กรุงเทพฯ อย่าวางใจ ‘แผ่นดินไหว’
จับตารอยเลื่อนสะกายตอนใต้
รอบเกิดซ้ำ 100 ปี ผ่านมาแล้ว 96 ปี เทคโนโลยีรับมือวันนี้…ถึงไหน?
ใ กล้ตัวเข้ามาทุกขณะ สำหรับภัยพิบัติแผ่นดินไหว ซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่จะเพิกเฉยได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อเปลือกโลกเขย่ากรุงเทพฯ จนตึก สตง.ถล่ม เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568
ล่าสุด นักวิชาการออกมาเปิดข้อมูลว่า ‘รอยเลื่อนสะกายตอนใต้’ มีรอบการเกิดซ้ำประมาณ 100 ปี ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 96 ปี คงเหลือ 4 ปีที่ต้องวางแผนรับมือ ที่น่าห่วงคือ หากเกิดรอบนี้อาจ ‘รุนแรงขึ้น’
ด้วยเหตุนี้ การสร้างความตระหนักรู้สำหรับประชาชน และการบังคับใช้มาตรฐานอาคารให้เกิดการปฏิบัติจริงจังของภาครัฐจึงสำคัญอย่างยิ่ง
4 กันยายนที่ผ่านมา นักวิชาการ 4 ด้าน จาก 4 คณะวิชาแห่งรั้วธรรมศาสตร์ มาร่วมบอกเล่าถึงการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถรองรับการเผชิญเหตุ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ผ่านวงเสวนา ‘เทคโนโลยีเพื่อรับมือภัยพิบัติในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ : ออกแบบความพร้อมสร้างความยืดหยุ่น (Designing Resilience : Technology Solutions for Disaster Preparedness in an Era of Climate Uncertainty)’

ใกล้กรุงเทพฯกว่าเก่า เสี่ยงเขย่าแรงกว่าเดิม
ต้องตั้งรับให้ได้ ไทยองค์ความรู้เยอะ แต่ยังมีช่องว่าง
เริ่มที่ ศาสตราจารย์ ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งย้อนรีแคปเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 จากจุดศูนย์กลางบริเวณเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ว่าสร้างแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพมหานคร จนเป็นเหตุให้เกิดภาพความเสียหายจำนวนมาก โดยมีผู้เสียชีวิตหลักร้อย แต่หากเทียบขนาดความรุนแรงกับกรณีแผ่นดินไหวล่าสุดที่จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาหมาดๆ มีค่าอัตราเร่งสูงสุดของพื้นดิน (PGA) อยู่ที่ 2.4 ซึ่งนับว่ารุนแรงมาก แต่กลับมีผู้เสียชีวิตเพียงหลักสิบ ส่วนกรุงเทพฯเมื่อปีที่แล้วมีค่า PGA เพียง 0.02 หรือน้อยกว่าญี่ปุ่นร้อยเท่า สะท้อนว่าหากมีระบบการบริหารจัดการที่ดีย่อมสามารถลดความเสียหายลงได้ และเป็นโจทย์ที่นักวิจัยจำเป็นต้องหาทางทำให้ประเทศไทยเกิดความยืดหยุ่น เตรียมความพร้อมรับมือกับภัยที่อาจเกิดขึ้น
“แผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปีที่แล้วเกิดขึ้นที่รอยเลื่อนสะกาย หลายคนอาจมองว่าเป็นเหตุที่เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง และคงไม่เจออีกแล้วในช่วงชีวิตของเรา จนไม่คิดว่าจะต้องป้องกันตัวเองอย่างไร แต่หากดูจากข้อมูลทางวิชาการ อยากจะบอกว่านั่นไม่ใช่เรื่องจริง เพราะรอยเลื่อนสะกายเป็นหนึ่งในรอยเลื่อนที่ยาวที่สุด และมีพลัง (Active) ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งอยู่ใกล้ประเทศไทยมาก ดังนั้นเราอย่าไปคิดว่ามันเกิดขึ้นมาแล้ว พลังงานมันหายไปหมดแล้ว และจะไม่เกิดขึ้นซ้ำ” ศ.ดร.นครกล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.