หน้าแรก ประชาชื่น ส. ศิวรักษ์ เ...

ส. ศิวรักษ์ เล่าลึก กว่าจะเป็น ‘โครงการตำราฯ’ ย้อนเหตุการณ์ ‘ศ.ดร.ป๋วย-พระองค์วรรณ-เจ้าคุณประยุทธ์’ สู่เล่ม ‘วิเศษสุด’ ที่ไทยเคยมี

12.09.26 | 17:07 น.

เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักพิมพ์มติชน และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดงานครบรอบ 60 ปี มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ณ ระนอง คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวเปิดงาน และนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ มนธ.โครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์’ ดำเนินรายการโดย ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ


นายสุลักษณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า 60 ปีมูลนิธิโครงการตำราฯ ที่ท่านทั้งหลายมาจัดงาน นับว่าน่ายินดี แต่เราต้องเข้าใจว่าอุดมศึกษาของไทยเกิดก่อนโครงการตำราฯ ไม่นานนัก ในฐานะที่ตนเป็นคนแก่ อยากจะเล่าย้อนหลังว่า คนที่สนใจอยากให้เมืองไทยมีมหาวิทยาลัยนั้น คนสำคัญคนหนึ่ง คือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ซึ่งตัวท่านเองไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ เรียนเพียงโรงเรียนฝึกหัดครู แต่ท่านเห็นว่าเมืองไทยจะศิวิไลซ์ต้องมีมหาวิทยาลัย

“เจ้าพระยายมราชที่ได้รับความสำเร็จมากในการบริหารบ้านเมือง บอกกับเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ ซึ่งเป็นเด็กรุ่นหลังว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์ไม่รู้เรื่องการปกครอง เมืองไทยปกครองง่ายเพราะคนหัวอ่อน ให้เรียนสูงๆแล้วจะปกครองยาก ถ้าตั้งมหาวิทยาลัยแล้วอย่ามาเผาผีผม นี่ก็เป็นความหลัง หรือนัยยะหนึ่งมหาวิทยาลัยในเมืองไทย เป็นการเรียนต่อยอดจากประถมและมัธยมศึกษา ถึงอุดมศึกษา การเรียนการสอนก็เป็นแบบเดิม ครูบาอาจารย์ก็จดเข้าไป ไม่มีการตีพิมพ์ ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ตีพิมพ์หนังสือแล้ว คนชั้นหลังก็ไม่กล้าตีพิมพ์อะไรที่คัดค้านผู้ใหญ่” นายสุลักษณ์ กล่าว

Advertisement

นายสุลักษณ์ กล่าวว่า การพิมพ์หนังสือในเมืองไทย ที่เป็นวิชาความรู้ขัดกับชนชั้นปกครองถือว่าอันตราย ผิดกับสหรัฐอเมริกา ที่อเมริกา แม้สอนหนังสือดีอย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่พิมพ์ตำราออกมาเป็นที่ยอมรับ คุณก็ไม่ได้ตำแหน่งอาจารย์ประจำ ผิดกับเมืองไทย

“เมื่อเร็วๆนี้เอง ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คนที่สอนหนังสือเก่งที่สุด รู้เรื่องภาษาบาลี ภาษาสิงหล พุทธศาสนา ดีที่สุด ลูกศิษย์รักที่สุด แต่ไม่ได้พิมพ์ตำรา ฮาร์วาร์ดก็ไม่สามารถรับเป็นอาจารย์ประจำได้ เคราะห์ดีที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน มีอาจารย์คนไทย ฉลาด เชิญคนๆนี้ไปเป็นโปรเฟสเซอร์ที่วิสคอนซิน ซึ่งเมื่อไปเป็นโปรเฟสเซอร์ที่นั่นแล้วฮาร์วาร์ดก็เชิญกลับมาได้” นายสุลักษณ์ กล่าว

นายสุลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า เราต้องเข้าใจว่า สมัยสงครามเวียดนาม ไทยอยู่ใต้อเมริกันเต็มที่ เพราะฉะนั้นอเมริกันก็อยากให้ไทยเป็นอย่างอเมริกัน จึงต้องมีตำรา แล้วจะทำอย่างไร อเมริกันก็หาเงินมาให้ และเมืองไทยนั้น อเมริกันก็ให้ทหารมาตลอด

