ครูไทย (ก็) ไม่ไหว นักเรียน (ไท) จะไม่ทน เดินหน้าชน ขอ ‘เปลี่ยน’ เมื่อระบบการศึกษาทำให้เราเจ็บปวด

4.03.20 | 15:10 น.

เข้มข้น คึกคัก และดุเดือดเหลือเกิน สำหรับสถานการณ์ในแวดวงการศึกษาไทยที่ไม่เพียงมีส่วนร่วมทางการเมืองด้วยการออกมาจัด “แฟลชม็อบ” ต้านเผด็จการ ทั้งเหล่านิสิต นักศึกษา รวมทั้งนักเรียนมัธยม

ทว่า ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเรียน การสอน และ “วินัย” บางประการที่ถูกธำรงไว้อย่างยาวนาน ก็กำลังโดน “เขย่า” อย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงมากขึ้นตามลำดับ

ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ โดย กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ที่ประกาศฟ้องศาลปกครองภายในเดือนเมษายนนี้ ในประเด็น “ทรงผม” โดยมองว่าการออกกฎระเบียบนั้นขัดต่อ “รัฐธรรมนูญ” โดยกำลังรวบรวมรายชื่อนักเรียนผู้ไม่ยอมจำนน

หันไปมองฟากฝั่งทางกระดานดำ คุณครูกลุ่มหนึ่งก็ผุดเสวนา “ครูรุ่นใหม่ก็ไม่ไหวแล้วโว้ย : บทบาทครูรุ่นใหม่กับการเปลี่ยนแปลงสังคม” ทว่า ถูกเบรกในคืนก่อนวันงานไม่กี่ชั่วโมง เป็นที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะประเด็นไฮไลต์ที่หลายฝ่ายอยากฟังอย่างคำถามที่ว่า “ครูต้องเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่?” สุดท้ายผู้จัดซึ่งเป็น “ครูรุ่นใหม่” 2 ราย ออกมาเฟซบุ๊กไลฟ์ชี้แจงผ่านเพจ ครูขอสอน พร้อมชวนคุยเบาๆ ก่อนเน้นย้ำว่ากำลังหาสถานที่ใหม่ ไม่ยกเลิกแน่นอน!

เหล่านี้ไม่ใช่สถานการณ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดใหม่ในแวดวงการศึกษาไทย ทว่า คุกรุ่นมานานนับปี มีความเชื่อมโยงกับประเด็นสิทธิ เสรีภาพ ตามหลักประชาธิปไตย การถูกกดทับและทำร้ายโดยไม่เจตนา

Advertisement

เป็นอีกมุมที่ต้องจับตาถึงความเปลี่ยนแปลง

ภาพจากทวิตเตอร์ @elsiamth หรือกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท

แม่พิมพ์ เรือจ้าง หรือ ‘ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง’ ?

“ระบบรัฐไทยทำร้ายครูและนักเรียน เราอยากเห็นระบบสังคมและการศึกษาที่ดีกว่าเดิม ระบบที่ต้องสนับสนุนการทำงานของครูเพื่อนักเรียน ไม่ใช่ระบบที่สั่งการ บังคับว่าครูจะต้องทำอะไรตามที่ระบบอยากจะเห็น และอยากให้เป็น

ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่านโยบายของรัฐไทยได้สร้างระบบวัฒนธรรมกดทับสิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมครูและนักเรียนซึ่งไม่อยู่บนหลักประชาธิปไตย รวมถึงละเลยที่จะสร้างระบบที่ดีขึ้นกว่าที่เดิม”

คือข้อความที่ปรากฏบนเพจ “ครูขอสอน” ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเปิดมุมมองใหม่ในด้านการศึกษา รวบรวมความคิดเห็น สำรวจ สอบถาม จัดทำข้อเสนอเพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

