ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด-รองนายกเมืองร้อยเอ็ด-ปธ.สภาวัฒนจังหวัด ประสานเสียง ยัน ‘คำขวัญ’ ผ่านความเห็นชอบประชาคมทั้งจังหวัด ลั่นไม่เปลี่ยน ฟันธงไม่มีเมืองใดในโลก มีทางเข้า 101 ประตู หลักฐานชัดร้อยเอ็ดมี 11 หัวเมืองบริวาร ท้าฝ่ายคัดค้านเอาหลักฐานมายันถ้ามี 101 ประตูจริง
จากกรณีที่มีการถกเถียงกันเรื่องคำขวัญที่ใช้ในปัจจุบันของ จ.ร้อยเอ็ด คือ “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ” ที่อ้างอิงข้อมูลจากคำขวัญแรกเริ่มเดิมที พ.ศ.2529 ของ จ.ร้อยเอ็ด คือ “ร้อยเอ็ดเพชรอีสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมชั้นดี สตรีโสภา ทุ่งกุลาสดใส งานใหญ่บุญผะเหวด” ว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง อีกทั้ง เนื้อหาตอนหนึ่งในบทความเรื่อง “สุนทรภู่ ถึง ร้อยเอ็ด ของกระทรวงวัฒนธรรม” เขียนโดยนายสุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการ ที่ระบุ “เมืองร้อยเอ็ดประตู” อยู่ในคัมภีร์อุรังคธาตุ หรือหนังสือตำนานพระธาตุพนม มรดกความทรงจำแห่งโลก จากการประกาศรับรองของยูเนสโก “เมืองสิบเอ็ดประตู” ไม่มีในหนังสืออุรังคธาตุ แต่ถูกบิดเบือนปลอมแปลงโดยข้าราชการเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีในอุรังคธาตุฉบับอื่น ซึ่งเป็นเท็จ แต่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ไม่ใส่ใจข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยไม่แก้ไขให้ตรงตามหลักฐาน แล้วอ้างว่าไม่เกี่ยวกับ วธ.นั้น
นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า กรณีมีการถกเถียงเรื่องคำขวัญเมืองร้อยเอ็ด “สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกตุ บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ” ซึ่งมีการประกวด และผ่านขั้นตอนการยอมรับ และเห็นด้วยของชาวร้อยเอ็ด พอตนย้ายมาเป็นผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด ก็ไม่ได้ไปมีความคิดที่จะเปลี่ยนคำขวัญ เพราะอยู่ๆ จะให้ตนเปลี่ยน ทั้งๆ ที่ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดทุกคน และประชาชนทุกคน ไม่ได้สนใจที่จะเปลี่ยน คนก็คงด่าตนทั้งเมือง ว่าพอมาก็จะเปลี่ยนคำขวัญดั้งเดิมที่มีของเขา ซึ่งตนคงไม่ทำ
“แต่หากจังหวัดจะตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อประชุมพิจารณาใหม่ ก็ต้องเป็นความเห็นชอบจากทุกคนทุกฝ่าย ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วนต้องร่วมกัน ส่วนนักวิชาการที่คัดค้าน ต่อต้าน ก็เป็นเรื่องที่ว่ากันไป เพราะยังไงเสียก็เป็นคนละเรื่อง ประวัติศาสตร์ ก็อยากให้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ เรื่องความเชื่อ ก็ขอให้เป็นเรื่องของความเชื่อ ที่ความจริงอาจจะไม่ใช่ และอะไรที่เป็นหลักฐานที่อ้างอิงได้ ก็น่าจะถือว่าน่าจะถูกต้อง แต่หากจะให้ผมเป็นตัวตั้งตัวตี มาเปลี่ยนคำขวัญของคนร้อยเอ็ด โดยที่ผมไม่ใช่คนร้อยเอ็ด ผมคงไม่ทำในสิ่งที่ขัดต่อความเชื่อ และสิ่งที่เขาสืบทอดใช้กันมา” นายทรงพล กล่าว
นายนุชากร มาศฉมาดล รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าวว่า เรื่องนี้จบไปนานแล้ว ตนไม่ได้สนใจว่าใครจะว่าอย่างไร เพราะคำขวัญที่ใช้ในปัจจุบัน ถือว่าได้มาโดยถูกต้องผ่านกระบวนการกลั่งกรอง การประกวดคัดกรองมาจากตัวแทนคนร้อยเอ็ดทั้งจังหวัด เห็นชอบในคำขวัญนี้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า 10-1 คือ 11 ประตู อย่างแน่นอน จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพียงแต่คำเขียนโบราณ เขาอาจจะเขียนแบบนี้ ก็ย่อมหมายถึง 11 ประตูเมืองในประวัติศาสตร์ ที่มาจาก 11 หัวเมืองบริวารของร้อยเอ็ด ซึ่งคนร้อยเอ็ดทุกคนรู้ดี และแม้แต่การจัดงานบุญผะเหวด หรือสมมาน้ำคืนเพ็งเส็งประทีป ก็มีขบวนแห่จาก 11 หัวเมือง เช่น ฟ้าแดด เมืองหงศ์ เมืองเปลือย เมืองไพร ฯลฯ ที่มีอยู่จริง แห่ขบวนกันมา ร่วมงานจนเป็นที่รู้กัน และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งตนอยากจะทราบว่าหากจะมาเปลี่ยนเป็นเมืองร้อยเอ็ดประตู จะเอาประวัติศาสตร์ที่ไหนมาอ้างอิง หรือจะไปเอาชื่อเมือง และหัวเมืองร้อยเอ็ด หัวเมืองจากไหนมาอ้างอิง เพราะไม่มีในประวัติศาสตร์ แล้วร้อยเอ็ดจะมีทางเข้าเมืองร้อยเอ็ดประตู จะเอาพื้นฐานไหนที่จับต้องได้มาอ้างอิง ซึ่งก็รู้ๆ อยู่ว่า มันไม่มีจริง เป็นแต่เพียงตัวเขียน 10-1 ที่พากันตีความกันไปเอง
“ผมว่ามันจบแล้ว เพราะทุกอย่างผ่านกระบวนการมาด้วยความถูกต้อง และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาเปลี่ยนคำขวัญเมืองที่ใช้กันมานานอีก ส่วนนักประวัติศาสตร์จะไม่เชื่อ ก็ให้เป็นที่เรื่องที่ไม่เชื่อกันไป แต่ผมเชื่อแบบนี้ และผมก็เชื่อว่าคนร้อยเอ็ด ก็ล้วนเชื่อแบบนี้ เพราะเท่าที่มีการเคลื่อนไหวจะเปลี่ยนคำขวัญจากคนร้อยเอ็ด มีเพียง 2 คน ไม่ใช่เรื่องที่ทั้งจังหวัดจะต้องทำตาม เพราะหากทำตาม ต่อไปหากมีคนกลุ่มอื่น และกลุ่มคนทั่วไปกลุ่มละ 2 คน มาประท้วง ก็จะต้องเปลี่ยนคำขวัญใหม่อีก ก็คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว ตอนนี้คนที่ดิ้นรนอยากจะเปลี่ยนคำขวัญ ก็เป็นคนที่อื่น ที่ไม่ใช่คนร้อยเอ็ด ทั้งๆ ที่คนร้อยเอ็ดเอง ก็ไม่มีใครสนใจ และใส่ใจฟัง แต่ก็ยังพยายามกลับไม่ใช่คนร้อยเอ็ด ซึ่งคิดว่าไม่จำเป็นต้องสนใจ เพราะทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว สำหรับผมไม่สนใจ เพราะเห็นว่าทุกอย่างมันจบแล้ว และจะไม่พูดถึงมันอีก” นายนุชากร กล่าว
ด้าน ดร.นายสาธิต กฤตลักษณ์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า คำขวัญเมืองร้อยเอ็ดเดิมใช้ “ร้อยเอ็ดเพชรอิสาน พลาญชัยบึงงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกตุ บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวมะลิ” มาเป็นคำขวัญใหม่ในปัจจุบัน นานจนจำไม่ได้ แต่ยืนยันว่าการประชุมคณะทำงานทั้งจังหวัด ก็เห็นชอบ และตั้งตามข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่ามีสิ่งอ้างอิง ว่ามีตามตำนาน 11 หัวเมือง มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ และก็ใช้กันมานาน ยืนกรานว่ายังไงก็จะไม่มีการเปลี่ยนคำขวัญอีก ส่วนใครที่ไม่เห็นด้วย ที่เป็นคนที่อื่น ไม่ใช่คนร้อยเอ็ด ก็ให้เอาหลักฐานมายันกัน อย่าอ้างลอยๆ ว่า จ.ร้อยเอ็ดมี 101 ประตู โดยไม่มีหลักฐาน
