“อนุทิน” โต้ปม “น้ำเงินกินรวบ” ยัน ตัวเองสั่ง สว.ไม่ได้ ย้อนถาม ถ้าคุมได้จริง ทำไมยังมีคนวิจารณ์รัฐบาล ปัดยื้อศึกซักฟอก กำชับรมต.ตบเท้าชี้แจง ลั่น เสียงข้างมากช่วยรบ.ไม่ได้ มีแค่ผลงาน-ข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งออกอากาศทุกวันเสาร์เวลา 09.05 น. ถึงกระแสวิจารณ์ทางการเมืองเรื่องน้ำเงินกินรวบ ว่า เป็นวาทกรรมที่ถูกหยิบมาใช้โจมตีรัฐบาล ยืนยันว่าตนไม่สามารถควบคุมสมาชิกวุฒิสภา หรือสั่งการฝ่ายนิติบัญญัติได้
นายอนุทิน กล่าวว่า ส.ว.เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ ขณะที่รัฐบาลเป็นฝ่ายบริหาร ทั้ง 2 ฝ่ายมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญแยกจากกัน รัฐบาลไม่มีอำนาจไปสั่งให้ ส.ว. สนับสนุนกฎหมาย บุคคล หรือการตัดสินใจใดตามความต้องการของฝ่ายบริหาร
นายอนุทิน ตั้งคำถามกลับว่า หากรัฐบาลควบคุม ส.ว.ได้จริง เหตุใดจึงยังมี ส.ว.หลายคนออกมาวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงวิจารณ์ประธานวุฒิสภา ย้ำว่าการรู้จักบุคคลทางการเมืองจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าสามารถสั่งการหรือกำหนดจุดยืนของบุคคลเหล่านั้นได้
“รัฐบาลผมมอง ส.ว. ก็คือเป็นอำนาจหนึ่งของอธิปไตย แล้วก็อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ที่จะมากำหนดทิศทาง หรือผมจะไปบอก ส.ว.ว่า ช่วยออกกฎหมายนี้ กฎหมายนั้น ช่วยสนับสนุนคนนั้นคนนี้ ผมยังไม่เคยเห็นว่าผมทำได้แม้แต่ครั้งเดียว” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล เป็นเรื่องปกติ เพราะรัฐบาลต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาในการผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ ขณะที่ตัวเขาเองพูดคุยกับ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน และพร้อมรับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่ดูว่าใครเป็นผู้เสนอ
นายอนุทิน ยกตัวอย่างกรณี ส.ส.พรรคประชาชน เสนอให้เปลี่ยนเสื้อกั๊กวินรถจักรยานยนต์ในจังหวัดชลบุรีกลับเป็นสีส้ม เนื่องจากสะท้อนแสงและปลอดภัยกว่าสีน้ำเงิน โดยเมื่อได้รับข้อมูลก็สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขทันที ย้ำว่าเรื่องความปลอดภัยไม่ควรถูกนำไปผูกกับสีทางการเมือง
นอกจากนี้ ยังยกกรณีข้อเสนอจาก สส.พรรคประชาชน เรื่องการผลักดันสนุกเกอร์และบิลเลียดให้ได้รับการยอมรับในฐานะกีฬา ลดข้อจำกัดที่ผูกอยู่กับกฎหมายการพนัน ซึ่งรัฐบาลพร้อมพิจารณาสนับสนุน หากเนื้อหากฎหมายครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานักกีฬาไทย
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ และไม่ได้เป็นฝ่ายดึงเวลา โดยก่อนหน้านี้ได้จัดตารางให้รัฐมนตรีทุกคนเว้นภารกิจระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคม เพื่ออยู่รับการอภิปราย แต่การกำหนดวันยังติดปัญหาการหารือเรื่องเวลาระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน
นายอนุทิน กล่าวว่า การอภิปรายควรให้ความสำคัญกับสาระ หลักฐาน และข้อเท็จจริง มากกว่าการช่วงชิงเวลา หากมีหลักฐานว่ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีกระทำผิด และสร้างความเสียหายต่อประเทศจริง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ต้องนำข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้มาแสดงต่อประชาชน
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐมนตรีทุกคนต้องพร้อมชี้แจง ไม่ใช่เฉพาะรัฐมนตรีที่ถูกระบุชื่อในญัตติ เพราะหากมีการพาดพิงถึงงานในความรับผิดชอบ ก็มีหน้าที่ต้องตอบคำถามต่อสภา และการชี้แจงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับฟัง แต่เป็นการตอบต่อประชาชนทั้งประเทศ
“ผมไม่เคยเชื่อว่าเสียงข้างมากจะช่วยอะไรรัฐบาลได้ ผมได้แจ้งรัฐมนตรีทุกคนให้รับทราบว่า ข้อเท็จจริง แล้วก็ผลงานของพวกท่านเท่านั้นแหละ ที่จะเซฟตัวพวกท่านได้ เซฟรัฐบาลได้” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน ย้ำว่า การอภิปรายควรอยู่บนหลักฐาน เหตุผล และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ใช้เวทีสภาเป็นพื้นที่ระบายความโกรธหรือความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้การตรวจสอบและถ่วงดุลเป็นเรื่องที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ควรหลีกเลี่ยง เพราะเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือชี้แจงให้ชัด ทำงานให้มีผลงาน และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าใครมีเหตุผลมากกว่ากันในสนามการเมือง