“ทีนี้ พ.ศ. 2500 อเมริกันไม่รู้ว่าจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะขึ้น ไม่รู้จะให้ทหารฝ่ายไหน จึงเปลี่ยนมาให้ทางวิชาการ เพราะเมืองไทยไม่มีสมาคมวิชาการเลย สมาคมวิชาการมีสมาคมเดียวคือ สยามสมาคม ซึ่งฝรั่งตั้ง และไม่ได้ต้องการวิชาการลึกซึ้ง อเมริกันก็เสนอให้ตั้งสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย เป็นสมาคมวิชาการสมาคมแรก” นายสุลักษณ์ กล่าว

นายสุลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า สมาคมสังคมศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นอเมริกันจึงเชิญกรรมการจากทุกมหาวิทยาลัยในการผลิตตำราเรียน อาทิ นายธนิต อยู่โพธิ์ ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยศิลปากร (ชื่อตำแหน่งในยุคนั้น) และศาสตราจารย์รอง ศยามานนท์ คณบดีคนแรกของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม คนไทยในเวลานั้น ไม่เข้าใจว่า ‘โรงพิมพ์’ กับ ‘สำนักพิมพ์’ ต่างกัน ต่อมา มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาให้คำแนะนำเรื่องสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเคนเนดีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้นมีความหวังมากในเรื่องการแพร่อิทธิพลอเมริกัน ส่วนเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในเวลานั้นเป็นคนหัวก้าวหน้ามาก และอุดหนุนให้คนไทยเจริญก้าวหน้าอย่างอเมริกัน ตอนนั้นตนเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ ว่างงานอยู่ เลยได้รับการว่าจ้างให้มาทำงานในการตั้งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย

“พูดอย่างไม่เกรงใจ ก็ไม่มีใครเขาอยากเป็น เพราะถ้ารับราชการ ได้เงินเดือน ได้บำนาญ นี่จ้างแล้วจะถูกไล่ออกเมื่อไหร่ก็ได้ ทีนี้ผมไม่อยากรับข้าราชการก็เลยทำ ตั้งสิ่งที่เรียกว่าสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย” นายสุลักษณ์

นายสุลักษณ์ กล่าวว่า ตนขออธิบายเพิ่มเติมว่า คนไทยเขียนหนังสือ แต่งตำรายาก ฝึกให้หัดเขียนบทความสั้น ๆ แปลอะไรต่างๆ ออกวารสารให้คนเหล่านี้เริ่มฝึกอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ อย่างไรก็ตาม เวลานั้นออกอะไรไม่ได้ ช่วง 2500 เผด็จการคุมหมด แต่สมาคมสังคมศาสตร์ พระองค์วรรณฯ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) ทรงเป็นนายกสมาคมและเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตนจึงขอให้พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นเจ้าของ

“ท่านเป็นรองนายก ท่านคงพูดกับอธิบดีตำรวจได้ง่ายเพื่อขอพิเศษ และที่ประชุมก็ให้ผมดำเนินการ ผมเห็นว่าพระองค์วรรณฯ ท่านชอบตั้งชื่อนู่นชื่อนี่ (ยิ้ม) ผมเลยบอกว่าเพื่อความสำเร็จ ขอให้พระองค์วรรณฯ ตั้งชื่อหนังสือ ท่านก็ตั้งว่า สังคมศาสตร์ปริทรรศน์ ภาษาอังกฤษว่า Social Science Review” นายสุลักษณ์ กล่าว

นายสุลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า ต่อมา ตนถูกกล่าวหาว่าใช้เวลากับนิสิตนักศึกษามากเกินไป ไม่ได้ผลิตหนังสือเท่าที่ควร โดยผู้ที่โจมตีตนส่วนใหญ่อยู่ธรรมศาสตร์ทั้งสิ้น