“ครูทิว” ว่าที่เรือตรี ธนวรรธน์ สุวรรณปาล หนึ่งในผู้ก่อตั้งเพจ เปิดใจในเฟซบุ๊กไลฟ์หลังจำใจยกเลิกงานเสวนาหัวข้อเตะตา “ครูรุ่นใหม่ก็ไม่ไหวแล้วโว้ย” ตอนหนึ่งว่า การจัดตั้งกลุ่มครูขอสอนมีขึ้นเพราะรู้สึกถึงบทบาทครูในการเปลี่ยนแปลงสังคม แม้หลายคนบอกว่าครูเป็นเรือจ้าง ครูเป็นแม่พิมพ์ แต่ตนมองว่าครูเป็นผู้ที่จะกำหนดทิศทาง สร้างสังคม และสร้างวัฒนธรรมใหม่ได้ เราจึงตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ โดยเริ่มขับเคลื่อนมาเกือบ 1 ปี

“การศึกษากับสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทุกมิติโยงใยเชื่อมถึงกันหมด ไม่สามารถแยกจากกันได้ ผมเชื่อว่าการศึกษาทำให้สังคมก้าวหน้า พอเจอคนที่อุดมการณ์กล้าเปลี่ยนเหมือนกันก็ขยายการสื่อสารกับสังคม แต่มักเจอข้อคัดค้านว่า คุณมาบ่นทำไม มาเปลี่ยนทำไม ไม่พอใจก็ออกไปสิ ก่อนมาเป็นครูก็รู้อยู่แล้ว ถ้าทำไม่ได้ก็ไปทำงานอย่างอื่นสิ จริงๆ แล้วเราคิดว่าทุกคนบ่นเหมือนกัน แต่ไม่มีใครลุกขึ้นถาม มีแต่จำนน ก้มหน้า ทำไปบ่นไป ห้องพักครูไม่ใช่ห้องสำหรับเตรียมการสอน แต่กลายเป็นห้องให้ครูปรับทุกข์กัน”

ในขณะที่ “ครูพล” อรรถพล ประภาสโนบล อีกหนึ่งตัวแทน “ครูรุ่นใหม่” บอกว่า มีความอึดอัดกับระบบที่ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานในสิ่งที่ตั้งใจได้ ตนเชื่อว่าบทบาทครู ไม่ใช่แต่เพียงสอนหนังสือ แต่ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่ผ่านมาได้จัดเสวนาต่างๆ เช่น “เมื่อครู ไม่ได้ทำหน้าที่ครู” ซึ่งต้องไปมุ่งเรื่อง “เอกสาร” เป็นหลัก จึงละเลยห้องเรียน นอกจากนี้ยังรวบรวมข้อมูลจากภาคประชาชน กลุ่มครูด้วยกัน รวมถึงนักเรียน, ทำแบบสอบถามความคิดเห็น, ติดตามตรวจสอบประเด็นงบประมาณ กระทั่งไปยื่นเอกสารที่รัฐสภามาแล้วเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ต่อรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร

ครูไทยถูกประเมินจาก ‘เอกสาร’
นักเรียนไทยถูกเมินหายจาก ‘สมการ’

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นสำคัญที่บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งประถม มัธยม ไปจนถึงระดับอุดมศึกษาพากันปวดเศียรเวียนศีรษะจนแทบจะพกยาดม ยาลม ยาหม่อง ขณะดำเนินการ นั่นก็คือเรื่องของ “เอกสาร” ที่ระบบการศึกษาไทยให้ความสำคัญอย่างมากล้น โดยมีผลต่อการ “ประเมิน” ผลงาน เงินเดือนและการเลื่อนขั้น ซึ่งกลุ่ม “ครูขอสอน” ได้ศึกษาและวิเคราะห์ “หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา” รวมถึง “หลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ประจำปี 2562” พบว่านักเรียนหายไปจากสมการความรับผิดชอบ ส่วนครูถูกประเมินจากเอกสารเป็นหลัก

