เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เวลาประมาณ 10.00 น. ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026)
สำหรับ สำนักพิมพ์มติชน ครั้งนี้ประจำที่บูธ JO2 บริเวณฮอลล์ 6 โดยมาในธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ ชวนร่วมเดินทางไปกับเรื่องราวจากหนังสือหลากหลายหมวดหมู่ ที่จะพาเปิดโลกความคิด เติมเต็มจินตนาการ และต่อยอดการเรียนรู้
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 14.30 น. บริเวณบูธ JO2 สำนักพิมพ์มติชน มีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาเลือกซื้อหนังสืออย่างคึกคัก
ต่อมาเวลา 15.30 น. ภายในกิจกรรม Meet&Read พบปะนักเขียนและแจกลายเซ็นที่บูธสำนักพิมพ์มติชน มีผู้เดินทางมาต่อแถวรอพบ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ ‘คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย’ (The Rise of the Octobrists in Contemporary Thailand: Power and Conflict among Former Left-Wing Student Activists in Thai Politics) เป็นจำนวนมาก
รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มีทั้งเรื่องที่ก้าวข้ามได้และเรื่องที่ก้าวข้ามไม่ได้ สิ่งที่ก้าวข้ามไม่ได้ คือความรุนแรงของรัฐ ที่คนรุ่นใหม่จะเห็นภาพที่ติดตา คือผู้ชายถือเก้าอี้ฟาดคนใต้ต้นมะขาม ภาพนี้ไม่ได้เกิดแค่วันที่ 6 ตุลาคม แต่มันเกิดกับคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งรัฐเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น แต่ปัญหาคือว่ารัฐเองก็ก้าวไม่ผ่านกับการใช้ความรุนแรงกับผู้คน
ส่วนสิ่งที่ก้าวผ่าน คือ คนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่แม้ว่าจะถูกใช้ความรุนแรง แต่สิ่งที่พวกเขาก้าวผ่านมาคือ ‘พวกเขาไม่ยอมแพ้’ เราจะเห็นคนเดือนตุลาคมหลังจากผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา กลับมาพยายามเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ว่าจะอยู่ในภาคประชาสังคม ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ ทั้งสร้างเครือข่ายพยายามผลักดันคนรุ่นใหม่ได้ในสิ่งที่อยากได้ สิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจ
“คนรุ่นใหม่น่าจะได้เรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ว่า ในขณะที่หลังปี 2563 เราแพ้ เราเบิร์นเอ๊าต์ทางการเมือง คนรุ่นนี้เขาผ่านการเบิร์นเอ๊าต์ทางการเมืองมาได้อย่างไร Recover มันได้อย่างไร แล้วเขากลับมายืนอีกครั้งในการที่จะไม่เลิกที่จะต่อสู้ และไม่รู้สึกว่าความฝันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่หันมาจัดกิจกรรมและพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากขึ้น มองปรากฏการณ์นี้อย่างไร
รศ.ดร.กนกรัตน์ ตอบว่า ตนเห็น 2 เรื่องที่สำคัญ คือ
1. ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ถ้าเป็นอดีตในรุ่นเรา เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่รู้จะเข้าใจได้อย่างไร เพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่เหมือนกับความพ่ายแพ้ แต่การที่คนรุ่นใหม่หันมาทบทวนประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ตนคิดว่าเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างตัวคนรุ่นใหม่กับคน 6 ตุลาฯ คือคนหนุ่มสาวเหมือนกันที่ต่อสู้เพื่อความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลาย แต่ทั้งหมดเพื่ออยากจะผลักดันให้เห็นสังคมเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและผลักดันความเท่าเทียมสิทธิเสรีภาพ ซึ่งคนรุ่นใหม่ไม่ได้เชื่อมโยงเรื่อง 6 ตุลาฯเฉพาะความรุนแรง แต่เชื่อมโยงถึงความฝันที่คนรุ่นใหม่อยากจะมี และในยุคนั้นมีคนที่อายุเท่าเด็กรุ่นใหม่ซึ่งสู้กับเรื่องนี้เหมือนกัน แม้จะถูกรัฐกระทำก็ตาม
2.ปีนี้ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาฯ ทางรัฐเองไม่เคยให้ความสำคัญของประวัติศาสตร์ตรงนี้ ขณะที่ผู้ใหญ่ในรุ่นก่อนๆ แม้แต่คนเดือนตุลาฯด้วยกันเอง ให้ความสำคัญกับ 14 ตุลาคม ชัยชนะ ความสำเร็จ แต่รอบนี้เป็นการรำลึกถึง 6 ตุลาฯในมิติที่หลากหลายมากขึ้น มีทั้งละครเวที เสวนา หนังสั้น การเขียนหนังสือถึง 6 ตุลาฯ โดยคนรุ่นใหม่ด้วยไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นเก่า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อะไรเป็นจุดเริ่มต้นหรือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขียนหนังสือ คนเดือนตุลา: อำนาจและรอยแตกร้าวในการเมืองไทยร่วมสมัย
รศ.ดร.กนกรัตน์ เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นคือ การเติบโตท่ามกลางบุคคลที่เคยพ่ายแพ้แล้วกลับขึ้นมา อยากจะผลักดันประชาธิปไตย อยากเปลี่ยนแปลงสังคม
“เริ่มต้นจากจุดนี้เลยว่า เอ๊ะ! ทำไมถึงกลับมาได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นคนที่พ่ายแพ้ทางการเมือง เหมือนกับคนรุ่นนี้เลย แล้วที่น่าสนใจหลังจากนั้นก็คือ เอ๊ะ เขาแตกแยกกันด้วย เขาขัดแย้งกัน ก็เลยยิ่งมีคำถามที่ 2 ที่พ่วงหนังสือ คือว่า แล้วถ้าเราเป็นคนรุ่นนี้เราจะเข้าใจได้ยังไงว่าคนที่เคยต่อสู้ร่วมกันมา ทำไม่เขาถึงขัดแย้งกัน แล้วบทเรียนที่เขาจะฝากให้เราคืออะไร“ รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าว
รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวต่อไปว่า บทเรียนที่เราได้ที่สำคัญที่สุด คือ ความแตกต่างของผู้คนเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่จะจัดการความขัดแย้งอย่างไรไม่ให้เราในฐานะที่อยากผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมองเพื่อนคนหนึ่งที่คิดในอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน เป็นมนุษย์เหมือนกัน
“ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้จะเห็นเลยว่าการโจมตีต่อสู้กันในหมู่คนเดือนตุลาฯ ที่เราเคยคิดว่าเขาต่อสู้เรื่องเดียวกัน แต่จริงๆแล้วเขาต่อสู้กันรุนแรงมากโดยเฉพาะช่วงเสื้อเหลือง เสื้อแดง ที่เราเห็นว่าบางฝั่งไปอยู่เสื้อเหลือง บางฝั่งไปอยู่เสื้อแดง บางฝั่งอยู่ตรงกลางไม่มีที่ยืน

ข้อค้นพบที่ได้เห็นคือจริงๆเขาต่างกันตั้งแต่แรก ซึ่งก็เหมือนคนรุ่นนี้ เราไม่ต้องตกใจว่าเราเห็นพรรคแดง พรรคส้ม ตีกัน เราเห็นคนรุ่นใหม่ตีกัน หรือแม้แต่ในพรรคส้มก็มีความหลากหลายมาก
นี่คือธรรมชาติจริงๆของสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย การที่เราได้เห็นคนเถียงกัน คนมองจากโลกในมุมวิธีการในการไปสู่เป้าหมายที่แตกต่างกัน แล้วเรายอมรับว่ามีความแตกต่างแบบนั้นจริงๆ จริงๆแล้วมันดีกว่าการที่เรามีพรรคการเมืองหรือมีกลุ่มทางการเมืองที่จริงๆแล้วเราคิดไม่เหมือนกันแต่ไม่มีใครกล้าพูด หรือเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองต้องการ อย่างช่วงที่ผ่านมาจะเห็นเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน เรื่องอย่างนี้จริงๆอาจจะมีมานาน แต่มันไม่เคยเป็นประเด็นสาธารณะ ซึ่งการที่เป็นประเด็นสาธารณะไม่ได้เป็นปัญหา จริงๆมันเป็นความน่าตื้นเต้นด้วยซ้ำว่าในที่สุดปัญหาเหล่านี้ก็ถูกพูดออกมา
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องเดียวกันว่าคนรุ่นใหม่เข้าใจความแตกต่างเรื่องนี้อย่างไร แล้วเราจะอยู่ร่วมกับความแตกต่างนั้นอย่างไร เหมือนปกหนังสือคนเดือนตุลาฯ ที่สื่อถึงความหลากหลายที่มีมาตั้งแต่ต้น แต่ว่าทั้งหมดนี้มันไปสู่เป้าหมายเดียวกัน” รศ.ดร.กนกรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย




