อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะเข้าสู่ฤดูฝุ่นกันอีกครั้ง ทุกปลายปี ฝุ่นพิษ PM2.5 ที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ เตรียมวนกลับมาเป็นภัยใกล้ตัวที่ต้องเช็กสถานการณ์
กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ทั้งภาครัฐและเอกชน พยายามหาทางแก้ไขตั้งแต่ต้นตอ ส่วนภาคประชาชน ก็ต้องป้องกันตนเองแบบคู่ขนาน ไม่ให้ภัยร้ายส่งผลกระทบชวนผวาต่อระบบทางเดินหายใจ
การมอบความรู้ สร้างความตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย

ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับพันธมิตร จัดทำหนังสือนิทานชุด ‘หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5’ เพื่อให้เด็กและประชาชนได้เข้าใจง่ายผ่านรูปแบบนิทานภาพ โดยมุ่งสร้างความตระหนักตั้งแต่วัยเยาว์เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต รวมทั้งปลูกฝังพฤติกรรมลดการเผาและลดมลพิษทางอากาศ ในอีกมุมหนึ่งหนังสือชุดนี้ได้สะท้อนแนวคิดว่าการแก้ปัญหาฝุ่นไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายหรือวิทยาศาสตร์ แต่ต้องเริ่มจากการสื่อสารสาธารณะและการศึกษา โดยเฉพาะกับเด็กซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต
นิทานชุดนี้สื่อสารถึงปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่ง และฝุ่น PM2.5 ประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่ม ได้แก่ 1.ไฟป่า น่ากลัวจัง 2.ไฟนา อย่าก่อนะ 3.ฝุ่นเมืองเรื่องใหญ่
สร้างความตระหนักรู้ตั้งแต่เยาว์วัย
ปลูกฝังจิตสำนึก แก้ฝุ่นพิษระยะยาว
ผศ.สพญ.ดร.วรพร สุขุมาวาสี ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกสัตวแพทยศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะหัวหน้าโครงการผลิตนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมสร้างเด็กไทยและในภูมิภาคให้ช่วยลดฝุ่นควันจากการเผาและยานพาหนะ เผยว่า หนังสือนิทานภาพชุด ‘หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5’ จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 และแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะจากการเผาป่า การเผาภาคการเกษตร และมลพิษจากยานพาหนะในเมือง

ตัวละครหลักในการเล่าเรื่องคือ ‘นกหัวขวานใหญ่สีดำ’ ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำอุทยานแห่งชาติแม่ปิง และการร่วมกันปกป้องประเทศจากปัญหาไฟและฝุ่น จุดประสงค์หลักของหนังสือเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันจากการเผาในที่โล่ง และจากยานพาหนะ ซึ่งแนวคิดที่สำคัญคือการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เด็กเข้าใจได้ง่าย ผ่านนิทานภาพ ตัวละคร และภาษาที่เหมาะกับวัย เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว

“โครงการนี้ยังสะท้อนการทำงานแบบสหวิชาชีพ ด้วยความร่วมมือจากหลายองค์กร อาทิ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ, กลุ่ม Unite Thailand และหน่วยงานวิชาการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

คาดหวังให้หนังสือชุดนี้ได้เป็นสื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กและเยาวชนไทย มีบทบาทที่สำคัญ เช่น ช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหา PM2.5 และสาเหตุของฝุ่นควันอย่างง่าย รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ผ่านภาษาที่เหมาะสมกับวัย ปลูกฝังพฤติกรรมลดการเผาและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้และประกอบการเรียนในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และในครอบครัว กระตุ้นให้เด็กนำความรู้ไปบอกและสื่อสารต่อกับคนในบ้านและชุมชน ส่งเสริม environmental literacy หรือความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยปฐมวัย เชื่อมโยงความรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ problem-based learning จากปัญหาจริงของประเทศไทย และหนังสือยังช่วยทำให้เรื่อง PM2.5 ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้สำหรับเด็กไทย” ผศ.สพญ.ดร.วรพรกล่าว

ย่อยเรื่องยากให้อ่านง่าย ใช้ ‘กลอน’ เป็นสื่อ
อ่าน ท่อง ร้อง เล่า เล่น
ด้าน เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป หรือ ‘ตุ๊บปอง’ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ผู้เขียนหนังสือชุดนี้ มองว่า ปัญหาเรื่องไฟป่า ไฟนา และฝุ่นเมือง ส่งผลกระทบต่อทุกคนที่อยู่ในสังคม การทำหนังสือภาพสำหรับเด็ก เป็นเหมือนช่องทางสื่อสารให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และถือเป็นโอกาสที่ดีเพราะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ คือได้รู้เท่าเห็นทันจากมลพิษ จะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง และยังสะท้อนปัญหาไปถึงตัวผู้ก่อเหตุ
นอกจากนี้ยังทำให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้เรื่องยากได้ง่ายขึ้น เพราะนักเขียนได้แปลงเรื่องเนื้อหาวิชาการ ออกมาเป็นตัวการ์ตูน จึงทำให้เข้าใจง่ายผ่านเนื้อเรื่องที่ย่อย หรือตัวละครที่เป็นตัวแทนของเขา และยังเป็นการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา ทำให้เข้าใจถึงโทษที่จะได้รับทั้งต่อตัวเองและครอบครัว หรือทำให้ผู้อื่นเกิดทุกข์จากความประมาท ที่ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมและทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว โดยสิ่งที่คาดหวังว่าเยาวชนจะได้รับคือ 1.ตระหนักรู้ และป้องกันตัวได้ ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ 2.ส่งผลกระทบไปยังคนในครอบครัว และสังคมของผู้ก่อเหตุ และ 3.ตัวผู้ก่อเหตุ ได้อ่านก็จะทราบถึงผลกระทบที่ตามมา
“สำหรับเทคนิคในการเขียนหนังสือนั้น เป็นการเขียนโดยใช้กลอนโบราณ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กเล็ก หนังสือที่จะทำให้เขาเรียนรู้ได้จะต้องผ่าน 5 กิจกรรมที่ประกอบด้วยอ่าน ท่อง ร้อง เล่า และเล่น ซึ่งจะทำให้เด็กมีความสุขจากการอ่านหนังสือ และทำให้เกิดประโยชน์คือเข้าใจในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร เป็นการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านกระบวนการจารีตฉันทลักษณ์ ส่งสัมผัส สร้างสมาธิให้เด็กนิ่งเป็นเย็นได้ มีจังหวะในการฟัง รู้สึกเพลิดเพลินมากกว่าการอ่านร้อยแก้ว” เรืองศักดิ์อธิบาย

พิมพ์แจก 3,000 เล่ม สแกนอ่านฟรี ตั้งแต่วันนี้
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน โครงการผลิตหนังสือนิทานฯ ได้จัดพิมพ์หนังสือเป็นจำนวนกว่า 3,000 เล่ม โดยได้รับการสนับสนุนจากชมรมผู้รับพระราชทานทุนฯ, สสส. และกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปแจกฟรีให้กับโรงเรียน นักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา ห้องสมุดต่างๆ และประชาชนผู้สนใจ โดยมีการเปิดตัวหนังสือนิทานและเสวนาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 22
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 โดยมีวิทยากร 4 ท่าน ได้แก่ ดร.เจน ชาญณรงค์ อดีตประธานผู้รับพระราชทานทุนฯ และรองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ, เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป นักเขียน รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล รอง ผอ. ฝ่ายวิชาการ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.), ลภัสรดา เสาหะสกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และ ผศ.สพญ.ดร.วรพร สุขุมาวาสี หัวหน้าโครงการฯดำเนินการเสวนา

ต่อมา ทางชมรมได้มีการระดมทุนโดยให้โอกาสประชาชนร่วมบริจาคทุนทรัพย์สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือนิทานเพิ่มเติมเพื่อนำไปแจกให้กับโรงเรียน ห้องสมุดต่างๆ ผ่านทางเทใจดอทคอม www.taejai.com
ผู้สนใจสามารถสแกนอ่านหนังสือได้ฟรีจาก QR code ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