นครอธิบายเพิ่มเติมว่า รอยเลื่อนสะกายแบ่งออกเป็นหลายส่วน (Segment) ซึ่งส่วนที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2568 คือบริเวณตรงกลาง นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีรอบการเกิดซ้ำประมาณ 200 ปี ครั้งหลังสุดมีการบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 3 เท่ากับมีระยะห่างจริงประมาณ 180 ปี อย่างไรก็ตามส่วนที่อยากให้มองขณะนี้คือ ‘รอยเลื่อนด้านใต้’ ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกประเมินว่ามีรอบการเกิดซ้ำประมาณ 100 ปี ซึ่งครั้งหลังสุดคือสมัยรัชกาลที่ 7 หรือเกิดขึ้นมาแล้ว 96 ปี
“ด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จึงอยากเตือนว่าเราอาจยังมีความเสี่ยงจากรอยเลื่อนอีกจุดที่จ่อรออยู่ และคราวนี้อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯมากขึ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นครั้งนี้เชื่อว่าน่าจะรุนแรงกว่าเดิม ฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องตั้งรับให้ได้ ธรรมศาสตร์เองเรามีส่วนในการสนับสนุนงานวิจัย ไม่ว่าจะเป็นงานศึกษาการออกแบบอาคารต้านทานแรงลม ไปจนถึงการร่วมจัดทำมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ถูกนำมาบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน
ในแง่ขององค์ความรู้ ข้อมูล งานวิจัยต่างๆ ในประเทศไทยมีศักยภาพอยู่มาก แต่ปัญหาคือช่องว่างการรับรู้ การยอมรับ และประสิทธิภาพการบังคับใช้ เพื่อให้มาตรฐานเหล่านี้ถูกนำไปสู่การปฏิบัติจริง ดังนั้นจึงอยากสนับสนุนให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยง ทั้งเจ้าของอาคารที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน รวมถึงพวกเราทุกคนที่ต้องรู้ถึงสิทธิของตัวเอง ไม่ได้รอหรือทนอยู่เฉยๆ แต่สามารถเรียกร้องขอดูความปลอดภัยในอาคารที่เราจะเข้าไปซื้อ หรือเข้าไปใช้ได้ว่าดีแค่ไหน” ศาสตราจารย์ ดร.นครกล่าว
สำคัญสุดคือ ‘คาดการณ์ล่วงหน้า’
อยากเห็น ‘บูรณาการข้ามศาสตร์’
ด้าน รศ.ดร.ธีรยุทธ โหรานนท์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT) ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญในการรับมือภัยพิบัติ คือการคาดการณ์ล่วงหน้าและเตรียมความพร้อม โดยการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้ประชาชนรับรู้ก่อนเกิดภัย จะช่วยลดความสูญเสียได้มากขึ้น ยกตัวอย่างเหตุการณ์ภัยพิบัติจากพายุไซโคลนรุนแรงที่ประเทศบังกลาเทศ เมื่อปี ค.ศ.1970 มีผู้เสียชีวิตถึง 5 แสนราย แต่เมื่อเกิดขึ้นอีกครั้งปี ค.ศ.2020 ด้วยขนาดความรุนแรงใกล้เคียงกัน มีผู้เสียชีวิตเพียง 26 ราย สะท้อนถึงผลลัพธ์จากการรับรู้ และการมีเทคโนโลยีที่ต่างกัน แม้จะเกิดภัยพิบัติขนาดเท่ากัน ถ้ามีการเตรียมความพร้อมที่ดี ก็สามารถลดความสูญเสียได้
“ในกระบวนการเหล่านี้เราสามารถใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีส่วนเชื่อมโยงเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และวางแผนได้ทุกจุด โดยข้อมูลสามารถนำมาใช้ในการมองได้สองทาง ทางหนึ่งคือข้อมูลการเคลื่อนตัวของธรรมชาติ เช่น มวลน้ำที่ไหลเข้ามาจะทำให้เกิดอุทกภัยหรือไม่ อีกส่วนคือข้อมูลการเคลื่อนตัวของคน เช่น สัญญาณโทรศัพท์ การสัญจรเดินทาง เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้นมาแล้วผู้คนมีพฤติกรรมเกิดความตระหนกอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเพื่อที่จะนำมากลั่นกรองเป็นองค์ความรู้ ที่นำมาสู่การตัดสินใจรับมือเมื่อเกิดเหตุได้
