รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีวาระต้องเผชิญกับศึกนอก เริ่มจากการนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เข้าพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระแรก ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน-1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย สรุปเวลาให้พิจารณารวม 41 ชั่วโมง แบ่งเป็น ครม.และพรรคร่วมรัฐบาล 20 ชั่วโมง พรรคร่วมฝ่ายค้าน 20 ชั่วโมง ส่วนกรณีที่มีการประท้วง จะหักเวลาจากฝ่ายของผู้ประท้วง
ซึ่งพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน (ปชน.) จัด 30 ส.ส.ชำแหละงบประมาณปี 2570 พุ่งเป้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มถึง 30% เมื่อเทียบกับกระทรวงอื่นๆ โดยหน่วยงานที่ได้รับงบเพิ่มสูงที่สุดคือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ซึ่งกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ที่มีพรรค ปชน.เป็นประธานทั้ง 2 กมธ.
เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่วางตัว ส.ส.พุ่งเป้าอภิปรายข้อมูลของหลายกระทรวงก็ทำเหมือนๆ กัน โดยเฉพาะงบประมาณที่ไปดำเนินโครงการเรื่อง AI ในปีงบ 2570 มีคร่าวๆ ราว 2.5 พันล้านบาท ประมาณ 206 โครงการ กระจายไปตามกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนประเด็นการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตตามเป้าหมาย
แต่ด้วยเสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาล 292 เสียง หากไม่มีปัญหาภายใน ย่อมไม่ใช่เรื่องยากต่อการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบในวาระรับหลักการ
ข ณะที่การตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาทของกระทรวงดีอี แม้ในช่วงแรก รัฐบาลพรรค ภท.จะถูกกลไกของสภาอย่าง กมธ.การกฎหมายฯ และ กมธ.ติดตามงบประมาณ ที่มีพรรค ปชน.นั่งเป็นประธาน กมธ. เดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น พร้อมกับบทบาทของ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะนักธุรกิจเทคโนโลยีและผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซไทย เปิดประเด็นตรวจสอบที่ส่อพิรุธของโครงการดังกล่าวจนสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับกระทรวงดีอี ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลพรรค ภท.
จนมีสัญญาณจากผู้มีบารมีภายในพรรค ภท. ต้องออกโรงกระตุก ส.ส.พรรคสีน้ำเงินที่กุมเสียงข้างมาก และนั่งเป็นประธาน กมธ.ในสภาทั้ง 14 คณะ ต้องแสดงบทบาทเชิงรุกมากกว่าการตั้งรับเหมือนที่ผ่านมา โดยใช้กลไกที่มีอยู่ในมือเดินหน้าชี้แจงและตรวจสอบพรรคร่วมฝ่ายค้านกลับบ้าง ดังจะเห็นจากการออกมาของ ส.ส.พรรค ภท.หลายคนออกมาแถลงสนับสนุนให้เดินหน้าโครงการ TH-AI Passport โดยยกเหตุผลไม่อยากให้ประเทศไทยต้องเสียโอกาสจากการพัฒนาทักษะด้านเอไอ
รวมทั้งการใช้กลไกของ กมธ.ที่พรรค ภท.นั่งเป็นประธาน ออกมาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” คู่ขนานไปกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม ที่เดินหน้าตรวจสอบ “ภาวุธ” กรณีมีเส้นทางเงินจากการเทรดทองเชื่อมโยงกับเครือข่ายคดีฟอเร็กซ์ ซึ่งร้ายแรงอาจถึงขั้นถูกร้องให้ยุบพรรค ปชน. หากมีการรับบริจาคเงินจากเครือข่ายฟอเร็กซ์
ส่วนศึกภายในพรรค ภท. เริ่มมีร่องรอยให้คนนอกเริ่มรับรู้สัญญาณได้ ตั้งแต่ศึกภายในกระทรวงมหาดไทย (มท.) เริ่มตั้งแต่กรณีแชตหลุด “ช่วยสีน้ำเงิน” ด้วย ที่มีข้อกล่าวหาว่าเป็นไลน์สนทนาระหว่าง “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง กับ “รุ่งเรือง ธิมาบุตร” ปลัดจังหวัดภูเก็ต ขยายวงถึงขั้นปลัดจังหวัดภูเก็ต ยื่นฟ้องเอาผิดมาตรา 157 อธิบดีกรมการปกครอง ลุกลามถึงขั้นโยกย้ายผู้ว่าฯภูเก็ต และ 2 รองผู้ว่าฯภูเก็ต ออกจากพื้นที่อันมีเหตุมาจากการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีในจังหวัดภูเก็ต ที่ส่อเค้าว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารระดับสูงในจังหวัด
ต่อเนื่องมาถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผนึกกำลังกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) จับกุมขบวนการร่วมกันโกงข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นกว่า 6,669 อัตรา ใน 87 สายงาน โดยมีผู้เสียหายยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการบรรจุในแต่ละตำแหน่ง ตั้งแต่ 3.5-9 แสนบาท มีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4.5 พันล้านบาท โดยมีพยานหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง ทั้งคลิปเสียง พยานบุคคลพาดพิงไปถึงอดีตรัฐมนตรี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
โดยปลัด มท.สั่งการให้รองปลัด มท.เป็นประธานสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่นของ สถ.และ มศว ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ขีดเส้นต้องได้รับความชัดเจนภายใน 7 วัน หลายเรื่องร้อนใน มท. คอการเมืองวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้มีอำนาจในรัฐบาลกับผู้มีบารมีนอกพรรค เริ่มมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน
สะท้อนผ่านความขัดแย้งใน มท.
การเดินหน้ารัฐบาลพรรค ภท.นับจากนี้ที่จะชูยุทธศาสตร์ “เศรษฐกิจ” นำ “การเมือง” จำเป็นที่ผู้มีอำนาจอย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ที่สวมหมวกหัวหน้า
พรรค ภท. จะต้องบริหารจัดการศึกภายใน มท. ให้จบโดยเร็วที่สุด ไม่ให้ขยายวงกลายเป็นศึกภายในพรรค ภท. จนส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ของรัฐบาล
จากที่นายกฯได้ปรับเปลี่ยนคำสั่ง นำโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มากำกับดูแลแทน “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภาคใต้ จนถูกมองว่าเกิดร่องรอยความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างระดับนำในรัฐบาลหรือไม่
ขณะที่การแก้ปัญหาภายใน มท. “อนุทิน” ที่นั่งควบ มท.1 มาตั้งแต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ย่อมรู้เรื่องภายใน มท.ดีที่สุด ต่อการที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาการทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและนอมินีในจังหวัดภูเก็ต ตามแนวทางที่ “อนุทิน” ประกาศไว้ชัดเจนว่า “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ผลการแก้ปัญหาดังกล่าว จะเป็นตัวชี้วัดฝีมือการบริหารจัดการของ “นายกฯ” ที่จะเป็นตัวชี้วัดอนาคตรัฐนาวาพรรค ภท.นับจากนี้




