็ยังมีสีสันในสภาให้ได้ติดตาม เมื่อแต่ละพรรคพากันแสดง ‘ตัวเลข’ ที่น่าสนใจ ขณะอภิปราย เป็นสัญลักษณ์ ส่งตรงให้สังคมได้รับทราบ
เริ่มต้นที่พรรคประชาชน ใช้ตัวเลข 229 ซึ่งคงตีความได้ไม่ยากว่าหมายถึงผู้ถูกกล่าวหา 229 คน จากคดีฮั้วสว. ที่กรรมการไต่สวนกกต.ชุดที่ 26 สรุปสำนวน ควรส่งฟ้องศาลฎีกา เพราะมีหลักฐานเชื่อได้ว่ากระทำความผิด
ตามด้วยตัวเลข 44 และ 143 จากฟากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า 44 น่าจะหมายถึง 44 สส.ก้าวไกล ที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112
และตัวเลข 143 ที่คาดว่าหมายถึงจำนวนสส.ของพรรคประชาชน ทั้ง 143 คนที่ยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ใช้ตัวเลข 7-157 ซึ่งก็ตีความไปว่าเป็นการส่งสัญญาณถึง 7 กกต. ในเรื่องคดีฮั้วสว. ที่อาจจะเผชิญวิบากกรรม มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้
ทั้งหมดล้วนเป็น ‘ข้อความ’ ผ่านตัวเลขที่ต้องตีความเพิ่ม เพื่อเข้าใจถึงสารที่แต่ละฝ่ายต้องการจะสื่อ
อย่างพรรคประชาธิปัตย์ นี่ก็พอเข้าใจได้ง่ายเพราะดูจะตรงไปตรงมา สื่อถึงเป้าหมายอย่างกกต.ชัดเจน
ของพรรคประชาชน ก็ไม่ยาก เพราะก็ออกมายืนยันชัดเจนว่าต้องการให้กกต.ส่งศาลฎีกา ทั้ง 229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วสว.ไปยังศาลฎีกา
แต่ ‘ข้อความ’ จากพรรคภูมิใจไทยล่ะ หมายถึงอะไร!??
143 ที่นำเสนอออกมา ก็เพื่อจะตอกย้ำถึงความผิดพลาดของพรรคประชาชน ที่โหวตให้นายอนุทิน เป็นนายกฯ ตาม MOA ที่พรรคประชาชนหลายต่อหลายคนก็ออกมายอมรับว่าเป็นการเดินเกมการเมืองที่ผิดพลาด
เจตนาจะขอบคุณพรรคประชาชน ที่หยิบยื่นโอกาส หรือตั้งใจจะเยาะเย้ยถึงความไม่รู้เท่าทัน จนทำให้พรรคภูมิใจไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ก็เป็นเรื่องทางการเมือง ที่จะแสดงออกได้ ไม่ว่าจะสำนึกในบุญคุณ หรือเยาะเย้ยถากถาง
แล้วตัวเลข 44 เจตนาหมายถึงอะไร
ถ้าหมายถึงให้กำลังใจ 44 สส. ที่ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เสนอกฎหมายเข้าสู่สภา ตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง แต่กลับถูกชี้มูลความผิดเรื่องจริยธรรม
ก็พอจะเข้าใจได้อยู่
แต่หากต้องการเยาะเย้ยไยไพ หรือต้องการให้ 44 สส.โดยศาลฎีกาตัดสินความผิด ก็น่าผิดหวังไม่น้อย
เพราะคนที่เป็นสส. แทนที่จะยืนหยัดในอำนาจหน้าที่ของตัวเอง กลับเห็นชอบให้ถูกริดรอนอำนาจ กระทำเรื่องที่นอกเหนือหลักการประชาธิปไตย
ดูแล้วก็คิดถึงบทกวี “First They Came” ของบาทหลวง มาร์ติน นีเมิลเลอร์ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แปลเป็นไทยว่า
ตอนแรกพวกเขามาจับพวกคอมมิวนิสต์
และฉันก็ไม่ได้พูดอะไร
เพราะฉันไม่ใช่คอมมิวนิสต์
จากนั้นพวกเขาก็มาจับกุมพวกสังคมนิยม
และฉันก็ไม่ได้พูดอะไร
เพราะฉันไม่ใช่สังคมนิยม
จากนั้นพวกเขาก็มาจับกุมพวกสหภาพแรงงาน
และฉันก็ไม่ได้พูดอะไร
เพราะฉันไม่ใช่สมาชิกสหภาพแรงงาน
จากนั้นพวกเขาก็มาจับชาวยิว
และฉันก็ไม่ได้พูดอะไร
เพราะฉันไม่ใช่ชาวยิว
แล้วพวกเขาก็มาจับตัวฉัน
และไม่มีใครเหลืออยู่
ที่จะพูดปกป้องฉันอีกแล้ว
และความเศร้ายิ่งเพิ่มมากขึ้น เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ความเฉยเมย แต่เป็นการเห็นชอบ รู้เห็นเป็นใจให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
ไม่รู้จะไปทางไหนเลยจริงๆ!!