“ระบบรัฐทำให้ครูต้องจมกับกองเอกสารสิ่งนี้ทำให้มองว่า ถ้าครูรุ่นใหม่ต้องทำงานกับระบบแบบนี้ มันมองไม่เห็นหนทางที่จะไปต่อได้ดีกว่านี้แล้ว เราอยากได้ระบบที่ดีขึ้น เห็นสังคมที่ดีขึ้น ที่สนับสนุนให้ครูทำงานเพื่อนักเรียน ไม่ใช่ระบบที่ให้ทำงานอย่างไรเพื่อตอบสนองต่อระบบ เราเติบโตมากับระบบการศึกษา ระบบสังคมที่ทำให้เราเจ็บปวด จึงไม่อยากส่งต่อสังคมแบบนี้ให้กับคนรุ่นต่อไป ให้กับนักเรียนของเรา” ครูพลเปิดใจ

ปัญหาเรื่องเอกสารนี้ กลุ่ม “ครูขอสอน” ได้ทำการสำรวจ พบว่า 94% ของครูไทยทำงานเกินเวลา 8 ชั่วโมง โดยเกือบ 60% มีภาระงานอื่นที่นอกเหนือจากการสอน

นอกจากนี้ โรงเรียนเกือบครึ่งจากทั่วประเทศต้องทำมากกว่า 10 โครงการต่อปีการศึกษา ข้อมูลดังกล่าวยังได้เผยให้เห็นว่ารากสาเหตุมาจากกระทรวงศึกษาธิการ มีหน่วยงานและสำนักงานที่ซ้ำซ้อนจำนวนมาก ส่งผลให้โรงเรียนและครูต้องเผชิญกับนโยบาย โครงการ เอกสารข้อมูล ที่ซ้ำซ้อนจากหน่วยงานต่างๆ ที่สังกัดอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ครูจึงต้องแบกรับภาระในการจัดการศึกษาที่เป็นไปเพื่อตอบสนองโครงการ เอกสารข้อมูลมากกว่าที่จะพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งภาระดังกล่าวขัดกับหลักปรัชญาการศึกษาอย่างน่าเศร้า

5 ข้อเสนอ ‘เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่เพื่อนักเรียน’

ไม่ใช่พร่ำบ่นแล้วก้มหน้ายอมรับสภาพการณ์ แต่กลุ่ม “ครูขอสอน” ได้จัดทำข้อเสนอแนะจากการมีส่วนร่วมของครู นักเรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยกันส่งเสียงทั้งจากออนไลน์และเวทีสาธารณะได้ 5 ข้อต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่ “เพื่อนักเรียน”

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ว่านี้ คือตัวกำหนดเป้าหมายของการศึกษาที่สัมพันธ์กับอนาคตของประเทศชาติ ตลอดจนสิทธิทางการศึกษาของนักเรียน หลักสูตร บทบาทของคนกลุ่มๆ ต่างๆ ที่จะมีส่วนสำคัญในการทำหน้าที่และรับผิดชอบการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงโครงสร้างการบริหารงานและทรัพยากรที่จะเอื้อต่อการจัดการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย

5 ข้อเสนอแนะดังกล่าว ได้แก่ 1.จัดสรรทรัพยากร งบประมาณ และครู ให้เพียงพอต่อชั้นเรียนและวิชาเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง รวมถึงมีส่วนสำคัญในการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า โดยนักเรียนและครอบครัวจะต้องได้รับเงินอุดหนุนและทรัพยากรอย่างเสมอภาค เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิต ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา

2.ปรับหลักสูตรและการวัดประเมินผล การสำรวจพบว่า 41% มองว่าโรงเรียนตอบสนองความคาดหวังในระดับปานกลางเท่านั้น และนักเรียนมองว่าหลักสูตรและการวัดประเมินผลเป็นอุปสรรค

อันดับที่ 1 ที่ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน จึงควรมีการทบทวนเพื่อปรับหลักสูตรและการวัดประเมินผลที่เน้นการทำข้อสอบมาสู่การเน้นพัฒนาการเรียนรู้ และวางอยู่บนหลักปรัชญาการศึกษา ความคาดหวังทางการศึกษา ซึ่งจะทำให้ครูได้สอนเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างแท้จริง รวมถึงทบทวนกิจกรรม ระเบียบ กติกา วิธีการในโรงเรียนด้านต่างๆ ไม่ให้ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

3.ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน โครงการ รวมถึงสร้างระบบการจัดการข้อมูลที่เอื้อต่อการทำงานของครู

