หน้าแรก ภูมิภาค ภาคประชาชน จี...

ภาคประชาชน จี้ ทส. ให้คำตอบปชช.หลัง‘พลายหูพับ’ล้ม ไม่เห็นด้วยยิงยาซึม ชี้ผลักดันช้างต้องรัดกุม

4.02.26 | 15:18 น.

ภาคประชาชน จี้ กระทรวงทรัพยฯ ให้คำตอบปชช.หลังพลายหูพับล้ม ไม่เห็นด้วยยิงยาซึม แนะผลักดันช้างต้องรัดกุม จี้ผู้บริหารอย่าโยนให้ฝ่ายปฏิบัติ 

เครือภาคประชาชนจี้กระทรวงทรัพย์ฯ ตรวจสอบและทบทวนกระบวนการเคลื่อนย้ายช้างป่าพลายหูพับที่เสียชีวิตระหว่างเคลื่อนย้ายไปยัง จ.เลย เมื่อคืนนี้ โดยเฉพาะการยิงยาซึม ที่อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของช้าง เนื่องจากไม่มีกระบวนการตรวจสอบน้ำหนักตัวและความดันช้างที่ชัดเจนก่อนยิงยา

อ่านข่าวกรมอุทยานฯน้อมรับความสูญเสีย ทำพลายหูพับล้ม ระหว่างเคลื่อนย้ายจากภูเวียง ชี้คือความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ที่ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูเวียง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น นายวุฒิพงศ์ ศุภรมย์ เครือข่ายภาคประชาชนติดตามการผลักดันช้างป่า อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้ากรณี การล้มช้างป่า “พลายหูพับ” เพศผู้ อายุประมาณ 15-20 ปี ซึ่งย้ายถิ่นฐานจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูค้อ-ภูกระแต จ.เลย เข้ามาอาศัยหากินในเขตพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2566 จนถึงปัจจุบัน โดยเมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 8 (ขอนแก่น) ได้สนธิกำลังกว่า 200 นาย พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ร่วมกันดำเนินเคลื่อนย้ายช้างป่าคืนถิ่น โดยมีจุดหมายที่ จ.เลย แต่ระหว่างเคลื่อนย้ายช้าง ได้เกิดภาวะแทรกซ้อน ก่อนจะล้มและเสียชีวิตในเวลาประมาณ 19.30 น. ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงกระบวนการเคลื่อนย้ายช้างของเจ้าหน้าที่ว่า มีความถูกต้องและปลอดภัยหรือไม่

นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า จากการติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานในการผลักดันช้างหูพับ มีความเห็นเจ้าหน้าที่ที่ได้ติดตามช้างตัวนี้มาตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี ทุกฝ่ายทำงานเต็มที่ในการให้ข้อมูลกับชาวบ้าน เมื่อทราบว่า จะมีการเคลื่อนย้ายช้างออกนอกพื้นที่ก็รู้สึกใจหาย แต่ก็เข้าใจจุดประสงค์ในการเคลื่อนย้าย เพราะช้างหูพับนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูเวียง รวมทั้งชาวบ้านในพื้นที่ไปแล้ว ทุกคนมีความผูกพันกับช้างหูพับมาก การล้มขอหูพับจึงถือเป็นตำนานของชาว อ.ภูเวียง และ อ.เวียงเก่าก็ว่าได้

Advertisement

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรกับวิธีการในการยิงยาซึมและการเคลื่อนย้ายช้างหูพับในครั้งนี้ นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า การผลักดันควรที่จะเป็นการค่อย ๆ ผลักดันออกจากพื้นที่ไปเหมือนครั้งก่อนที่เคยปฏิบัติ แต่การใช้วิธียิงยาซึมตนเองไม่เห็นด้วย เพราะเราไม่รู้น้ำหนักช้างที่แท้จริง ไม่รู้ความดันของช้าง การยิงยาซึมจึงมีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อตัวช้าง

อย่างไรก็ดี อยากเสนอไปยังฝ่ายบริหารของกระทรวงทรัพยากรฯ ว่า ในการผลักดันช้างไม่ใช่การโยนภาระให้ฝ่ายปฏิบัติ แต่ฝ่ายบริหารจะต้องคิดว่า ในการผลักดันช้างในพื้นที่ใดก็ตามจะต้องมีวิธีที่รัดกุมกว่านี้ และกรณีของช้างหูพับที่เสียชีวิต ทางกระทรวงฯ จะต้องมีคำตอบให้กับประชาชน แม้ขณะนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของช้างหูพับแล้ว แต่ในคณะกรรมการจะต้องมีภาคประชาชนที่เป็นคนพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

นายวุฒิพงศ์ ตั้งข้อสังเกตว่า หากการเสียชีวิตของช้างหูพับที่คาดการณ์ว่า เกิดจากอาหารไปติดหลอดลม ก็ให้ฝ่ายสัตวแพทย์ทำการชันสูตร หรือการตายอาจเป็นเพราะการให้ยาแรงเกินไปจนไปบีบหัวใจช้าง ทางกระทรวงฯ หรือ กรมฯ จะต้องพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ใช้โยนภาระให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ ต้องช่วยกันแก้ปัญหา ไม่ใช่การหาแพะรับบาป เมื่อถามว่า ด้วยคำสั่งของศาลปกครอง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งรีบในการเคลื่อนย้ายช้างหรือไม่ นายวุฒิพงศ์ ระบุว่า เราได้ขอยืดคำสั่งศาลปกครองมาตลอด จนมาถึงวันที่ 4 ก.พ. จึงได้ดำเนินการเคลื่อนย้าย หากเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็จะมีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงเหมือนถูกบีบทุกทาง ซึ่งกลายเป็นปัญหาทั้งระบบ ฉะนั้นการเคลื่อนย้ายช้างอีก 4 ตัว ที่ อ.สีชมพู จึงต้องมีกระบวนการที่รัดกุมมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเหตุซ้ำรอยช้างหูพับ

ขณะที่บรรยากาศบริเวณด้านหน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติภูเวียง พบว่า มีประชาชนที่เป็นเครือข่ายอนุรักษ์ช้าง รวมทั้งชาวบ้านที่ทราบข่าว ได้เดินทางมาสอบถามรายละเอียดการเสียชีวิตของช้างหูพับอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ฯ ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปด้านใน และให้รอฟังคำชี้แจงจากกระทรวงทรัพย์ฯ ส่วนร่างของช้างหูพับ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการประกอบพิธีขอขมาช้างตามประเพณี และจะมีการตรวจพิสูจน์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป