ม.สวนดุสิต ชู “ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย” ปลุกพลังผ้าอีสาน ดึงคนรุ่นใหม่สืบสานภูมิปัญญา ต่อยอดนวัตกรรมสิ่งทอสู่ SILK Tourism

3.11.26 | 15:57 น.

จากมรดกผ้าโบราณสู่ผลงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย! ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย จ.อุบลราชธานี ผสานภูมิปัญญาช่างทอรุ่นครูกับองค์ความรู้ด้านสิ่งทอและแฟชั่นของคนรุ่นใหม่ รังสรรค์ลวดลายอัตลักษณ์อย่าง “สุริยพัตร” และ “สุริยะคีรี” พร้อมต่อยอดผ้ากาบบัว ผ้าเยียรบับ และผ้าซิ่นทิวจกมุก สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนานวัตกรรมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ้าไหมศิลปาชีพสู่ตลาดสากลเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพื้นที่ สำรวจและประเมินศักยภาพแหล่งมรดกสิ่งทอ เพื่อพัฒนาเส้นทาง SILK Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานผ้าไหมและสิ่งทอพื้นถิ่น โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านศิลปหัตถกรรม วิทยาศาสตร์การย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการตลาดดิจิทัล มุ่งสร้างคุณค่าใหม่ให้ทุนวัฒนธรรม พร้อมเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนและเชื่อมโยงสู่ตลาดสากล


โครงการได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยมีเครือข่ายความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชฎาพร แนบชิด รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าคราม อาจารย์ ดร.ศิวธิดา ภูมิวรมุนี อาจารย์ประจำสาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะเทคโนโลยีการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว และนางธนภร พูลเพิ่ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วินวินสมาย จำกัด พร้อมคณะทำงาน

ในการดำเนินงานครั้งนี้ คณะวิจัยลงพื้นที่ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านยางน้อย อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 จากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และอนุรักษ์งานหัตถศิลป์พื้นบ้าน ปัจจุบันศูนย์ฯ เป็นทั้งพื้นที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านสิ่งทอ แหล่งผลิตผ้าทอคุณภาพ และแหล่งเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

Advertisement

เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ สานต่อภูมิปัญญาจากช่างทอรุ่นครู
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่คณะวิจัยให้ความสนใจ คือการก้าวเข้ามามีบทบาทของเยาวชนรุ่นใหม่ในการสืบทอดภูมิปัญญาผ้าทอ โดยเริ่มต้นจากการเรียนรู้กับคุณยายซึ่งเป็นสมาชิกศิลปาชีพยุคแรก ตั้งแต่งานพื้นฐานอย่างการปั่นไหม การค้นเส้นยืน การสืบหูก ไปจนถึงการทอผ้าขาวม้าสองตะกอ ก่อนนำความรู้จากประสบการณ์จริงไปต่อยอดกับการศึกษาด้านสิ่งทอและแฟชั่น สาขาวิชาที่ช่วยเพิ่มทักษะการออกแบบ การแกะลาย และการวางโครงสร้างตะกอที่ซับซ้อน

การผสานความรู้จากช่างทอรุ่นครูกับหลักวิชาการด้านสิ่งทอ ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาลวดลายที่มีเอกลักษณ์และเทคนิคการทอที่ละเอียดประณีต จนนำไปสู่ผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดออกแบบสิ่งทอของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนโอกาสเข้าร่วมงานวิจัยกับสถาบันอุดมศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมสามารถเติบโตต่อได้ เมื่อได้รับการสนับสนุนด้วยองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม

“สุริยพัตร” และ “สุริยะคีรี” ลวดลายร่วมสมัยที่เล่าเรื่องอุบลราชธานี
ความโดดเด่นของงานทอบ้านยางน้อยอยู่ที่การนำเทคนิคดั้งเดิมมาพัฒนาโครงสร้างลวดลายใหม่ โดยมีตัวอย่างสำคัญคือการประยุกต์เทคนิค “ลูกแก้วข้างหลังตัด” ซึ่งมีรากฐานจากกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ มาปรับโครงสร้างตะกอให้ซับซ้อนขึ้น จากลวดลายลูกแก้วรูปสี่เหลี่ยมดั้งเดิมสู่ “ลายประแจจีน” ที่สร้างสรรค์บนโครงสร้างเส้นยืนและเทคนิคผ้ายก ผลงานที่เรียกว่า “สุริยพัตร” หรือผ้าแห่งแสงอาทิตย์ สื่อถึงอัตลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะพื้นที่ชมแสงอาทิตย์แรกของวันในประเทศไทย ลวดลายประแจจีนผสานสัญลักษณ์ของสายฟ้าและแสงอาทิตย์ สะท้อนแนวคิดเรื่องพลังชีวิต ความเป็นสิริมงคล และความเชื่อทางศิลปวัฒนธรรมที่นำมาตีความใหม่ผ่านงานสิ่งทอ

ขณะที่ลวดลาย “สุริยะคีรี” ถ่ายทอดแนวคิดภูเขาแห่งแสงอาทิตย์ ผ่านการผสานเทคนิคการทอจากหลายภูมิภาคเข้ากับลายปักกะจอน เกิดเป็นผลงานที่เชื่อมโยงแรงบันดาลใจจากภูมิศาสตร์เข้ากับทักษะหัตถกรรมอย่างสร้างสรรค์ ทั้งสองแนวทางสะท้อนศักยภาพของช่างทอรุ่นใหม่ในการนำมรดกเดิมมาต่อยอดเป็นผลงานที่มีเรื่องราวและอัตลักษณ์ชัดเจน

“ผ้ากาบบัว” และผ้าโบราณชั้นสูง ต้นทุนวัฒนธรรมสู่ตลาดร่วมสมัย
นอกจากลวดลายที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่แล้ว ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านยางน้อยยังมีบทบาทสำคัญในการสืบสานและถอดองค์ความรู้จากผ้าทอโบราณของอุบลราชธานี โดยเฉพาะ “ผ้ากาบบัว” ผ้าประจำจังหวัด ซึ่งผสานเทคนิคการทอหลายรูปแบบ ได้แก่ การจัดเส้นยืนให้เกิดลายทิว การทอขิดเพื่อสร้างลวดลายยกดอก การทำมัดหมี่ในแนวเส้นพุ่ง และการใช้เส้นไหมควบหรือไหมหางกระรอก เพื่อเพิ่มมิติและความเงางามให้กับผืนผ้า

ขณะเดียวกัน ยังมีผ้าทอโบราณที่สะท้อนความประณีตของงานหัตถศิลป์ชั้นสูง เช่น ผ้าเยียรบับ ซึ่งช่างทอได้นำลวดลายที่มีความวิจิตรจากต้นแบบโบราณมาตีความร่วมกับเทคนิคมัดหมี่ เพื่อให้เกิดผลงานที่ยังคงความสง่างามและสามารถนำไปตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายร่วมสมัยได้ง่ายขึ้น รวมถึงผ้าซิ่นทิวจกมุกและซิ่นทิวจกมุกดาว ซึ่งใช้เทคนิคจกสอดแทรกเส้นไหมสีต่าง ๆ ให้เกิดลวดลายคล้ายเม็ดมุก ต้องอาศัยความชำนาญและความแม่นยำในการนับเส้นยืน

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของผ้าทออุบลราชธานีคือ “เชิงตีนต่วย” การต่อเชิงซิ่นที่เน้นความละเอียดของลวดลาย โดยนำเส้นสายแบบไทยและลวดลายพฤกษชาติมาผสานกันอย่างอ่อนช้อย ช่วยยกระดับผืนผ้าซิ่นให้มีมิติและคุณค่าทางศิลปหัตถกรรมที่โดดเด่น

ด้านการย้อมสี ช่างทอยังให้ความสำคัญกับการใช้สีธรรมชาติและการควบคุมเฉดสี เพื่อให้ได้โทนสีที่กลมกลืนและมีมิติ โดยเฉพาะการประยุกต์เทคนิคย้อมทับในบางกระบวนการผลิต เพื่อปรับความเข้มของสีและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับผืนผ้า องค์ความรู้เหล่านี้สะท้อนการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความเข้าใจด้านวัสดุและกระบวนการผลิต ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสำหรับตลาดร่วมสมัยได้

จากการทอผ้าสู่การสร้างอาชีพ รายได้ และเครือข่ายชุมชน
การดำเนินงานของศูนย์ฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตผ้าส่งตามโครงการศิลปาชีพ แต่ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกนำทักษะและกี่ทอผ้ามาสร้างสรรค์ผลงานของตนเองเพื่อจำหน่ายหรือรับงานสั่งทอจากผู้ประกอบการ ทำให้เกิดช่องทางสร้างรายได้ที่หลากหลาย ขณะเดียวกัน ช่างทอรุ่นใหม่ยังนำสื่อสังคมออนไลน์มาใช้สื่อสารเรื่องราวและผลงานผ่านเพจ Facebook “เสรีจันทร์” ช่วยให้ลูกค้าสามารถเห็นกระบวนการทำงานและสั่งจองผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง

การสร้างเครือข่ายกับช่างทอและเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ใกล้เคียง ยังช่วยขยายห่วงโซ่การผลิตและกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ชุมชนรอบศูนย์ฯ สะท้อนให้เห็นว่างานหัตถกรรมสามารถเป็นฐานอาชีพที่เชื่อมโยงทั้งผู้ผลิตวัตถุดิบ ช่างทอ และตลาดได้ หากมีการบริหารจัดการและพัฒนาช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย หมุดหมายใหม่ของ SILK Tourism
ด้วยศักยภาพด้านการผลิตและองค์ความรู้สิ่งทอ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านยางน้อยยังสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผ่านร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ พิพิธภัณฑ์ผ้า และพื้นที่จัดแสดงลวดลายผ้าโบราณจากภูมิภาคต่าง ๆ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวเรียนรู้ความหลากหลายของมรดกสิ่งทอไทย

การพัฒนาเส้นทาง SILK Tourism จึงมีโอกาสเชื่อมโยงการชมผ้าทอโบราณเข้ากับการพบปะช่างทอ การเรียนรู้เทคนิคการทอและย้อมสี ตลอดจนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากแหล่งผลิตโดยตรง ช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและเรื่องราวของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังผืนผ้า
การลงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตภายใต้โครงการวิจัยนี้ จึงมุ่งศึกษาศักยภาพของศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อยในฐานะแหล่งมรดกสิ่งทอที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันให้ภูมิปัญญาผ้าทออีสานยังคงมีชีวิต มีพื้นที่ในตลาดร่วมสมัย และสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

จากผ้ากาบบัวและผ้าทอโบราณชั้นสูง สู่ผลงานสร้างสรรค์ของเยาวชนรุ่นใหม่ บ้านยางน้อยกำลังสะท้อนให้เห็นว่า การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาสิ่งที่มีอยู่ แต่คือการส่งต่อความรู้ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สร้างสรรค์ และพัฒนาภูมิปัญญาให้เติบโตไปพร้อมกับสังคม เพื่อให้ผ้าทอไทยดำรงคุณค่าในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณี สวนเพลง
อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
หัวหน้าโครงการวิจัย “การพัฒนานวัตกรรมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ้าไหมศิลปาชีพสู่ตลาดสากลเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

เลขานุการโครงการ: ดร.นวนันทน์ ศรีสุขใส
โทรศัพท์ 080-228-2290 / 02-244-5972

เว็บไซต์ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต: https://hubgastro.com/

เว็บไซต์ “สืบสายใย มรดกไหมไทย” โครงการวิจัย “ตามรอยเส้นทางสายไหม สายใยรักจากพระพันปีหลวง”: https://thaisilkheritage.com/

ภาพ: นายปุระชัย สุราราช