4.รัฐควรมีการกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นในด้านต่างๆ รวมถึงด้านการศึกษา เพื่อให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการศึกษา นโยบายการศึกษาระดับท้องถิ่น การจัดสรรงบประมาณ

5.เพิ่มเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน ซึ่งจากการสำรวจครู 1,681 คน ในบริบทที่แตกต่างกัน ชี้ว่าครูไทยมีภาระงานที่นอกเหนือการสอนเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาส่วนหนึ่งคือ โรงเรียนขาดเจ้าหน้าที่ทำงานด้านการจัดการ เช่น ธุรการ พัสดุ เป็นต้น ทำให้ครูต้องรับหน้าที่นี้ไปโดยปริยาย การเพิ่มเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนนี้ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ครูได้กลับไปมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนและการดูแลนักเรียนโดยตรง รวมถึงควรมีนักจิตวิทยา หรือองค์กร ที่จะเข้ามาสนับสนุนครูในการดูแล ช่วยเหลือ และพัฒนาทั้งทางด้านอารมณ์และสังคมของนักเรียนยิ่งขึ้น

ยังไม่นับประเด็น “การบ้าน” ความปรารถนาดีอาจสร้างความเจ็บปวด ซึ่งล่าสุด “โรงเรียนวัดบวรนิเวศ” นำร่องยกเลิกการบ้านไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปลดล็อก ‘ทรงผม’ อำนาจนิยมในโรงเรียน
ดูชัดๆ ‘อนุสัญญาสิทธิเด็ก’

มาถึงประเด็นทรงผมแนว “เกรียนสไตล์” ของนักเรียนชายไทยที่แม้เข้าวัยรุ่นก็ยังถูกกักกันอิสรภาพความเป็นหนุ่มด้วยทรงผมที่ถูกมองว่าเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่นเดียวกับนักเรียนหญิง ที่ยังไร้อิสระอย่างแท้จริงในการคัดสรรแฮร์สไตล์อย่างเข้ากันดีกับรูปหน้า ทว่า ต้องเดินมาเป็นบล็อก “ติ่งหู” ที่เขาว่าดูงามสม

แม้ในพักหลัง นักเรียนไทยไม่ยอมจำนน เดินหน้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่มีต่อ “ร่างกาย” ของตัวเอง แต่ยังไม่คืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมโดยภาพรวมอย่างที่ควรจะเป็น กระทั่งล่าสุด “กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท” ซึ่งขับเคลื่อนประเด็นทรงผมมานานนับปี

ประเด็นนี้ กนกศักดิ์ พ่วงลาภ นักกฎหมาย เคยเขียนบทความเผยข้อมูลเกี่ยวกับ “สิทธิตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก” โดยมองว่า การตัดผมและทรงผมของนักเรียนในโรงเรียนบางแห่งถูกบังคับโดยกฎเกณฑ์ที่อาจจะไม่ชอบด้วยอนุสัญญาสิทธิเด็กซึ่งอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้จริงแล้วในประเทศไทย ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รอเพียงกฎหมายภายในอนุวัตเท่านั้น และเป็นหน้าที่ของรัฐต้องอนุวัตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไทยเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว

อย่างไรก็ตาม การอนุวัตกฎหมายภายในประเทศให้เป็นไปตามอนุสัญญาสิทธิเด็กเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ที่ต้องอาศัยการตีความซับซ้อน เมื่อตีความได้ครบถ้วนแล้วจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ในระดับโครงสร้างของการจัดการบริหารสถานศึกษา ปัญหาเรื่องทรงผมของเด็กนักเรียนเป็นตัวอย่างหนึ่งที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่มีอยู่ในสถานศึกษา หากยึดตามอนุสัญญาสิทธิเด็กที่ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาแล้ว นักเรียนที่เป็นเด็ก คืออายุต่ำกว่า 18 ปีนั้น อาจจะสามารถไว้ผมทรงใดก็ได้

อนุสัญญาสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) นี้ ได้รับการรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมาเป็นเวลานานมากแล้ว กล่าวคือในปี พ.ศ.2532 และประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคี ในปี พ.ศ.2535 นานมากแล้วอีกเช่นกัน แต่การจัดการเกี่ยวกับการศึกษาของเด็กตามโรงเรียนต่างๆ ยังคลาดเคลื่อนต่อหลักการ เพราะการอนุวัตกฎหมายภายใน (Implementation) ให้สอดรับอนุสัญญานั้นยังทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

‘เรื่องการตัดผมของเด็ก ซึ่งบางโรงเรียนกำหนดให้เด็กไว้ผมทรงเดียวกัน หรือตามแบบที่โรงเรียนกำหนด โรงเรียนอ้างว่าเป็นระเบียบของโรงเรียน และมีวันตรวจผม หากไม่ผ่านตามเกณฑ์ก็ลงโทษ อย่างนี้เห็นว่าขัดต่ออนุสัญญาสิทธิเด็กข้อ 28 และข้อ 37 ในส่วนที่ขัดต่อข้อ 28 คือระเบียบวินัยของโรงเรียนหรือสถานศึกษาไม่สอดคล้องกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์แต่ละคนมีเสรีภาพที่จะเป็นตัวของตัวเอง

ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และปัจจุบันไม่มีกฎหมายไทยฉบับใดในระดับพระราชบัญญัติขึ้นไปกำหนดให้คนมีทรงผมเหมือนกัน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว ตามมาตรา 32 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีสิทธิและความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใดๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ’

สำหรับกรณีที่มีความต้องการจะคงไว้ซึ่งระเบียบทรงผมของนักเรียนถ้าจะยืนยันให้เด็กนักเรียนต้องถูกบังคับให้ไว้ผมตามระเบียบหรือมีทรงผมตามระเบียบจะต้องอธิบายหรือพิสูจน์ให้ได้ว่า

1.การไว้ผมหรือการเลือกทรงผมเป็นเรื่องส่วนรวมหรือเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่สิทธิส่วนบุคคล

2.ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าระเบียบข้อบังคับในการไว้ผมหรือการตัดผมมีขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเสริมพัฒนาการของเด็กและเป็นสาระสำคัญในการศึกษา

3.ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าข้อบังคับเกี่ยวกับทรงผมไม่กระทบกระเทือนต่อจิตใจหรือสุขภาพจิตของเด็กหรือความเป็นเอกลักษณ์ในปัจเจกบุคคล

4.ถ้าจะมีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องทรงผมของเด็กต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการจำกัดสิทธินั้นหรือการให้สิทธินั้นมีความเท่าเทียมกันระหว่างนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง

นักกฎหมายท่านนี้ยังแสดงความเห็นที่น่าฟังอย่างยิ่ง ตอนหนึ่งว่า

‘ระเบียบเหล่านี้แต่เดิมเรามีความคิดว่าจะทำให้เด็กนักเรียนเสมอภาคกัน ไม่มีใครได้มีโอกาสแสดงให้เห็นถึงความร่ำรวย หรือฐานะที่เหนือกว่าคนอื่น แต่เมื่อเวลาผ่านไประเบียบเหล่านี้ก่อให้เกิดความยุ่งยากและซับซ้อน ทำร้ายจิตใจเด็ก และบางครั้งระเบียบที่เคร่งครัดมากเกินไปกลับจะตอกย้ำความแตกต่างระหว่างบุคคลสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีฐานะทางการเงินมากพอที่จะปฏิบัติตามระเบียบที่ซับซ้อนเหล่านั้น ซึ่งควรยกเลิกมากกว่าที่จะคงไว้’

เป็นอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมสำคัญอันเชื่อมโยงโครงสร้างใหญ่ ทั้งการเมือง รัฐธรรมนูญ อีกทั้งวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

อ่านสกู๊ปที่เกี่ยวข้อง : ‘การศึกษาฆ่าฉัน’ ความเจ็บปวดเด็กไทยในรั้วโรงเรียน เมื่อกฎระเบียบเบียดเบียน
ระเบียบเรื่องการตัดผมของนักเรียนอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดย กนกศักดิ์ พ่วงลาภ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน