“ธนาธร” จ่อระดมทุน 350 ล้านสู้ศึกลต. ลั่น อีก 10 เดือนขอทำงานหนักไม่ใช้เงินดูดอดีตส.ส.

“ธนาธร” นำผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ขึ้นจ.เชียงใหม่โชว์วิสัยทัศน์ เป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ ขอระดมทุนสู้เลือกตั้ง 350 ล้าน บอกไม่พอใจที่คนรู้จักน้อย ไม่เหมือน “ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์” เหลืออีก 10 เดือนขอทำงานหนัก เล็งชูนโยบายกลุ่มชาติพันธุ์-ปัญหาที่ดินทำกิน-กระจายอำนาจหาเสียง 

วันนี้ (27 เม.ย.) ที่โรงแรมศิรินาถการ์เดนท์ ถ.คันคลองชลประทาน ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริษัทกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ จัด
เวทีเสวนาพบนักธรุกิจและสื่อ โดยธนาธรและเพื่อน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกภาคเหนือและเป็นจังหวัดที่ 10 ของการเดินสาย โดยได้เปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้แสดงความคิดเห็นในวงกว้างและพูดได้ในทุกประเด็น มีนายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ในฐานะร่วมผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ นักวิชาการ นักธุรกิจ ภาคเอกชน องค์กรเอกชน และเครือข่ายประชาชน เข้าร่วมกว่า 50 คน โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมได้มีการเสนอประเด็นให้คนพิการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และจัดสวัสดิการแก่ผู้พิการทุกประเภท เนื่องจากมีผู้พิการทั่วประเทศ 1.8 ล้านคน โดยเฉพาะการจ้างคนพิการเข้าทำงานในภาครัฐและเอกชน ปัญหาไฟป่าหมอกควันที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการท่องเที่ยว ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม แทนนโยบายประชารัฐ การจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม การใช้ศาสตร์พระราชาพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางพัฒนา และตอบสนองความต้องการชุมชนได้ตรงจุด


นายธนาธร กล่าวว่า การกระจายอำนาจ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาและขับเคลื่อนท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ โดยยุบหรือเลิกส่วนภูมิภาค อาจโอนส่วนภูมิภาคไปให้ท้องถิ่น ทั้งอำนาจหน้าที่ ภารกิจ บุคลากรและงบประมาณ ปี 2561 จัดสรรงบประมาณรวม 3 ล้านล้านบาท เป็นรายจ่ายของข้าราชการและรัฐวสาหกิจ 80 % เป็นงบลงทุนและพัฒนาเพียง 20 % ทำให้ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ เป็นเครือข่ายใหญ่ มีอำนาจต่อรอง และยึดโยงเศรษฐกิจมาโดยตลอด ทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย ขณะที่จังหวัดไม่มีอำนาจจัดการตนเองทุกอย่างไปพัฒนาและลงทุนที่กรุงเทพฯ หรือส่วนกลาง เป็นหลัก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำการพัฒนา รายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งประเทศ

“กรุงเทพฯ จัดเก็บภาษีส่งให้คลัง 26 % แต่ได้รับจัดสรรงบพัฒนา 72 % มีประชากร 17 % ของประชากรทั้งหมด ภาคอีสานจัดเก็บภาษี 11 % ได้รับงบพัฒนา 6 % มีประชากร 34 % ภาคหนือ จัดเก็บภาษี 9 % ได้รับงบเพียง 7 % แต่มีประชากร 18 % ส่วนการจัดเก็บภาษี 4 ประเภท บุคคลธรรมดา นิติบุคคล มูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต อัตรา 20-37 % ควรให้ท้องถิ่นจัดเก็บเอง และจัดสรรเพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่น 50 % ส่งให้คลังหรือส่วนกลาง 50 % เพื่อความเป็นธรรมและเท่าเทียมการใช้งบประมาณแผ่นดิน” นายธนาธร กล่าว และว่า การกระจายอำนาจ หรือให้จังหวัดจัดการตนเอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการใช้ทรัพยากรของท้องถิ่น ถ้าจังหวัดไม่มีอำนาจจัดการตนเอง การพัฒนาจะถูกปิดกั้นทางด้านสิทธิและเสรีภาพ ส่งผลให้การพัฒนาตนเองไม่่เข้าถึงอำนาจ ทำให้การพัฒนาล้าหลัง พร้อมใช้เทคโนโลยี เพิ่มช่องทางสือสาร ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การบริการ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อลดการใช้อภิสิทธิ์ทางสังคมหรือเอาเปรียบผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคม

นายธนาธร กล่าวว่า ทิศทางและแนวทางพรรค เป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ ให้ประชาชนและสมาชิกพรรค มีส่วนร่วมระดมทุน จำนวน 350 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนพรรคส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้า ซึ่งพรรคต้องแสดงฐานะทางการเงินทุกโครงการพร้อมชี้แจงทุกไตรมาส ทำพรรคโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ให้ใครมีอิทธิพลเหนือสมาชิกพรรค ให้สมาชิกเป็นเจ้าของพรรค และสร้างพรรรคที่เป็นของประชาชน ซึ่งการระดมทุน เพื่อเป็นพรรคอุดมคติ ซึ่งการเลือกตั้งใหญ่ ทางพรรคไม่มีนโยบายดูดหรือซื้อ ส.ส.เข้าพรรคแต่อย่างใด เพราะเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่ทำการเมืองแบบเก่า ส่วนการเลือกสมาชิกพรรค เป็นผู้สมัคร ส.ส. ให้คณะกรรมการพรรคระดับจังหวัดเป็นผู้พิจารณา ก่อนเสนอให้คณะกรรมการพรรคระดับภาค เป็นผู้คัดเลือก ไม่ใช่ให้คณะกรรมบริหารพรรค หรือกรรมกลาง เป็นผู้คัดเลือกเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการบริหารหรือ คณะกรรมการกลาง มีจำนวน 10 คน ในจำนวนนี้ เป็นตัวแทนของภูมิภาค 5 คน

นายธนาธร กล่าวอีกว่า การมาพบปะมวลชนภาคเหนือที่เชียงใหม่ ครั้งแรก ยังไม่พอใจ เพราะคนรู้จักน้อย ไม่เหมือน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีคนรู้จักมากกว่า ต้องทำงานหนักอีก 10 เดือนก่อนเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า เพื่อทำให้คนรู้จักตนเองและพรรคก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเลือกหรือไม่เลือกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้มีโอกาสได้พบปะกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน เป็นเรื่องที่เพิ่งได้ยินและรับรู้เป็นครั้งแรก ถ้าเป็นไปได้อาจนำเรื่องดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งนโยบายหาเสียงเลือกตั้งต่อไป