“ผมอยากจะให้คนที่พูดนึกถึงความเป็นจริง เอาความจริงที่เป็นไปได้มาพูดกัน ถามว่ามีที่ไหนในโลกบ้างที่เป็นเมือง ที่มีทางเข้าถึง 101 ประตู เมืองๆ เดียวจะมีทางเข้า 101 ทาง จะเป็นไปได้หรือไม่ในความเป็นจริง ซึ่งเมืองไทยก็ไม่มี ร้อยเอ็ดก็ไม่มี ผมอยากจะถามว่าคิดเพ้อฝันอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะไม่ว่าจะเมืองไหน หรือแม้แต่เมืองไทย เจ้าเมืองที่ครองเมือง จะทำทางเข้า หรือประตูเข้าเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามศึกสงคราม ก็จะต้องทำประตูเมืองให้น้อยที่สุดเพื่อความปลอดภัย ผมพูดได้เลยว่าเป็นคำพูดของคนที่เพ้อฝัน ที่จะทำให้ร้อยเอ็ดเปลี่ยนเป็น 101 ประตูให้ได้” ดร.สาธิต กล่าว
ดร.สาธิตกล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่าคนร้อยเอ็ดก็คงไม่มีใครเอาด้วย เพราะจะยิ่งกลายเป็นบิดเบือนประวัติของเมือง ที่มีหลักฐานหัวเมืองบริวาร 11 หัวเมือง ที่คนร้อยเอ็ดต่างก็รับรู้ว่าจับต้องได้มากกว่า 101 หัวเมือง ที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะนั่นคือการพยายามทำตามใจของตนเองในการบิดเบือนข้อเท็จจจริงของเมืองร้อยเอ็ด ให้เป็นไปตามความต้องการให้ได้เท่านั้น
“เรื่องนี้ผมไม่เอาด้วย และเชื่อว่าคนร้อยเอ็ดก็ไม่มีใครเอาด้วย คนที่พูดก็เป็นที่มาจากที่อื่น ไม่ใช่คนร้อยเอ็ด มีการถกกันเรื่องนี้หลายรอบ คนก็ยอมรับไปแล้ว แต่พอนานๆ เข้าก็กลับมีการไม่ยอมรับ นึกจะขุดก็ขุดขึ้นมาอีก และแม้แต่พวกที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการทางประวัติ ผมว่าควรจะเลิกยุ่งกับ จ.ร้อยเอ็ด ได้แล้ว ให้ไปทำอย่างอื่นเถอะ แต่หากยังจะดันว่าร้อยเอ็ดมี 101 ประตู ผมไม่โต้เถียงมานาน แต่ครั้งนี้สุดทน ที่จบไม่เป็น ก็อยากถามสักทีว่าไหนหลักฐาน ตรงที่เขียนว่าร้อยเอ็ด 101 ประตู ก็อยากให้เอามายืนยันให้ชัดเจน และมาชี้เลยเมื่อมี 101 ประตู ก็แสดงว่าต้องมี 101 หัวเมืองด้วยหรือไม่ อยากให้ลงมาชี้ให้คนร้อยเอ็ดดูหน่อย ผมว่าพอแล้วครับ มันจบได้แล้วครับ” ดร.นายสาธิต กล่าว
ดร.สาธิตกล่าวต่อว่า ล่าสุด ยังอ้างว่ามีหลักฐานว่าร้อยเอ็ด 11 ประตู เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เอาไปยื่นปลัด วธ.ทบทวนเรื่องนี้ ตนอดทนมานาน ก็อยากรู้เหมือนกันว่าต้องการอะไร จะทำอะไร ถามคนร้อยเอ็ดหรือยังว่าเขาเห็นด้วยกับพวกท่านหรือไม่ ตนฝากให้คิด ล่าสุดได้ส่งรายละเอียดให้ปลัด วธ.ทราบแล้ว ถือว่าทุกอย่างจบ ไม่ต้องมาพูดถึงอีก ตนอยากจะบอกคนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ หรือตำนนานเมืองร้อยเอ็ด ควรจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่านี้ ดีกว่าหรือไม่
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :
– สุนทรภู่ ถึง ร้อยเอ็ด ของกระทรวงวัฒนธรรม โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