ในส่วนของ SIIT เราก็ได้มีการทำงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การสำรวจข้อมูลระยะไกล (Remote Sensing) เทคโนโลยี GPS แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการบูรณาการข้ามศาสตร์ เนื่องจากการรับมือกับภัยธรรมชาตินั้นต้องอาศัยองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เราจึงไม่สามารถมองแยกส่วนได้ เชื่อว่าประเทศไทยคนเก่งเยอะ แต่เราจะหาวิธีให้มาร่วมมือกันเพื่อช่วยกันผลักดันเป้าหมายเดียวกันให้สำเร็จได้อย่างไร” รศ.ดร.ธีรยุทธกล่าว
วิจัยอย่าจบแค่ตีพิมพ์ แนะสร้างมาตรฐานประเทศ
ออกแบบมาตรการ รองรับผลกระทบทุกระดับ
จากนั้น มาถึงแง่มุมของผังเมือง ซึ่ง รศ.ดร.มานัส ศรีวณิช คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าว่า ภายใต้ฉากทัศน์อนาคตที่มีการคาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ.2100 อุณหภูมิในกรุงเทพฯอาจเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 5 องศาเซลเซียส ในส่วนของคณะสถาปัตย์ ปัจจุบันมีส่วนร่วมในการศึกษาออกแบบเพื่อรับมือกับภัยจากความร้อน ซึ่งถือเป็นภัยหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจทำให้คนรุ่นใหม่ในอนาคตต้องเผชิญกับภัยร้อนที่รุนแรงมากขึ้น
“ปัจจุบันเรายังขาดมาตรฐานดัชนีความร้อน รวมถึงการแจ้งเหตุ สิ่งเหล่านี้เราต้องช่วยกันคิดสร้างมาตรฐานของประเทศเพื่อออกแบบให้เกิดมาตรการที่เหมาะสม และรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในแต่ละระดับ” รศ.ดร.มานัสกล่าว
ปิดท้ายที่ ผศ.ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะตัวแทนนักวิจัยรุ่นใหม่ที่ทำงานศึกษาเกี่ยวกับภัยพิบัติ เผยว่า การทำวิจัยยังมีข้อจำกัดอยู่หลายด้าน โดยเฉพาะข้อมูลที่เอามาใช้ในการวิเคราะห์และประเมิน ซึ่งที่ผ่านมาต้องอ้างอิงจากเทคนิควิธีการของต่างประเทศ ในขณะที่มาตรฐานหรือองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับประเทศไทยยังมีช่องว่างที่เราจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก ดังนั้นตนและทีมงานจึงพยายามพัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือน แล้วมีการนำไปติดตั้งตามสถานที่เสี่ยงต่างๆ ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาวิเคราะห์มากขึ้น
“นอกจากข้อมูลการศึกษาวิจัยแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการบูรณาการเพื่อนำเอาองค์ความรู้เหล่านี้ไปสื่อสารต่อ กระจายให้เกิดประโยชน์ถึงในระดับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนตัวจึงไม่อยากให้การทำงานวิจัยจบลงเพียงแค่่ตีพิมพ์ผลงาน ปิดโครงการ แล้วขอทุนใหม่ แต่อยากเห็นความยั่งยืน การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถส่งต่อเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมให้ชุมชนนำไปใช้งานต่อได้ หรือแทนที่จะตั้งโจทย์เอง นักวิจัยก็อาจลงไปค้นหาปัญหาของพื้นที่ แล้วนำเอาความรู้ที่มีเข้าไปแก้ไข” ผศ.ดร.อมรเทพทิ้งท้าย
ทั้งหมดนี้คือข้อมูล คอมเมนต์ ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวันนับถอยหลังเพียง 4 ปีในรอบ 1 ศตวรรษ



