หน้าแรก การเมือง ส.ว.นิยามงบ 7...

ส.ว.นิยามงบ 70 ไร้อนาคต หั่นกองทุนวิจัย ไปใจป้ำกับสร้างตึก บี้รบ.ลดขนาดภาครัฐ-ปิดช่องทุจริต

11.09.26 | 13:32 น.

‘รัชนีกร’ ลั่น ส.ส.-สว. ทำการเมืองสร้างสรรค์ ดีกว่าทะเลาะกันไปวันๆ ชี้ปัญหางบ 70 รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย แนะ ‘รัฐบาล’ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ‘ส.ว.พรชัย’ นิยามงบ 70 ไร้อนาคต ซัด 5 พิ ‘พิรุธ-พิกล-พิการ-พิศวง-พิฆาต’ วอนอย่าเอาหนี้อนาคตมาจ่ายความสิ้นเปลือง

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุมในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่างโดยไม่สามารถแก้ไขได้


เวลา 11.10 น. น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ ส.ว. อภิปรายว่า การวางแผนงบประมาณชาติเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องช่วยกันคิด ช่วยกันวางแผนเพื่อหาทางออกว่าในปีถัดไป เราจะทำอย่างไรให้ไม่ต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณชาติที่ไม่พอค่าใช้จ่ายอีก โดยหลังปี 2534 ที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า และเปิดเสรีทางการเงินและการลงทุน ประเทศไทยเราได้รับการขนานนามว่าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย คำถามคือ ทำไม 35 ปีที่ผ่านมา ไทยถึงโตไม่เท่ากับประเทศอื่นๆ ทำไมไทยถึงเติบโตต่ำ ทำไมจากเสือถึงกลายเป็นคนป่วยของเอเชียไปได้ นั่นหมายถึงประสิทธิภาพของไทยที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาล ส.ส. และ ส.ว.เอง ไม่ได้ผลักดันให้ไทยได้เท่าทันกับนานาอารยประเทศ

น.ส.รัชนีกรกล่าวต่อว่า รายได้ประชากรไทยปัจจุบันอยู่ที่ 22,000 บาทต่อหัวต่อเดือน ซึ่งอยู่ในระดับกลางของภูมิภาค แต่เมื่อหันมาดูค่าแรงขั้นต่ำ ประเทศเราอยู่ระดับค่อนข้างท้ายของภูมิภาค ใครมีหน้าที่หลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทย ทำให้คนไทยไปถึงค่าแรงขั้นต่ำ 2,000 บาทต่อวันอย่าง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นได้ ก็ต้องถามประชาชนว่าต้องการค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 2,000 บาทต่อวันหรือไม่ และต้องย้อนกลับมาดูว่า ส.ส. ส.ว.ที่เรามีอยู่ มีความสามารถ มีองค์ความรู้แค่ไหน

รัชนีกร ทองทิพย์

น.ส.รัชนีกรกล่าวอีกว่า วันนี้รายได้ของ ส.ส. ส.ว. หลังหักภาษีโดยประมาณ จะอยู่ที่ 16,000 บาทต่อเดือน ขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 49,000 บาทต่อเดือน เกาหลีใต้ 300,000 บาทต่อเดือน แล้วผู้บริหารระดับสูงของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในประเทศไทยมีรายได้ต่อเดือน อยู่ที่ประมาณ 200,000-600,000 บาท เราอยากได้คนเก่งๆ แบบนี้มาเป็น ส.ส. และ ส.ว.หรือไม่ ที่จะสามารถวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้ไปถึงประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูงได้ แต่ทุกวันนี้เรายังนั่งเถียงกันอยู่เลยว่าจะเลี้ยงข้าวให้ ส.ส. ส.ว.หรือไม่ ทั้งที่การใช้งบของสภาปีละ 8 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นแค่ 0.2% ของบประมาณแผ่นดินทั้งหมดที่ไม่มากจนเกินไป เมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณของประเทศอื่น คนเก่งมีความรู้ ความสามารถ จะมีสักกี่คนที่จะทิ้งอาชีพแล้วเข้ามาทำงานเพื่อชาติ ในขณะที่หลังจากหมดวาระ 4 ปี 5 ปีก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง

Advertisement

“ฉะนั้น จึงมีคำถามว่าฝ่ายบริหารมีประสิทธิภาพ มีความสามารถแค่ไหน เพียงพอหรือไม่ในการสร้างความเจริญในด้านต่างๆ เพื่อขยายเศรษฐกิจ และการทำงานของ ส.ส. ส.ว. ได้ผลักดันให้เกิดประสิทธิภาพในการผลักดันเศรษฐกิจหรือไม่ หรือมัวแต่ทะเลาะกัน วันๆ เอาแต่พูดคำว่าประชาธิปไตย ทั้งที่สิ่งที่ต้องยึดมั่นก็คือผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก ส.ส. ส.ว. ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ตอนนี้คนที่ตรวจสอบการทุจริตแทนที่จะมีชื่อเสียงจากความรู้ความสามารถในการวางยุทธศาสตร์ให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้จีดีพีของชาติโตขึ้น วันนี้สิ่งที่เราควรทำคือการเมืองที่สร้างสรรค์ ส.ส. และ ส.ว.เองก็ควรที่จะเสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่มัวแต่ทะเลาะกัน มัวแต่ตำหนิกัน” น.ส.รัชนีกรกล่าว

น.ส.รัชนีกรกล่าวต่อว่า ปัญหาของงบฯ ปี 70 คือรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย รัฐบาลมีหน้าที่ต้องไปตรวจสอบว่าจะทำอย่างไรให้เพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นบางอย่างลง จะทำอย่างไรให้ประชากรเพิ่มขึ้นเพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ การปฏิรูปภาษี ส่งเสริมการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศในธุรกิจเทคโนโลยีมูลค่าสูง อย่างสิ่งสำคัญคือรัฐบาลควรให้ความสนใจในการพัฒนาธุรกิจบันเทิงด้วย รวมถึงการลดขนาดภาครัฐ รัฐต้องวางแผนกำลังคนภาครัฐใหม่ ข้าราชการและพนักงานของรัฐไทยวันนี้ มีประมาณ 3 ล้านคน รัฐบาลต้องไปดูเรื่อง ภาระงานและความจำเป็นของตำแหน่งงาน ซึ่งตนไม่เห็นด้วยกับการฟรีซเงินเดือนข้าราชการ ขอให้ไปลดงบประมาณโครงการที่ไม่จำเป็นดีกว่า

“ขอเน้นย้ำเรื่องที่ตั้งคำถามมาตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาลจะสามารถรับมือกับความท้าทายที่จะสามารถนำพาประเทศเราฝ่าวิกฤตไปได้หรือไม่ ขอให้กำลังใจรัฐบาล และฝากสิ่งที่สำคัญที่สุด รัฐบาลต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าแก้ที่ปลายเหตุ ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ หน้าที่ของฝ่ายบริหารก็คือวางแผนงาน การเติบโตทิศทางขององค์กร กำหนดนโยบาย 3 ปี 5 ปี ไม่ใช่การตามแก้ปัญหารายวัน และสิ่งที่สำคัญที่สุด ท่านต้องควบคุมการทุจริตภาครัฐให้ได้ เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียงบประมาณชาติและเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน” น.ส. รัชนีกรกล่าว

จากนั้นเวลา 11.20 น. นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ ส.ว. อภิปรายว่า งบปี 70 มีวงเงินสูงเป็นประวัติการณ์ มีการตัดงบจากฝั่ง ส.ส. 11,000 กว่าล้านบาท หรือประมาณ 0.29 เปอร์เซ็นต์ หนำซ้ำประเทศเรายังถังแตก หาเงินเข้าประเทศได้เพียง 3 ล้านล้านบาท ต้องกู้เงินมาเติม 788,000 ล้านบาท นั่นคือวันนี้เรามีแค่เงินค่ากินอยู่ จะลงทุนอะไรก็ต้องกู้ ถ้าเงินก้อนที่กู้มาเพื่อซื้อของแพง ของซ้ำ ของไม่คุ้ม และของที่ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ใช่แค่ใช้งบผิด แต่กำลังเอาหนี้ในอนาคตมาจ่ายให้กับความสิ้นเปลืองในวันนี้

นายพรชัยกล่าวต่อว่า สำหรับงบปี 70 พบว่ามี 5 พิคือ 1.พิรุธ ในการตั้งราคาและจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งตัวเลขหลายรายการทำให้ประชาชนมีสิทธิในการถามว่าราคานี้กล้าเสนอมาได้อย่างไร ถ้าราคากลางเกิดจากการแข่งขัน ราคาควรจะได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะซื้อสเป็กนั้นได้ แต่ถ้าราคากลางเกิดก่อนการแข่งขัน แล้วการแข่งขันมีไว้เพียงเพื่อให้เอกสารครบ จากราคากลางอาจจะกลายเป็นราคารวมส่วย ที่ทำให้เราได้ของแบบห่วยๆ ก็ได้ 2.พิกล เพราะของเดิมยังมีอยู่ ของใหม่ก็งอก 3.พิการ ในระบบวัดหรือการติดตั้งเคพีไอพิการ เพราะมักจะวัดว่าจัดงานไปกี่ครั้ง อบรมไปกี่คน แต่ไม่เคยวัดว่าประชาชนชีวิตดีขึ้นกี่คน

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์

นายพรชัยกล่าวอีกว่า 4.พิศวง เงินจำนวนมหาศาลที่ยิ่งดูยิ่งหายเข้ากลีบเมฆ หายเข้าไปในเมืองลับแล มีการตั้งข้อสังเกตถึงงบกลาง 12,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่ในขณะเดียวกันก็มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เพิ่งผ่านไป โดยมี 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่แล้ว ซึ่งงบกลางควรจะใช้เวลาฉุกเฉินและ พ.ร.ก.กู้เงิน ก็ควรใช้เวลาฉุกเฉินเช่นกัน มีโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอะไรที่ฉุกเฉินซ้ำซ้อนถึงขั้นต้องของบซ้ำซ้อนกันขนาดนี้ และ 5.พิฆาตอนาคต ซึ่งตนเป็นห่วงที่สุดเพราะงบประมาณไม่ใช่แค่บัญชีรายจ่ายแต่คือคำตอบว่าประเทศนี้เชื่อว่าอนาคตของเราอยู่ตรงไหน

“สิ่งที่เราเห็นภาระผูกพันมหาศาล ในขณะที่งบกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรมถูกปรับลด ประหยัดกับความรู้ แต่ใจป้ำกับสิ่งก่อสร้างหรือเอไอ ลดงบสร้างคน แต่ไม่ลดงบสร้างตึก เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าเราไม่ลงทุนกับคนการศึกษาและความสามารถในการแข่งขันเรา อาจจะเสียอนาคตทั้งประเทศ และแพ้ประเทศเพื่อนบ้านที่ลงทุนกับตรงนี้อย่างมากไปตลอดกาล ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ผมขอนิยามงบปี 70 ว่าเป็นงบไร้อนาคต” นายพรชัยกล่าว