หน้าแรก การเมือง กนกรัตน์ เสนอ...

กนกรัตน์ เสนอ 4 คีย์เวิร์ด ย้ำ 6 ตุลา คือคำเตือน เปลี่ยนรัฐบาล ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ใบอนุญาต ‘ความรุนแรง’ เกิดซ้ำ

6.10.26 | 16:38 น.

’กนกรัตน์‘ ชี้ 50 ปี 6 ตุลาฯ ถูกทำให้ ‘ยังอยู่’ ยิ่งคำเนินคดี ยิ่งไวรัล – คือคำเตือน ‘เปลี่ยนรัฐบาล ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง‘ ใบอนุญาตให้เกิดซ้ำ – ลอยนวล


เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ล้อมปราบ โดยปีนี้มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มีการชุมนุมปาฐกถา เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ท่ามกลางนักวิชาการ ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ ตลอดจนนักศึกษา ประชาชน คนรุ่นใหม่เข้าร่วมคับคั่ง

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในวาระ 48 ปี 6 ตุลาฯ ตนได้มีโอกาสมานำเสนอปาฐกถาที่เกี่ยวข้องกับสถานะของ 6 ตุลาฯ จากประวัติศาสตร์ที่เคยเงียบ ลืม และจำกัดอยู่ในเฉพาะพี่ ๆ ที่นั่งอยู่ในห้องนี้ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไปสู่ 6 ตุลาในฐานะ Popular History ที่คนรุ่นอื่น ๆ รู้จัก และนำไปสู่พื้นที่ทางการเมืองและวัฒนธรรมที่กว้างขวางมาก

Advertisement

“ข้อสรุปในวันนั้น เสนอไว้ว่า 6 ตุลาฯ ได้รับการสถาปนาในจิตสำนึกสาธารณะเรียบร้อยแล้ว พี่ๆหลับได้อย่างสบายใจ แต่วันนี้ผ่านมา 2 ปี ดิฉันตั้งคำถามกับ ข้อเสนอที่ตัวเองเคยเสนอไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า ข้อสรุปแบบนั้นมันครบถ้วนหรือไม่ เพราะคำถามตอนนี้มันคงไม่ใช่แค่เพียงว่า คนรุ่นใหม่จำ 6 ตุลาฯ ได้หรือยัง

แต่คำถามสำคัญมันไปสู่คำถามว่า ใครทำให้คนรุ่นอื่น ๆ จำ 6 ตุลา พวกเขารู้จักและจำ 6 ตุลาฯ แบบไหน พวกเขาเลือกจำอะไร และเลือกไม่พูดถึงอะไร พวกเขานำ 6 ตุลาฯ ไปเชื่อมกับเหตุการณ์ใดและความทรงจำชุดนั้นมันกำลังทำงานอย่างไรกับการเมืองในระยะต่อ ๆ มา” รศ.ดร. กนกรัตน์ กล่าว

รศ.ดร. กนกรัตน์ กล่าวต่อไปว่า เมื่อ 6 ตุลา ได้รับการสถาปนาแล้ว มันไม่ได้ตรึงอยู่แค่ความหมายเดียว แบบที่บางคนอาจจะรู้สึกว่า นี่คือ 6 ตุลาของฉัน แต่กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของคนรุ่นเดียวหรือกลุ่มเดียว มันถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นอื่นๆ และกลุ่มอื่น ๆ และไม่ได้ส่งต่อไปในความหมายที่เหมือนเดิมทุกประการ

“ในทางตรงกันข้าม 6 ตุลาฯ มีชีวิตของมันเอง มันถูกหยิบขึ้นมาพูดเปลี่ยนรูป ตัดตอน เติมความหมาย โต้แย้ง และร้อยเรียงใหม่ ให้เข้ากับประวัติศาสตร์ชุดอื่น ๆ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นข้อเสนอหลักในวันนี้ สำหรับ 50 ปี 6 ตุลาฯ อยากจะเสนอว่า ในฐานะของ 6 ตุลาฯ ในการเมืองมันมีการเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดนิ่ง มีชีวิต ปะทะ ขัดแย้ง ผสม และเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ควบคู่ไปกับการเติบโตของการเมืองภาคประชาชนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน” รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าว

รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนั้น 6 ตุลายังถูกนำไปผสมกับประวัติศาสตร์นิพนธ์ รุ่นอื่น ๆ และร้อยเรียงใหม่เป็นประวัติศาสตร์แบบใหม่ เพราะฉะนั้น 6 ตุลาฯ ไม่ได้เดินทางข้ามเวลาด้วยตัวมันเอง แต่เดินทางผ่านการทำงานกับความทรงจำ คนแต่ละรุ่นหยิบ 6 ตุลาฯ เฉพาะบางส่วนตีความใหม่และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ตัวเอง

รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวต่อว่า อยากขอเสนอ 4 คำที่เป็นคีย์เวิร์ดในการทำความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา

“คําที่ 1 คือการทํางานกับความทรงจํา เราต้องยอมรับกันว่าอดีตโดยส่วนใหญ่มัน ไม่ได้อยู่รอดได้ตัวมันเอง ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะรุนแรงสำคัญขนาดไหน หากไม่มีใครเก็บภาพ ไม่มีใครบันทึก ไม่มีใครเล่าเรื่องเหล่านั้นต่อ ไม่มีใครเขียน ไม่มีใครจัดงานรำลึก ไม่มีใครส่งต่ออดีตเหล่านั้นจะหายไป

คำที่ 2 หยิบใช้ และจัดวางความทรงจำใหม่ คนรุ่นหลังไม่ได้รับอดีตมาเป็นก้อน แต่เขาเลือกภาพบางภาพ เลือกบางเรื่อง เลือกบางบุคคล บางบทเรียนที่ช่วยให้ปัญหาของเขาในปัจจุบันมันได้รับการแก้ไข

คำที่ 3 คือสายธารของการต่อสู้ คือขบวนการไม่ได้เพียงบอกว่าเขาเรียกร้องอะไร หรือเราเป็นใคร หรือเราสืบทอดมาจากใคร แต่พวกเขาสายธารดังกล่าวมันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มันเกิดจากการนำเหตุการณ์ที่เคยอยู่แยกกันมา ร้อยเรียงกัน

คำสุดท้าย 4 การเคลื่อนไหวที่ใช้ความทรงจำเปลี่ยนทั้งความเข้าใจสาธารณะ และสถาบันที่สืบทอดอำนาจในอดีต” รศ.ดร. กนกรัตน์ กล่าว

 

รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวว่า จากประเด็นเหล่านี้จะเห็นว่า ประวัติศาสตร์ 6 ตุลามันเติบโตและเปลี่ยนแปลงผ่านปฏิบัติการจริงทางการต่อสู้ของผู้คน

ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวถึง จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2561 ก่อนที่ขบวนการม็อบ 2563 จะเกิดขึ้นคนเจนวาย ปล่อยเพลง ‘ประเทศกูมี’ ในฉากเปิดเพลง มีภาพจำลองการแขวนคอใต้ต้นมะขาม ยอดวิวของเพลงจาก 17 ล้าน และขึ้นไป 100 ล้านวิวอย่างรวดเร็ว ยิ่งดำเนินคดี ยิ่งทำให้คลิปไวรัลมากขึ้น นี่คือครั้งแรกที่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ถูกส่งผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้ภาพ 6 ตุลาฯ เดินไปยังมวลชนที่ไม่เคยผ่านเหตุการณ์ คือความทรงจำจากสื่อ จากภาพขาวดำ ไปสู่มิวสิควีดีโอ จากเอกสารประวัติศาสตร์ ไปสู่เพลงแร็ป จากงานรำลึกประจำปี ไปสู่โทรศัพท์มือถือของคนรุ่นใหม่ ภาพ 6 ตุลาฯ กลายเป็นหลักฐานประกอบ ว่าประเทศนี้มีความรุนแรง การกดปราบ ยังคงดำเนินอยู่

รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ที่เป็นอีกชนวน ที่เชื่อมระหว่างประวัติ 2475 กับ 6 ตุลาฯ คือเช้าวันที่ 14 เมษายน 2560 ‘การหายไปของหมุดคณะราษฎร’ ถูกตีความว่า คือการลบประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน มีการประดิษฐ์หมุดใหม่ เพื่อเรียกคืนประวัติศาสตร์ที่ถูกลบ

“อีกเหตุการณ์ที่สำคัญคือ ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ธรรมศาสตร์ ปี 63 เปิดฉากด้วยการฉายภาพความรุนแรง 6 ตุลาฯ บนจอแอลอีดี ข้อความไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง เป็นหลักฐานความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ถูกตั้งคำถาม” รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าว และว่า ภาพ 6 ตุลาฯ ยังปรากฏ ในเวทีขบวนการปี 2563 ซึ่งคนรุ่นใหม่ ดึง 6 ตุลาฯ กลับมาอยู่ในสายธารประชาธิปไตย

“14 ตุลาคม 2516 คือสัญลักษณ์ของพลังประชาชน ที่โค่นล้มเผด็จการได้อย่างไร

6 ตุลาคม 2519 บอกว่า โครงสร้างเดิมสามารถโต้กลับ และทำลายผู้ท้าทายได้อย่างไร

พฤษภาคม 35 บอกว่า การลุกขึ้นต่อต้านอำนาจทหาร สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้

พฤษภาคม 53 บอกว่า ความรุนแรงและการลอยนวล ก็สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้เช่นกัน

ขณะที่ 2563 วางตัวเองเป็นความพยายามในการนำคำถาม เชิงโครงสร้างอำนาจ กลับมาอยู่ในที่สาธารณะ

ฉะนั้น 6 ตุลาฯ เป็นคำเตือนในสายธารประวัติศาสตร์ว่า การเปลี่ยนรัฐบาล ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง ที่อนุญาตให้ ‘ความรุนแรงและการลอยนวลพ้นผิด’ ยังอยู่ จะเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์เกิดซ้ำได้อีก” รศ.ดร.กนกรัตน์ เน้นย้ำ

จากนั้น รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ปลายทางของเคลื่อนไหวของประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ จากการรำลึก จนถึงการลงมือทำ เช่น การจัดกิจกรรม หรือละครเวที ที่เกิดขึ้นมากมายหลายจุดในปัจจุบัน

รศ.ดร.กนกรัตน์กล่าวด้วยว่า การรณรงค์ลบมรดก 6 ตุลาคม คือการเคลื่อนไหวโดยใช้ ‘ความทรงจำ เพื่อเปลี่ยนทั้งความเข้าใจสาธารณะ และสถาบันที่สืบทอดอำนาจมาในอดีต’

“คำสั่งปฏิรูปการปกครอง ฉบับที่ 41 ที่ทำให้กฎหมายหลายอย่างมีพลังมากขึ้น ในการจัดการกับผู้เห็นต่าง การรวบรวม 50,000 ชื่อ เพื่อเสนอการร่างกฏหมาย ยกเลิกคำสั่งฉบับดังกล่าว คือการเปลี่ยน ‘ความทรงจำ’ เพื่อที่จะบอกว่าเราไม่ลืม ตาการวิจารณ์อำนาจรัฐ ไปสู่การรื้อถอนมรดกที่สร้างเอาไว้”

รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หาก 50 ปีแรก เป็นการต่อสู้เพื่อไม่ให้ 6 ตุลาฯ ถูกลืม 50 ปีต่อมาหลังจากนั้น คือการทำให้ 6 ตุลาฯ ยังอยู่ เพื่อไม่ให้เกิด 6 ตุลาฯ ซ้ำอีก ในรูปแบบของกฎหมายที่มาจากการรัฐประหาร ในรูปแบบของภาษาที่ทำให้คนเห็นต่าง กลายเป็นศัตรู จนสามารถปลิดชีวิตเขาได้ คำตอบของ 6 ตุลาฯ ในวันข้างหน้า อยู่ที่พวกเราที่นี่