จับตา‘หลี่ เฉียง’เยือนไทย บนโจทย์เศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

7.11.26 | 12:15 น.

จับตา‘หลี่ เฉียง’เยือนไทย บนโจทย์เศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายนจะส่งผลดีอย่างไร


ธนเชษฐ วิสัยจร
รักษาการหัวหน้าภาควิชาการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

การเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2569 เป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยไม่ควรอยู่เพียงว่าการเยือนครั้งนี้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพิ่มขึ้นอีกกี่ฉบับ หรือจะมีการประกาศความร่วมมือด้านใดบ้าง แต่ควรเป็นคำถามว่า ประเทศไทยจะใช้โอกาสนี้เจรจาเพื่อรักษาและเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติของตนเองอย่างไร

Advertisement

ประเด็นแรกที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญคือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุน ปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนเป็นคู่ค้ารายสำคัญและเป็นแหล่งเงินลงทุนที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การศึกษาของธนาคารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า ในปี 2568 เงินลงทุนโดยตรงจากจีนที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าเงินลงทุนสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 24,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจจีนมีความสนใจประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตและพื้นที่เชื่อมโยงตลาดระดับภูมิภาค แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเจรจาให้ชัดเจนคือ การลงทุนดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้เศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด ประเทศไทยไม่ควรแข่งขันกันเพียงเพื่อดึงดูดเงินทุนจากจีน แต่ควรใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือในการยกระดับอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์ ระบบดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสีเขียว รัฐบาลควรกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการจูงใจที่ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย การใช้ผู้ประกอบการท้องถิ่นในห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างงานที่มีทักษะสูง

ประเด็นที่สองไม่ควรมองข้ามคือ ความไม่สมดุลทางการค้า การเปิดตลาดให้สินค้าจีนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะผลไม้ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตรมูลค่าสูง และสินค้าจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รัฐบาลไทยควรใช้เวทีนี้เจรจาเรื่องมาตรฐานสินค้า มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากร และการแก้ไขปัญหาสินค้าไทยที่ประสบอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดจีน

ประเด็นที่สองคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงประเทศไทยกับ สปป.ลาว และจีนตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมณฑลยูนนาน รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้หารือกับจีนเพื่อเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 กรุงเทพฯ-นครราชสีมา และผลักดันระยะที่ 2 ไปจนถึงหนองคายให้มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในด้านกรอบเวลา การลงทุน และการเชื่อมต่อกับระบบรถไฟลาว-จีน อย่างไรก็ตาม การเชื่อมต่อทางกายภาพเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ หากประเทศไทยยังขาดระบบ
โลจิสติกส์ การจัดการศุลกากร และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้ากับตลาดภูมิภาค ตัวเลขการค้าผ่านแดนและการค้าผ่านทางของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวม 1.93 ล้านล้านบาท โดยการค้าผ่านทางไปยังประเทศที่สามมีมูลค่าสูงถึง 1.04 ล้านล้านบาท และจีนเป็นปลายทางการค้าผ่านทางที่สำคัญที่สุด คิดเป็นมูลค่า 608,000 ล้านบาท

ประเด็นที่สามคือ ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในบริบทการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ ในการหารือเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงความร่วมมือด้านการฝึกร่วม การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร และเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้กำหนดกรอบความร่วมมือให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะการรับมือภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การลักลอบค้ายาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ส่วนความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารนั้น ไทยควรพิจารณาทั้งเรื่องต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน การบำรุงรักษา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบที่ไทยมีอยู่แล้ว ไม่ควรพิจารณาเพียงราคาจัดซื้อหรือความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างรัฐบาล ที่สำคัญ ประเทศไทยต้องรักษาอิสระในการกำหนดนโยบายความมั่นคงของตนเอง ความสัมพันธ์ทางทหารกับจีนสามารถพัฒนาได้ แต่ไม่ควรทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเลือกข้างในความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ ไทยยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค การรักษาความสัมพันธ์ที่หลากหลายจึงเป็นหลักประกันสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ ซึ่งมีความอ่อนไหวทางการเมืองและความมั่นคงอย่างยิ่ง คือสถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา จีนมีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกับกัมพูชา ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ที่สำคัญกับประเทศไทย ดังนั้น จีนจึงมีศักยภาพที่จะสนับสนุนการลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้ แต่การมีศักยภาพดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจีนจะสามารถแก้ไขข้อพิพาทได้โดยลำพัง หรือควรเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขในการแก้ไขปัญหาแทนคู่กรณี รัฐบาลไทยควรหารือกับนายหลี่ เฉียง ถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนการหยุดยิงอย่างยั่งยืน การลดความหวาดระแวง การป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะซ้ำ และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจา แต่สิ่งที่ต้องยืนยันให้ชัดเจนคือ การแก้ไขข้อพิพาทชายแดนต้องเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของทั้งสองประเทศ และต้องดำเนินการผ่านกลไกที่คู่กรณียอมรับ

ประเด็นสุดท้ายที่ควรได้รับความสำคัญคือ ความมั่นคงของมนุษย์และความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ประเทศไทยและจีนมีผลประโยชน์ร่วมกันในการจัดการปัญหาทรัพยากรน้ำ มลพิษข้ามพรมแดน หมอกควันข้ามแดน และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงทางออนไลน์ที่มีความเชื่อมโยงกับหลายประเทศ สิ่งที่ควรผลักดันต่อไปคือการสร้างระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับระดับน้ำ การระบายน้ำจากเขื่อน และคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะ
ข้อมูลจากพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำโขง เพราะผลกระทบจากการบริหารจัดการน้ำไม่ได้จำกัดอยู่ภายในเขตแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ท้ายที่สุด การเยือนประเทศไทยของนายหลี่ เฉียง ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงอีกหนึ่งเหตุการณ์ทางการทูตที่สะท้อนความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ แต่ควรเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในภูมิรัฐศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้าม ขณะเดียวกันไทยก็ไม่ควรปล่อยให้ความสัมพันธ์กับจีนถูกกำหนดด้วยวาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

ศิพิมพ์ ศรบัลลังก์
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ 
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

การเยือนประเทศไทยของนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ตามกำหนดการที่มีรายงานไว้ เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเฉพาะเมื่อจีนมีความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา ขณะที่ไทยยังคงเป็นตลาด ฐานการผลิต และหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะขออะไรจากจีน แต่คือ จีนต้องการอะไรจากไทยมากพอที่จะยอมแลก และไทยจะทำอย่างไรให้การเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของไทยมีต้นทุนที่จีนต้องคำนึงถึง เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มิตรภาพไม่ใช่หลักประกันความมั่นคง และการมีความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์จะสอดคล้องกันเสมอไป

การส่งมอบยุทโธปกรณ์จีนให้กัมพูชาไม่ได้พิสูจน์ว่าจีนสนับสนุนการใช้กำลังต่อไทย แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความร่วมมือทางทหารดังกล่าวมีผลต่อดุลกำลังและสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของภูมิภาค จีนมีอิทธิพลต่อกัมพูชา แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถควบคุมการตัดสินใจของกัมพูชาได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การมีอิทธิพลโดยไม่ใช้อิทธิพลนั้นเพื่อช่วยลดความเสี่ยง ย่อมเป็นประเด็นที่ไทยมีสิทธิตั้งคำถาม หากจีนได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากไทย ขณะเดียวกันก็รักษาผลประโยชน์ทางทหารกับกัมพูชาได้ โดยไม่ต้องรับต้นทุนจากความไม่มั่นคงที่ไทยเผชิญ เหตุใดจีนจึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรม นี่คือคำถามเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าจีนอยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง ไทยจึงไม่ควรเรียกร้องให้จีนทอดทิ้งกัมพูชา แต่ควรทำให้จีนเห็นว่าความไม่มั่นคงตามแนวชายแดนอาจกระทบต่อผลประโยชน์ระยะยาวของจีนในไทย ทั้งการลงทุน ความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ จีนสามารถสนับสนุนการลดความตึงเครียดและกลไกตรวจสอบเหตุการณ์ได้ แต่ต้องไม่กลายเป็นผู้มีอำนาจตัดสินเรื่องอธิปไตยของไทย

การตกลงจัดตั้งกลไกหารือด้านความมั่นคงแบบ 2+2 ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและกลาโหมไทย-จีน ในเดือนกรกฎาคม 2569 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะยกระดับความร่วมมือจากการฝึกและการจัดหาอาวุธ ไปสู่การประสานนโยบายด้านความมั่นคง แต่คำถามคือ หากไทยสามารถหารือเรื่องอาวุธ การฝึก และเทคโนโลยีกับจีนได้ เหตุใดไทยจึงไม่ใช้กลไกเดียวกันยกข้อกังวลเรื่องอาวุธจีนในกัมพูชาอย่างจริงจัง กลไกนี้ควรเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง ไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์อันดี

จีนต้องการไทยในฐานะตลาด ฐานการผลิต เส้นทางโลจิสติกส์ และประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในอาเซียน แต่ต่างฝ่ายต่างต้องการกันไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจต่อรองเท่ากัน แนวคิด Asymmetric Interdependence อธิบายว่า ฝ่ายที่มีทางเลือกทดแทนมากกว่า และสามารถรับผลกระทบจากความสัมพันธ์ที่หยุดชะงักได้นานกว่า ย่อมมีอำนาจต่อรองสูงกว่า หากจีนสามารถย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นได้ แต่ไทยไม่สามารถหาเงินทุน เทคโนโลยี หรือตลาดทดแทนจีนได้อย่างรวดเร็ว ไทยย่อมอยู่ในสถานะเสียเปรียบ อำนาจต่อรองไม่ได้เกิดจากการที่จีนต้องการไทย แต่เกิดจากการที่จีนจะสูญเสียอะไร หากไม่ได้รับความร่วมมือจากไทย นี่คือเหตุผลที่ไทยต้องกระจายตลาด การลงทุน และความร่วมมือทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงประกาศนโยบายไม่เลือกข้าง

การลงทุนจีนในยานยนต์ไฟฟ้า AI เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่คำถามไม่ควรหยุดที่มูลค่าเงินลงทุน ใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ใครควบคุมข้อมูล ผู้ประกอบการไทยได้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานจริงหรือไม่? และหากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเปลี่ยนไป ไทยสามารถดำเนินระบบเหล่านั้นได้ด้วยตนเองหรือไม่ การขาดดุลการค้ากับจีนไม่ได้หมายความว่าไทยเสียประโยชน์ทั้งหมด แต่หากไทยนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี และสินค้าสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มของตนเอง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอาจกลายเป็นการพึ่งพาเชิงโครงสร้าง ประเทศที่ได้รับเงินลงทุนจำนวนมาก แต่ไม่มีอำนาจควบคุมเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน อาจมีเศรษฐกิจใหญ่ขึ้นโดยไม่ได้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ไทยจึงควรใช้สิทธิประโยชน์การลงทุนเป็นเครื่องมือต่อรองเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาผู้ผลิตไทย และการเปิดตลาดจีนอย่างเป็นรูปธรรม

การเจรจาระหว่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากผลประโยชน์ทางการเมืองภายใน รัฐบาลอาจต้องการความสำเร็จทางการทูตที่ประกาศได้ทันที ภาคธุรกิจอาจต้องการโครงการลงทุน ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงอาจให้ความสำคัญกับความเสี่ยงระยะยาว จึงต้องตั้งคำถามว่า ใครจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงไทย-จีน และใครจะเป็นผู้รับต้นทุน มีการเชื่อมโยงโครงการลงทุนกับท่าทีทางการเมืองหรือความมั่นคงในการหารือที่ไม่เปิดเผยหรือไม่ ข้อตกลงด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีสร้างภาระผูกพันระยะยาวเพียงใด? และรัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับภาพความสำเร็จทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์เชิงโครงสร้างหรือไม่? คำถามเหล่านี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์โดยมิชอบ แต่เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ ปัญหาอาจไม่ใช่เพียงจีนมีอิทธิพลต่อไทยมากเกินไป แต่อาจเป็นเพราะโครงสร้างผลประโยชน์ภายในไทยทำให้เราไม่สามารถใช้อำนาจต่อรองที่มีอยู่ได้เต็มที่

ไทยไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับจีน แต่ต้องสร้าง Credible Leverage หรืออำนาจต่อรองที่น่าเชื่อถือ นั่นหมายถึงการมีตลาดทดแทน มีผู้ลงทุนหลายประเทศ มีเทคโนโลยีทางเลือก และมีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ไม่ขึ้นอยู่กับมหาอำนาจรายเดียว ไทยควรใช้กลไก 2+2 เรียกร้องผลลัพธ์ด้านความมั่นคงที่ตรวจสอบได้ ใช้มาตรฐานการลงทุนกำหนดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และใช้กลไกอาเซียนเพิ่มน้ำหนักให้ข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพภูมิภาค แต่ทุกมาตรการต้องผ่านคำถามเดียวกันว่า หากจีนไม่ยอมรับ ไทยพร้อมรับต้นทุนของการปฏิเสธได้จริงหรือไม่? การข่มขู่โดยไม่มีทางเลือกไม่ใช่อำนาจต่อรอง แต่เป็นการเปิดเผยจุดอ่อนของตนเอง

การเยือนของหลี่ เฉียง ไม่ควรถูกประเมินจากจำนวนข้อตกลง มูลค่าเงินลงทุน หรือภาพจับมือระหว่างผู้นำ แต่ต้องประเมินว่าไทยได้อะไร จีนได้อะไร และใครรับความเสี่ยงในระยะยาว ไทยไม่จำเป็นต้องทำให้จีนเลือกข้างไทยในข้อพิพาทกับกัมพูชา แต่ต้องทำให้จีนเห็นว่าการรักษาผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงของไทย อาจสร้างต้นทุนต่อความสัมพันธ์ที่จีนให้ความสำคัญ ท้ายที่สุด คำถามที่รัฐบาลไทยต้องตอบไม่ใช่เพียงว่าเรารักษาความสัมพันธ์กับจีนได้ดีเพียงใด แต่คือ เรามีอำนาจปฏิเสธจีนมากเพียงใด หากข้อเสนอของจีนขัดกับผลประโยชน์แห่งชาติ เพราะประเทศที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ย่อมไม่สามารถต่อรองได้อย่างแท้จริง

และหากไทยต้องยอมรับความเสี่ยงด้านความมั่นคง เพื่อแลกกับการรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอยู่เสมอ เราอาจไม่ได้กำลังรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ แต่กำลังยอมรับความไม่สมดุลนั้นเป็นนโยบายต่างประเทศของตนเอง