“3 คน บอกว่าสุลักษณ์ทำงานไม่ได้เรื่อง ก็ไปขอเงินมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ แน่นอนว่าต้องเอาชื่อศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้นำ ตอนนั้นท่านเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ท่านก็ยอม มูลนิธิฯ บอกว่า ได้ แต่ต้องเอาสุลักษณ์มาเป็นกรรมการด้วย พวกนี้จึงไม่มีทางเลือก ต้องเอาผมมาร่วมด้วย นี่ผมเล่าความเป็นมา” นายสุลักษณ์ กล่าว

นายสุลักษณ์ กล่าวว่า ขณะนั้นการตั้งสมาคมหรือมูลนิธิ ทำไม่ได้ ตนจึงไปขออาจารย์ป๋วยให้ตั้งเป็น ‘โครงการตำรา’ อยู่ภายใต้สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย

“อาจารย์ป๋วยก็ตกลง พระองค์วรรณฯ ก็ตกลง ทีหลังแล้วเมื่อบ้านเมืองดีขึ้น ใจกว้างมากขึ้น ถึงมาจดทะเบียนเป็นมูลนิธิต่างหากออกมา สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะเรียนว่า มูลนิธิโครงการตำราโดยเฉพาะอาจารย์ป๋วย ซึ่งเป็นคนมีความคิดก้าวหน้า ก้าวไกล และมองแบบไทยๆ เป็นคนกตัญญู รู้คุณคน เมื่อพระองค์วรรณฯ พระชนมายุ 80 อาจารย์ป๋วยมาปรึกษา ตั้งผมเป็นเลขาฯ ตกลงจะพิมพ์หนังสือวิชาการต่างๆ ทางสังคมศาสตร์โดยเลือกจากอาจารย์ทั้งหมดที่มีอยู่ และลงคะแนนกัน วิชาละ 3 คน ผมเลยบอกอาจารย์ป๋วยว่า ไหนๆจะทำหนังสือเล่มนี้ถวายท่าน ควรใช้ชื่อท่านเป็นชื่อหนังสือ วรรณไวทยากร เพราะแปลว่าบ่อเกิดทางวิชาการ อาจารย์ป๋วยบอกให้ไปขออนุมัติท่านเสียก่อน ท่านก็อนุมัติ” นายสุลักษณ์ กล่าว

นายสุลักษณ์ กล่าวต่อไปถึงการเลือกบุคคลที่ดีที่สุด เพื่อปาฐกถาในวันคล้ายวันประสูติพระองค์วรรณฯ ผลคือ พระมหาประยุทธ์ ปยุตฺโต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตฺโต) ซึ่งปีนั้นได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญ เขียนเรื่องพุทธธรรม ตนเสนอว่าเรื่องนี้ดีที่สุด แล้วทำแบบโบราณ กล่าวคือ วันประสูติเจ้านาย จะมีพระธรรมเทศนา เรียกว่า ‘มงคลวิเศษกถา’ จึงเกิดปาฐกถาพุทธธรรมขึ้น และหนังสือเล่มนี้ ต่อมาเจ้าคุณประยุทธ์ขยายจนเป็นหนังสือที่ดีที่สุดที่เมืองไทยเคยผลิตมาตั้งแต่ตั้งประเทศสยาม มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น เป็นหนังสือที่วิเศษที่สุดซึ่งโครงการตำราได้ทำถวายพระองค์วรรณฯ และเราได้นักปราชญ์ร่วมสมัยที่ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 14.20 น. มีการเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ พร้อม E-book ของมูลนิธิโครงการตำราฯ ทุกเล่ม

นอกจากนี้เวลา 14.45 น. เริ่มเสวนาเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ ‘From Japan to Arabia: Ayutthaya’s Maritime Relations with Asia, 1999’ ฉบับภาษาไทย ‘ใต้ลมทะเลเอเชีย อยุธยาบนเส้นทางจากญี่ปุ่นสู่อาระเบีย’ โดย ผศ.ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, รศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายสุนิติ จุฑามาศ นักวิจัยประจําศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน, นายสฏฐภูมิ บุญมาอาจารย์พิเศษ สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ มีสันฐาน ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา