‘ปชน.’ แถลงเอาผิด ม.157 กกต. หลังมีมติส่งศาลฎีกาเชือด 77 คนเอี่ยวโกง ส.ว. ไร้ชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทย เมินหลักฐานทั้งโพย-เส้นเงิน-คลิปเสียง ซัดเสียงข้างมาก อาจเป็นการตอบแทนตั้งอุ้มนั่งตำแหน่ง เตรียมยื่นซักฟอกถล่มหาความรับผิดชอบ ลุยจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดย ส.ส.ร.จากการเลือกตั้ง ให้อำนาจประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ
เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ส.ส.พรรคประชาชน แถลงภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว ส.ว. ทั้งสิ้น 77 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ว.ปัจจุบัน 26 คน ขณะที่ กรรมการบริหารพรรค ส.ส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงรัฐมนตรีไม่มีการส่งฟ้อง ว่า ผลที่ออกมาไม่ใช่มติเอกฉันท์ แต่เป็นเสียงข้างมากส่ง 26 ส.ว.ไปยังชั้นศาล แต่กลับไม่มีการส่งนักการเมืองไปยังศาลเลย
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า คดีการโกงเรื่อง ส.ว.เป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกินทั่วประเทศ และต้องการควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่มีความยึดโยงกับประชาชน
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม กกต.มีมติสั่งฟ้องแค่ส่วนน้อยจากผลการไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือก ส.ว. คือสั่งฟ้อง ส.ว.แค่ 26 คน และไม่สั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ส.ส. หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว
นายณัฐพงษ์กล่าวด้วยว่า มติดังกล่าวเป็นการตัดทอนให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐานเกี่ยวกับขบวนการโกงเลือก ส.ว.ที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่ว่าจะเป็นโพย ใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพยต่างๆ รวมถึงประวัติการโทรศัพท์ ล้วนบ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำในรูปแบบของกระบวนการที่จะต้องไม่ตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน นอกจากนี้ หลักฐานยังมีความชัดเจนว่าในบรรทัดฐานเดิมที่ กกต.เคยมีมติที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องไปยังศาล ซึ่งใช้เพียงข้อความการจับคู่และแลกคะแนนกันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เพียงไม่กี่ข้อความ
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงเห็นว่าการใช้ดุลพินิจในกรณีนี้ของ กกต.เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของ กกต.เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการกระทำหรือละเว้นการกระทำอันไม่ชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะของ กกต. ซึ่งมีจำนวน 4 จาก 7 คนที่เข้าสู่ตำแหน่ง และการรับรองของ ส.ว.ชุดปัจจุบัน ยังอาจถูกมองได้ว่าการใช้ดุลพินิจของ กกต.เสียงข้างมากนั้น เป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมือง กับผู้มีอำนาจทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือก ส.ว.
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า มติ กกต.วันนี้ไม่เป็นเพียงการปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ในคดีการโกงเลือก ส.ว.ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น แต่ยังตอกย้ำปัญหาองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับผิดชอบต่อประชาชน และเป็นอิสระต่อการทำหน้าที่ตามกฎหมาย
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกงเลือก ส.ว.ต้องรับผิดทางกฎหมาย และเพื่อฟื้นฟูกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาชนจะดำเนินการ ดังนี้ 1.ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายต่อ กกต. ฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า 2.ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกงเรื่อง ส.ว.ที่ยังไม่ให้ถูกสั่งฟ้องโดย กกต.ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล 3.ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีการโกงเรื่อง ส.ว.ผ่านกลไกของรัฐสภา เช่น ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการรณรงค์ในสังคมเพื่อให้เกิดการรับผิดชอบ ทางการเมืองตามวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย
นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า 4.ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภาและปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และมีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงเพิ่มอำนาจให้ประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ และ 5.เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้แก่ ส.ว.สามารถเข้ามาขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้
เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่การแถลงของ กกต. ยังไม่ชัดเจนว่าทำไมจึงไม่ส่งฟ้องนักการเมืองสีน้ำเงิน และบอกว่าเส้นทางการเงินยังสาวไม่ถึงนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า กระบวนการเลือก ส.ว.ในครั้งนี้ทําเป็นกระบวนการ ไม่สามารถพิจารณาเป็นรายกรณีหรือรายเคสได้ และคํากล่าวของประธาน กกต.ระบุว่า พยานหมายเลข 16/26 ให้การกลับไปกลับมาหรือไม่ หรือมีเหตุผล ส่วนตัวมองว่า การให้ปากคําอาจมีแรงกดดันทางการเมือง และ กกต.ก็มีมติเสียงข้างมากในการไม่ส่งฟ้อง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไปยังศาลเลย แสดงว่า กกต.กําลังเชื่อว่ากระบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนี้ไม่มีนักการเมือง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ซึ่งรายละเอียดของการดําเนินการทางกฎหมายตนยืนยันว่าพรรคประชาชนพร้อมดําเนินการทุกช่องทาง ซึ่งต้องรู้ว่าใครเป็นผู้เสียหายโดยตรงหรือไม่ ส่วนจะส่งฟ้องทางช่องทางไหนอย่างไร ขอรอรายละเอียดเร็วๆ นี้จากทีมกฎหมาย
เมื่อถามว่า การที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะสะเทือนรัฐบาลหรือไม่ เพราะ กกต.ก็ไม่สั่งฟ้อง นายณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งที่สําคัญที่สุดในตอนนี้คือการเรียกร้องให้รัฐบาล เดินหน้าในส่วนของการถูกถ่วงดุล กลไกรัฐสภาอย่างตรงไปตรงมา และเท่าที่ทราบข้อมูลเบื้องหลังอาจมีความพยายามใช้อํานาจของประธานรัฐสภา ในการพยายามไปตีกรอบการยื่นญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะในช่วงของรัฐบาลปัจจุบัน ทั้งนี้ ในทุกยุคสมัย การอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถพูดถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีเป็นตัวรายบุคคลได้ อะไรที่ไม่โปร่งใสในอดีตย่อมถูกซักฟอกหรืออภิปรายได้ จึงอยากให้ทุกคนติดตามกลไกการอภิปรายในสภาว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ฝ่ายค้านซักฟอกได้หรือไม่



